รายการปุจฉา-วิสัชนาธรรมกับพระอาจารย์อารยะวังโส ทางสถานีวิทยุรัฐสภา FM 87.5 MHz วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2552
ปุจฉา : มงคลของชีวิต ทุกคนแสวงหา ทุกคนอยากมีความสุข หาทางพ้นทุกข์ บางคนประสบความสำเร็จ บางคนไม่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมงคล เราจะเข้าถึงมงคลเหล่านั้นได้อย่างไรครับ
วิสัชนา : การเข้าถึงมงคลของชีวิตที่ดี จริงๆ ทุกคนตามหามงคลกันมายาวนาน มงคล 38 เป็นความโกลาหลตั้งแต่มนุษย์ถึงเทวดา ถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนานว่า อะไรคือความเป็นมงคล ใครเห็นสิ่งใดก็กล่าวสิ่งนั้นแล้วก็เป็นข้อโต้แย้งกันจนในที่สุด จากมนุษย์ไปถึงภูมิเทวดา จนถึงเทวดาชั้นสูง จนถึงชั้นดาวดึงส์ โกลาหลกันไปทั่ว จนในที่สุด ท้าวสักกะเทวราช กล่าวว่า บัดนี้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ไหน
พวกเทวดาบอกว่า ประทับอยู่เชตวันมหาวิหาร จึงมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ มาทูลถาม ตั้งปุจฉาขึ้นว่า อะไรเป็นมงคลที่สุดในโลกนี้
พระพุทธเจ้าตรัสทั้งหมด 38 มงคล ที่กล่าว อะเสวะนา จะพาลานัง ไปจน 10 มงคล ถ้าสัตว์ทั้งหลายหรือคนไทยหรือคนใดก็แล้วแต่อยู่ในมงคลแค่ 10 ข้อแรก ประเทศชาตินี้จะเจริญ ตั้งแต่เริ่มรู้จักคบ รู้จักเข้าหาบุคคลที่ควรเข้าหา รู้จักบูชา รู้จักการเรียนรู้ และดำรงตนอย่างถูกต้องบนวิถีแห่งการเรียนรู้นั้น ตั้งแต่เริ่มต้นถ้าเรารู้จักตั้งข้อสังเกตในการเรียนธรรมนี่ ตั้งแต่ อะเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑิตานัญ จะ เสวนา ปูชาจะปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง นี้เป็นมงคล 3 ในหมวดที่ 1 สังเกตไหมว่าให้เข้าใจความหมายตั้งแต่ไม่คบคนพาลให้คบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา คือบุคคลต้องมีสำนึกรู้จักแยกแยะแล้วว่าอะไรคือคนดี อะไรคือคนไม่ดี ใครคือคนพาล ใครคือบัณฑิต
เราเริ่มต้นตรงนี้เลย วันนี้สังคมมีปัญหาตรงข้อแรก คือแยกไม่ออกว่า อะไรพาลหรืออะไรเป็นบัณฑิต อะไรควรบูชา อะไรไม่ควรบูชา เราล่มสลายตั้งแต่มงคล 3 ข้อ เราจึงเข้าไม่ถึงการพัฒนาการต่อเนื่องๆ อย่าลืมนะ พระพุทธศาสนานี่จริงๆแล้ว ต้องการข้อสูงสุด คือ ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะนะ กัมปะติ สู่จิตที่บริสุทธิ์ สู่เอกจิตของความเป็นไปที่สิ้นทุกข์ สิ้นอาสวะ คือ พระอรหันตเจ้า แต่วันนี้สังคมวิปลาสมากกว่าปกติ ในกลุ่มชนส่วนใหญ่ ประเด็นแรก หรือ วาระธรรมแรกจะเข้าสู่คำว่า การคบคนดี คบคนชั่วนี่ เราต้องกลับมาสอนเด็กว่า อย่าคบเพื่อนที่ไม่ดีนะ ให้คบเพื่อนดี การสอนอย่างนี้มีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ ดูเหมือนดี แต่มีซ่อนเร้นที่ไม่ดีอยู่ การไม่คบดังกล่าว กลายเป็นข้อรังเกียจกันในสังคม
วันนี้สังคมไทยต่างว่ากันว่า พวกนั้นดี พวกนี้ไม่ดี การแตกแยกเชิง การชี้มึงชี้กูว่า ดี ว่า ไม่ดี เหล่านี้นำไปสู่การแตกแยก การสั่งสอนในพระพุทธศาสนาให้รู้ให้เข้าใจเพื่อประโยชน์แห่งตน แต่ในขณะเดียวกัน การรู้ประโยชน์แห่งตนนั้น ไม่ได้ทำร้ายผู้อื่น การสั่งสอนในพระพุทธศาสนานี่ไม่ได้ว่ากล่าวทำร้ายใคร เป็นการชี้แสดงให้เห็นถึงความถูกผิดบาป บุญ คุณ โทษต่างหาก เพราะฉะนั้นการสอนบางอย่างก็ต้องระวังนะ การให้คบคนดี อย่าคบคนไม่ดี กลายเป็นรังเกียจคนไม่ดีได้ แต่ในพระพุทธศาสนานี่ เรารู้จักเลือกคบ เหมือนเลือกกินอาหาร ในขณะเดียวกัน เราดีแล้ว จะทำอย่างไร ให้คนไม่ดีกลับมาเป็นคนดี เมื่อเราพร้อมแล้วเราก็พยายามสร้างมงคลนี้ให้กับผู้อื่นด้วย ฉะนั้น ปัญหาปัจจัยตั้งแต่เบื้องต้นที่เราเข้าหาธรรมะเราจะเอาแต่ดีตัวเดียวไม่ได้ อย่าลืมว่าเรารู้จักดี เพราะเราออกจากความไม่ดี ต้องรู้จักไม่ดี สังเกตไหม อะเสวะนา จะพาลานัง เห็นความไม่ดีก่อน รู้จักความไม่ดีก่อน
