ชีวิตของชาวกัมพูชาภายใต้ระบบเขมรแดง  

มองผ่านการศึกษาของณัฐพร  ไทยจงรักษ์[1]


เกริ่นนำ 

          เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์กับนโยบายของรัฐบาลเขมรแดง ที่ประชาคมโลกเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  เป็นอาชญากรของมวลมนุษย์ชาติ[2] เป็นภาพรวมที่เราจะเป็นในงานเขียนประวัติศาสตร์ของแต่ละสำนักที่เขียนถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในช่วงเวลานั้นทำให้เห็นว่า นโยบายรัฐ กับการปฏิบัตินโยบายรัฐบางทีอาจไม่สอดคล้องกันจึงทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน

          สำนึกของความ “ชิงชัง” ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติ ได้หล่อหลอมให้เกิดความรุนแรงที่อยู่นอกเหนือการคาดเดา บางพื้นที่ ได้กลายเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นมนุษย์บางพื้นที่ได้กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมการเข่นฆ่าที่รุนแรง จึงทำให้เห็นว่าการฆ่าไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะอธิบายความเหมือนหรือความต่างของการฆ่าได้  ดังนั้นในงานเขียนของณัฐพร อาจช่วยเล่าเรื่องราว ผ่านการศึกษาวิจัยได้ในระดับหนึ่ง และทำให้เห็นภาพของการศึกษาว่าเป็นงานที่น่าอ่าน และจะเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาเชิงลึกได้ในวงกว้างยิ่งขึ้นไป

          สำหรับงานการศึกษาแนวนี้อาจมีปรากฏในเอกสารในหลายเรื่อง เช่น งานของ David P Chandler[3] Ben Kiernan[4]  Michel Vickery[5] Gottesman, Evan[6] หรือนักวิชาการไทยที่มีงานทางด้านเขมรศึกษา  เช่น เขียน ธีระวิทย์[7]   รวมไปถึงแต่ในการศึกษานั้น จะเป็นการให้ข้อมูลในภาพกว้างของระบบเขมรแดง แต่สิ่งที่แตกต่างในงานค้นคว้าของณัฐพร ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการให้รายละเอียดเฉพาะด้านอย่างที่ปรากฏ  ภาพของการศึกษาแนวนี้ได้ช่วยขยายความ ภาพกว้างประหนึ่งลงรายละเอียดมากขึ้น โดยจำเพาะลงไปที่ “สถานภาพ” และ “การเป็นอยู่” ของชาวกัมพูชาภายใต้ระบบเขมรแดง ในบางสัดส่วนของพื้นที่ ซึ่งประหนึ่งเป็นนิยามเสริมให้เกิดความเข้าใจต่อระบบเขมรแดง รวมไปถึงผู้ศึกษาเขมรศึกษาในระดับที่ลึกลงไปอีก

 

อันว่าด้วยเรื่อง

          สภาพการดำรงชีวิตชาวเขมรระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๒๒  ศึกษา “ภูมิภาค” ตะวันออก ตะวันตกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เขียนโดยณัฐพร  ไทยจงรักษ์[8]  ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ของหลักสูตรปริญญาอักษรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้เวลาในการศึกษาในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก และทำให้เห็นมุมมองทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์กับนโยบายของรัฐบาลเขมรแดง ที่ประชาคมโลกจะเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  เป็นอาชญากรของมวลมนุษย์ชาติ แต่นั่นเป็นภาพรวมที่เราจะเป็นในงานเขียนประวัติศาสตร์ของแต่ละสำนักที่เขียนถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในช่วงเวลานั้นทำให้เห็นว่า นโยบายรัฐ กับการปฏิบัตินโยบายรัฐบางทีอาจไม่สอดคล้องกันจึงทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน

 

วิธีการศึกษา

          ซึ่งเป็นการศึกษาจากเอกสารเป็นด้านหลัก ตามแนววิธีวิทยาของการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ในเวลาเดียวกันข้อดีของงานการศึกษานี้ทำให้เห็นว่าการศึกษาณัฐพร  มีความน่าสนใจพร้อมทั้งการให้ความสำคัญกับพื้นที่ในฐานะเป็นองค์ความรู้ที่จะเกิดจากการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงพื้นที หรือวิธีการที่เรียกว่าอาณาบริเวณศึกษา  (Are Study) รวมไปถึงการใช้ภาษาของพื้นที่ทำทำการศึกษามาเป็นฐานข้อมูลหลักในการศึกษา จึงทำให้ได้เห็นโลกทัศน์ของชาวกัมพูชาเองต่อนโยบายรัฐ หรือในฐานะเป็นผู้ต้องปฏิบัติตามนโยบาย

