การอ่านหนังสือคือการเปิดมุมมองใหม่ๆให้ชีวิต

...หนังสือเปรียบเสมือนครูของเรา ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ และแง่คิดต่างๆ เหมือนกับเวลาที่ครูสอน ซึ่งผู้อ่านก็คือนักเรียน เรามีหนังสือเป็นครูคู่ใจได้ทุกเวลา ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้

 

ผมเองก็ชอบที่จะอ่านหนังสือเพื่อการเปิดมุมมองใหม่ๆให้ชีวิต เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับหนังสือที่ผมชอบนั้นมีหลายประเภทมากทั้งหนังสือการ์ตูน หนังสือนิยาย หนังสือธรรมะ หนังสือเรื่องสั้น ฯลฯ แต่ในวันนี้ผมจะแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจในการใช้ชีวิตของผม หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "1 LITER NO NAMIDA" หรือชื่อภาษาไทย "บันทึกน้ำตา 1 ลิตร" เรื่องราวบันทึกการต่อสู้โรคร้ายของเด็กสาวญี่ปุ่น วัยเพียง 15 ปี  
"คิโตะ อายะ"   หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมจนนำไปสร้างเป็นละครและภาพยนตร์มาแล้ว
 
เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เป็นการเขียนบันทึกเรื่องราวของอายะ เด็กสาวที่ป่วยเป็นโรค "spinocerebellar degeneration  (โรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและ
ไขสันหลัง)" ซึ่งเป็นโรคที่ในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษา เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้เป็นอย่างมาก ทั้งทำให้สูญเสียการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวร่างกาย ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น สุดท้ายได้แต่นอนอยู่บนเตียง จากเด็กสาวที่สดใส กำลังเติบโตเพื่อเรียนรู้โลกกว้าง เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับโรคร้ายที่พรากเอาสิ่งต่างๆ ไป ทั้งโรงเรียน เพื่อนที่รัก สิ่งที่เธอทำได้มีแต่การเขียนบันทึกเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก การต่อสู้ชีวิตกับอุปสรรคที่เรียกว่าความพิการ ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหวังอันเข้มแข็ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความคิดของเด็กวัยแค่ 15 ปี แม้บางครั้งที่เธอท้อแท้และร้องไห้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตาย เธอพยายามอดทนที่จะสู้ต่อ โดยมีคุณแม่และครอบครัวที่รักคอยเป็นกำลังใจให้ ในบันทึกทุกตัวอักษรที่เธอเขียนเปรียบเสมือนแรงใจให้คนที่เคยหมดหวังในชีวิตอย่างผมให้ลุกขึ้นสู้ ผมรู้สึกนับถือและยกย่องเธอมาก
          
 
 

ภาพของ คิโตะ อายะ ที่มา fujitv.co.jp/tears

 

                    "ฉันต้องแบกรับความไม่สมประกอบนี้ไว้ และมีขีวิตอยู่ต่อไปด้วยตัวเอง
                     เมื่อตัดสินใจเช่นนี้แล้ว อาจต้องเสียน้ำตาอีกเป็นลิตร และต่อจากนี้ไปอาจต้องเสียอีกเยอะ
                     อดทนไว้ก่อนนะต่อมน้ำตาของฉัน!
                     ถ้าเจ็บใจก็สู้สิ
                     ไม่จำเป็นว่าต้องแพ้เสมอไปนี่......"
 
 

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่น ที่มา se-ed.com

 
หลายๆ คนที่กำลังอ่อนแอ และรู้สึกเป็นทุกข์กับชีวิต ผมอยากแนะนำให้หามาอ่านครับ รับรองว่าคุณจะได้รับสิ่งดีๆจากหนังสือเล่มนี้แน่นอน หากอ่านแล้วไม่ต้องอายที่จะเสียน้ำตาไปกับเธอ เพราะนั่นคือน้ำตาแห่งการเรียนรู้ถึงคุณค่าของชีวิต นี่แหละครับหนังสือคือ...ครูของผม