ข้อที่ 2 ปัณฑิตานัญ จะ เสวะนา แล้วจึงมาคบคนดี ต้องรู้จักคบคนดี ต้องรู้จักคนไม่ดีก่อน รู้จักสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อออกมาจากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ นั่นก็คือ การทำประโยชน์ ที่เราทำดีก็เพราะละเว้นความไม่ดี อย่าลืมนะว่าศีลขึ้นก่อน ห้ามเราทำความไม่ดี พอเราไม่ทำความชั่วเมื่อไหร กาลนั้น นั่นแหละ คือ การทำความดี ต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ดี ตรงนั้นคือจิตสำนึกขั้นเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด ดวงจิตดวงนี้สำคัญที่สุด แล้วจะทำอย่างไรให้คนมีความสำนึกเห็นความไม่ดี เห็นความไม่ควรทำ เห็นความไม่ควรสงเคราะห์ เห็นความไร้สาระ เห็นความไม่เป็นแก่นสาร เพื่อกลับมาสู่ความเป็นแก่นสาร ตรงนี้เป็นข้อคิดที่ยิ่งใหญ่มาก แค่ข้อนี้ข้อเดียวนี่ต้องสร้างจิตสำนึกกันยาวนาน งั้นเราสอนปั๊บๆๆ ต่อไปว่าอย่างนี้ๆๆ
สุดท้ายขณะนั่งเจริญภาวนาอยู่ของคนทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธ หรือที่เข้ามาบวชเป็นพระ เราพกจิตที่ไม่ดีมา สภาพจิตที่ไม่ดีนั้น มันยังไม่พร้อมที่จะทำความดีขั้นสูง เหมือนกับการผลิตคุณภาพสินค้า สเต็ปที่ 1 ยังไม่ได้มาตรฐานเลย ไปขึ้นสเต็ปที่ 2 มันไม่ได้ สภาพจิตบุคคล ความคิดเห็นนั้น เราต้องสร้างเราต้องเขาขั้นที่ 1 ให้ได้ก่อน คือ ตัวเราเอง ขั้นที่ 1 ต้องให้ได้ก่อน รู้ความไม่ดี การรู้ความไม่ดีนั้น เราต้องรู้เอง เมื่อรู้เอง เราผู้รู้นั้น จึงรู้ว่าแล้วควรไปหาความดีที่ไหน เมื่อมาเห็นความต่างเกิดขึ้น อย่าลืมนะ ความดีมันอยู่ตรงข้ามกับความไม่ดี บ้านของบัณฑิตก็อยู่ตรงข้ามกับบ้านของคนพาล มันต้องกลับมาหาฝั่งตรงข้าม ธรรมโลกุตระ ก็อยู่ตรงข้ามกับโลกียะ เราเรียนรู้โลกนี้จากอัตภาพนี้ เพื่ออาศัยอัตภาพนี้รูปนี้ เรียนรู้ในอัตตานี้ เพื่อจบสิ้นอัตตานี้ อาศัยการเรียนรู้ อาศัยอัตตานี้ สลายอัตตานี้ ก็เพื่อพบกับธรรม ถ้าเช่นนั้นสิ่งทั้งหลาย คือ อาศัยการเรียนรู้จากสิ่งที่ไม่ดี เพื่อเรียนรู้ความดี ข้อนี้ นัยยะหนึ่ง คือไม่ใช่เรารังเกียจ ไม่ใช่เรา ไปมองสิ่งที่ไม่ดีและเลวร้าย มองอย่างนักการศึกษาบนวิถีชีวิตนี้ นั่งมองดูสิ
#####################
อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ
2. วันนี้ที่เราวิปลาส
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/354515
3. ทุกคนต้องรับผิดชอบสังคมไทยร่วมกัน
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/354649
4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/354707
มงคล 38 ประการ
http://gotoknow.org/blog/favorable38
พระปริตร
http://gotoknow.org/blog/praparit
#####################
พระอาจารย์อารยะวังโส
อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ
2. วันนี้ที่เราวิปลาส
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/354515
#####################
เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย
จะให้ธรรมะยามเช้าทางวิทยุร้ฐสภา คลื่น FM 87.5 MHz
ในรายการ "ปุจฉา-วิสัชนา กับพระอาจารย์อารยะวังโส "
ทุกวันพุธ เวลา 05.00-06.00 น.
หากผู้ใดมี ปัญหาชีวิต, หน้าที่การงาน, หรือ ปัญหาธรรมะ
สามารถ ติดต่อโทรสอบถามเข้ามาในรายการได้เลยนะคะ
เบอร์โทร 02-2441482
เบอร์โทร 02-2410055 (ต่างจังหวัดโทร free )
ขอบคุณค่ะที่นำคติธรรมดีๆมาเผยแพร่..ได้ติดตามอ่านทุกตอนค่ะ..ท่านอาจารย์ได้เมตตาชาวไทยพาณิชย์ตลอดมา..ประธานชมรมจริยธรรมและคุณภาพชีวิตของเรา(คุณจันทิมา) ได้แจกจ่ายเทปธรรมะของท่านอาจารย์อย่างต่อเนื่องค่ะ..
สวัสดีค่ะอาจารย์ มาอ่านมุมคิด ธรรมะดีๆ ได้เตือนจิตใจ ขอบคุณค่ะ