หลักฐาน และข้อมูลที่ใช้

          ข้อเด่นของงานงานที่เป็นปริญญานิพนธ์ฉบับนี้คือ การลงพื้นที่จริง และการใช้เอกสารที่เป็นภาษาเขมร จึงทำให้ภาพของการศึกษา ชีวิตและการเป็นอยู่ของชาวกัมพูชาในช่วงระบบเขมรแดงชัดเจนขึ้น และในเวลาเดียวกันการศึกษานี้ จะทำให้เห็นภาพของความ “เหมือน” ในเชิงนโยบายแต่เป็นความแตกต่าง ในการ “ปฎิบัติ” ในแต่ละพื้นที่

          แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากงานเขียนเหล่านี้ “สำนึกของความชิงชัง” มีอยู่สูงในเอกสารคำบอกเล่าเหล่านี้ซึ่งอาจมาใช้ได้ในเชิงของหลักฐานที่เป็นข้อมูลและลายลักษณ์อักษร แต่อาจใช้ไม่ได้ในฐานะที่เป็นสำนึกที่แท้จริง หรือเป็นข้อมูลที่ปราศจากอคติ ซึ่งในงานเขียนแนวนี้จึงต้องระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่ง แม้ผู้เขียนเองในฐานะที่เคยไปสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลแบบนี้ก็จะได้ข้อมูลและการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันไป[9]

          1. การเป็นผู้แพ้ของฝ่ายรัฐบาลเขมรแดง หากมองในเชิงวิธีวิทยา “ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์” จึงทำเห็นภาพของผู้ร้าย และพระเอกในงานของประวัติศาสตร์รัฐ และในเวลาเดียวสิ่งเหล่านี้จะยังคงถูกตอกย้ำในสำนึกของชาวกัมพูชา เพราะรัฐที่เป็นผู้ปกครองก็จะเขียนภาพของ “เขมรแดง” ในมิติของผู้ชนะ จึงทำให้สำนึกของข้อมูลจากคำบอกเล่า ที่ประสบด้วยตัวเอง ผสมกับสำนึกของความชิงชังของรัฐ จึงทำให้ภาพของรัฐบาลเขมรแดง ในสำนึกของชาวกัมพูชาปัจจุบัน ถูกเขียนให้เป็น “ผู้ร้าย” ตลอดกาล

           2. การตกเป็นผู้ถูกกระทำ เมื่อมีโอกาสในการเล่าเรื่องจึงมี “สำนึก” ของความ “ชิงชัง” ที่เต็มไปด้วย “โทสาคติ” ของการตกเป็นผู้ถูกกระทำ ดังนั้นศึกษาเอกสารผ่านสำนึกเหล่านี้จึงจะทำให้เห็นว่าเป็นความอ่อนล้า และอ่อนแอของการกรอง  เพราะในอดีตผู้เขียนเคยไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้อยู่ในเหตุการณ์การให้ข้อมูลแตกต่างกันไป ตามแต่ละพื้นที่เหมือนที่ปรากฏในงานของณัฐพร  แต่ข้อเสียของแหล่งข้อมูลประเภทนี้คือการมองเฉพาะส่วนเลยทำให้ได้ ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ได้

 

องค์ความรู้จากการศึกษา

          ในงานการศึกษาของผู้ทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งผู้เขียนเองมองว่าเป็นงานการศึกษาที่จำกัดด้วยลักษณะเฉพาะหลายอย่างแต่องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาก็คือ ทำให้เรารู้ว่า ณัฐพร  ถือว่าเป็น “ผู้บุกเบิก” ในงานการศึกษาด้านเขมรศึกษา และ อาณาบริเวณ เพราะงานเขียนทางด้านวิทยานิพนธ์ในประเทศไทยมีไม่มากนักที่ผู้เขียนจะลงไปสัมผัสและเก็บข้อมูลจนถึงบริเวณพื้นที่ที่ศึกษา ดังนั้นงานแนวนี้จึงถือว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อหาองค์ความรู้ ในการที่จะอธิบายประวัติศาสตร์แห่งความเป็นชาติพันธุ์มนุษย์ กับการถูกทำลายล้าง และในเวลาเดียวกัน การได้เรียนภาษาของพื้นที่ศึกษาจึงทำให้งานของณัฐพร มีลักษณะที่โดดเด่นกว่างานของท่านอื่น ๆ ในภาคภาษาไทยที่เกี่ยวกับเขมรศึกษาอย่างยิ่ง

