ชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงาม ต้องให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ และสนุกที่จะเรียนรู้กับมัน
หนังเรื่องนี้ผมดูครั้งแรกตอนที่ผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้ออกฉายไปตั้งแต่เมื่อปี 1994 และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีโอกาสได้ดูอีกครั้งจาก VCD ที่ได้จากตลาดนัดแถวบ้าน ที่มาเลหลังขายแผ่นละ 10 บาทเท่านั้นเอง บรรยากาศความรู้สึกของการได้ดูหนังครั้งนั้น กับครั้งนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควร ตอนที่ดูครั้งแรกก็ดูด้วยความสนุกสนาน สะใจ มีอารมณ์ร่วมไปกับการดำเนินเรื่อง เรื่องย่อของหนังมีอยู่ว่า หนุ่มช่างยนต์ในอู่ธรรมดาแห่งหนึ่งได้ไปหลงรักสาวนักฟิสิกส์หลานสาวของ ศาตราจารย์อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ทั้งที่สาวเจ้าก็มีคู่หมั้นที่เป็นนักวิทยาศาตร์ชาวอังกฤษเอยู่แล้ว แต่ดูเธอไม่มีความสุขกับคู่หมั้นชาวอังกฤษ คนนี้เอาเสียเลย ศาตราจารย์อัลเบิร์ต ไอสไตน์ได้มีโอกาสรู้จักกับหนุ่มช่างยนต์ก่อนหน้านั้น และรู้สึกถูกชะตากัน จึงได้ร่วมมือกับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องในแก็งเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อให้หนุ่มช่างยนต์และหลานสาวได้มารักกัน
การดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ดูเผินๆ อาจจะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคจากต่างๆ ในเรื่องและก็จบลงด้วยความ Happy Ending เท่านั้น ซึ่งตอนที่ผมดูเมื่อ 16 ปีที่แล้วก็มีความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากที่ผมได้ดูอย่างพินิจ พิเคราะห์ และพิจารณาแล้ว พบว่า หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่มีคุณค่ายิ่งในด้านปรัชญาการเรียนรู้ของชีวิต และพบว่าหนังพยายามจะดำเนินเรื่องเสียดสีคนในวงการศึกษาว่ามัวแต่งมโข่งอยู่กับทฤษฎีจนไม่สามารถนำทฤษฎีที่สร้างขึ้นมานี้ไปใช้ประโยชน์กับมวลมนุษย์ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เขามีความรู้อยู่แล้วแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่รถมีปัญหา นักฟิสิกส์สาวและคู่หมั้นพยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับรถ แต่เขาก็ไม่เข้าใจสิ่งที่หนุ่มช่างยนต์ได้อธิบาย ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจเพราะสิ่งที่หนุ่มช่างยนต์ได้อธิบายมานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้พื้นฐานทางด้านฟิสิกส์เกี่ยวกับแรงและพลังงานเท่านั้นเอง ทำให้ผมคิดว่านักฟิสิกส์สาวและคู่หมั้นนั้นรู้สึกว่าความรู้ของช่างคนนี้ ที่ช่างเป็นอะไรที่ต่ำต้อยและเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน ไม่เหมือนความรู้ของพวกเขาที่เขารู้สึกว่าดูสูงส่งเสียเหลือเกิน เลยไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่ช่างได้อธิบาย มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับสูตรคำนวณและที่ยุ่งอยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน เป็นต้น
หนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้อย่างรอบด้าน ในโลกกว้าง ไม่ใช่อยู่กับแต่ใน Filed ของตัวเองเท่านั้น เพราะนั่นมันหมายถึงจะทำให้เกิดอาการที่ อ. วรภัทร์ ได้เคยให้คำนิยามไว้ว่า “รู้ลึกแต่โงกว้าง” ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงาม ต้องให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ และสนุกที่จะเรียนรู้กับมัน หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นในหลายตอน เช่น ตอนที่ไอสไตน์ได้ใช้มือชี้ไปที่หัวกับหัวใจ โดยเปรียบเทียบว่าเราให้ความสำคัญของสมองมากกว่าจิตใจ ทำให้เราไม่มีความสุข ซึ่งจะเห็นว่ากรอบความคิดของนักฟิสิกส์สาวและคู่หมั้นจะทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้และจริงจังกับชีวิต เกิดพันธนาการทางความคิดในกระบวนทัศน์เดิมๆ ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข หรืออย่างตอนที่หนุ่มช่างยนต์ได้ถามแก็งนักวิทยาศาตร์สติเฟื่องเกี่ยวกับเรื่องเวลาและชีวิตว่า ถ้ามีฝาแฝด 2 คน ในวัยเบจเพส คนหนึ่งเดินทางไปในอวกาศ คนหนึ่งอยู่บนโลก ต่อจากนั้นเวลาบนโลกผ่านไป 50 ปี ฝาแผดคนที่เดินทางไปในอวกาศได้เดินทางกลับมา แล้วพบว่าแฝดของเขา และคนอื่นๆที่รู้จักกลายเป็นคนแก่ไปหมดแล้ว แต่ตัวเขายังเป็นคนหนุ่มเหมือนเดิม ถามว่าใครจะมีความสุขมากกว่ากัน
ตัวละครในหนังเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจได้หลายเรื่อง เช่นการใฝ่รู้และการต่อสู้ของหนุ่มช่างยนต์ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดและชอบที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ จนทำให้มาพบกับไอสไตน์และถูกชะตากัน และแน่นอนสำหรับไอสไตน์ผมคิดว่าคงเป็น Idol ของใครหลายๆ คน ที่ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาตร์ผู้โด่งดังเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในสายตามของผมอีกด้วย
ภาพจาก http://www.nungfreeonline.com/

ไอน์สไตน์เป็นไอด้อลหนูเหมือนกานค่ะ
ชอบเม๊ก ไรอันมากๆด้วย
น่าหามาดูมั่งจัง >_<
ขอบคุณ คุณ
Liwenya ที่เข้ามาเยี่ยมเยือนกันครับ ลอง Load จาก Link นี้ดูครับ IQThinkLove