ผมได้รับ อี-เมล์ เล่าเรื่องนี้จาก อ. หมอ กิตติศักดิ์ กุลวิชิต ดังต่อไปนี้

 

          สวัสดีครับทุกๆท่าน

          วันก่อนไปเจอกรณีศึกษาที่น่าสนใจอันนี้ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง    มีหลายประเด็นที่น่าสนใจครับ

          เรื่องของเรื่องคือ Shani (ชื่อคัดท้าย) ได้ส่ง review paper ไปลงวารสาร Plant Science ซึ่งทางวารสารก็ส่งให้ Sticklen เป็นหนึ่งใน reviewers และ Sticklen ก็ได้รับเชิญให้เขียนบทความ review ลง Nature Reviews "Genetics" ซึ่งได้ลอกเลียนไอเดีย (เพียงหนึ่งย่อหน้า) มาจาก Shani   แต่ได้ตีพิมพ์ก่อน Shani มาอ่านเจอบทความใน NRG
          ระหว่างรอบทความตัวเองตีพิมพ์ก็เกิดความสงสัยเขียนไปถามบรรณาธิการ PS ว่า Sticklen เป็น reviewer หรือเปล่า   บรรณาธิการไม่ตอบว่าใช่หรือไม่แต่สัญญาว่าจะดูให้ว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่และจะ "จัดการตามเหมาะสม" ซึ่งในที่สุดบรรณาธิการก็ส่งเรื่องให้ Michigan State U ต้นสังกัดของ Sticklen สอบสวนและผลปรากฎออกมาว่าเป็น plagiarism  จึงส่งเรื่องต่อให้ NRG และสุดท้าย NRG ก็ถอดถอนบทความของ Sticklen

          ประเด็นที่น่าสนใจคือ

   เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของบทความที่ตีพิมพ์ก่อนลอกเลียนบทความที่ตีพิมพ์ทีหลัง


   และก็เป็นตัวอย่างของการที่ reviewer abuses priviledge of knowledge


   วารสารในกลุ่มของ Nature Reviews ซึ่งมีมากมายไม่เคยต้องถอดถอนบทความใดๆมาก่อนเลย อันนี้นับเป็นบทความแรก


   ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยที่บทความที่ถูกลอกจะมีข้อความต่อท้ายบอกว่าตัวเองถูกลอก (ดูย่อหน้าสุดท้ายก่อน references ในบทความ – ซึ่งท่านจะเข้าไปอ่านไม่ได้ยกเว้นเป็นสมาชิกของ Science Direct) และคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีประโยชน์อย่างไรต่อผู้อ่าน   ข้อความที่ว่าน่าจะไปอยู่ใน Notice of Retraction มากกว่าซึ่ง NRG จะเป็นคนตีพิมพ์ ดูท่าอีตาบรรณาธิการของ PS คงอยากจะคุยเสียหน่อยว่า Nature ลอกฉัน :-)


   ข้อดีของบรรณาธิการ PS คนนี้ก็คือ เป็นงาน ในการที่ไม่เปิดเผย identity ของ reviewer ก่อนเวลาและด้วยเหตุผลที่เหมาะสม


   ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ อันนี้เป็นการ plagiarise idea มิใช่ text   ถึงแม้ว่าอ่านดูจาก Notice of retraction จะฟังดูเหมือนเป็นการ paraphrase without attribution" แต่พอไปอ่านจดหมายที่บรรณาธิการ NRG คนที่ handle บทความเขียนก็จะเห็นว่าเป๊นการเอา "novel idea" จาก review ของ Shani มาโดยไม่อ้างอิง ไปดูตัว text จะเห็นว่าไม่เหมือนกันเลย   ซึ่งเธอก็บอกต่อไปว่าการที่ไม่อ้างหรืออ้างไม่เหมาะสมเป็นเรื่องที่พบได้เสมอโดยเฉพาะบทความ review ซึ่งเมื่อพบก็จะมีการลงบทความแก้ไข เพิ่มเติม   แต่ในกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษเนื่องจาก Sticklen  เป็น peer reviewer   จึงทำให้ NRG ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอดถอนบทความ

กิตติศักดิ์ กุลวิชิต

ปล. อนึ่ง Sticklen อ้างว่าเธอเป็นโรค platelet สูงทำให้มีปัญหากับ cognitive function

          ขอย้ำอีกที ว่านี่คือการขโมยไอเดีย (จากการที่ตนเป็น reviewer)  แล้วเอาไปตีพิมพ์ก่อน   ก็ต้องถือเป็นเรื่องร้ายแรง

          เรื่อง plagiarism นี้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดจริยธรรม   และวงการวิชาการและการสร้างสรรค์ถือมาก   แม้ไม่ผิดกฎหมายก็ถือกันว่าเป็นความผิดร้ายแรง   และโปรดสังเกตว่า ผู้บริหารวารสารและผู้บริหารมหาวิทยาลัยในสหรัฐเขาร่วมมือกันสอบสวนลงโทษ    เพื่อเป็นการป้องปรามและปกป้องสังคม   แต่เท่าที่ทราบ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางแห่งแม้จะทราบเรื่องที่หลักฐานชัดเจน ก็แกล้งทำไม่รู้ไม่เห็น

 

วิจารณ์ พานิช
๑๒ เม.ย. ๕๓