          องค์ความรู้ใหม่ก็คือในระดับที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินว่า หรือเข้าใจในประวัติศาสตร์ช่วงสมัยเขมรแดงว่า “ชาวกัมพูชาถูกอพยพไปใช้แรงงานในชนบท เป็นอยู่ด้วยความยากลำบาก” แต่ณัฐพร ก็ได้ใช้ข้อมูลที่เป็นภาษาเขมรเสียส่วนใหญ่มาอธิบายว่า ที่กล่าวมาเป็นจริง แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นภาพของประชาชนกัมพูชาภายใต้ระบบการปกครองของเขมรแดง จึงมีลักษณะ “ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่”[10]

 

สรุปเสนอแนะ

          การศึกษาประวัติศาสตร์ หรือองค์ความรู้อื่นใดของประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ ในฐานะที่เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดยุทธศาสตร์ในด้านต่างให้แก่รัฐ หรือหน่วยงานที่จะไปทำปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ขององค์ความรู้แก่กันและกันในแต่ละประเทศ พร้อมกันนั้นองค์ความรู้ในภูมิภาคของสหมิตรบ้านใกล้เรือนเคียง ยังเป็นสิ่งที่จะช่วยปิดช่องว่างทางประวัติศาสตร์ และอคติทางประวัติศาสตร์ที่มีสำนึกในทางชาติพันธุ์ของแต่ละประเทศไทย “จักวรรดิไทย”[11] ยังเป็นสำนึกของคนเขียนประวัติศาสตร์ชาวเขมรที่มีต่อสำนึกต่อชาติไทย เหมือนผู้เขียนประวัติศาสตร์ไทยกับสำนึกของความชิงชิงต่อพม่า หรือกรณีผู้ร้าย “ไทย” ในสำนึกของผู้สร้างและประวัติศาสตร์ลาว

          ดังนั้นมิติของการศึกษาเชิงพื้นที่ “อาณาบริเวณศึกษา” ดังที่ปรากฏในงานณัฐพร ไทยจงรักษ์ จึงจะยังเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นต่อการแสวงหาความรู้  ที่ยังเป็นเงื่อนปมของประวัตศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติในเขมรเพื่อนบ้านที่ห่างไกลในความรับรู้ของคนไทยเรา  หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็น “เขมรศึกษา” ในอีกรูปแบบหนึ่ง

 


          [1]อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

          [2] ซี่งมีผู้เขียนวิพากษ์งานแนวนี้ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น David  P. Chandler. Michel Vickery, Fuang  Ben Kiernan Gottesman Evan  เป็นต้น

           [3]งานเขียนของ  David  P. Chandler ที่เขียนเกี่ยวกับกัมพูชาที่ปรากฏในประเทศไทย มีจำนวนมาก ซึ่งสำรวจแล้วมีกว่า 20 ชิ้น/เรื่อง อาทิ (1) Voices from S-21 : terror and history in Pol Pot's secret prison (Berkeley : University of California Press, c1999 ), The tragedy of Cambodian history : politics, war, and revolution since 1945 New Haven : Yale University Press, c1991)  

           A history of Cambodia (Chiang Mai [Thailand] : Silkworm Books, 1993). Facing the Cambodian past : selected essays 1971-1994 (Chiang Mai : Silkworm Books, 1996) ,   Voices from S-21 : terror and history in Pol Pot's secret prison (Berkeley : University of California Press, c1999) เป็นต้น แต่งานเหล่านี้ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดในเชิงลึกในระดับนโยบายภาคพื้นที่มากนักเมื่อเทียบกับงานของณัฐพร

          [4] Kiernan, Ben The Pol Pot regime : race, power, and genocide in Cambodia under the Khmer Rouge, (New Haven : Yale University Press, c1996). Peasants and politics in Kampuchea, 1942-1981 (London : Zed Press, 1982).

           [5]Gottesman, Evan. Cambodia after the Khmer Rouge : inside the politics of nation building .New Haven : Yale University Press, c2003.

           [6]Vickery, Michael. Cambodia, 1975-1982.(Hemel Hempsted, Herts) George Allen & Unwin [1984]

           [7]กัมพูชา. (กรุงเทพฯ : สถาบันเอเซีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524) .กัมพูชา : ประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง การเมือง และการต่างประเทศ ([กรุงเทพฯ] : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.)

          [8]ณัฐพร  ไทยจงรักษ์. สภาพการดำรงชีวิตชาวเขมรระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๒๒  ศึกษา “ภูมิภาค” ตะวันออก ตะวันตกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงเหนือ.  วิทยานิพนธ์อักษรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2548.

          [9] พระระพิน ด้วงลอย. “ชีวิตภายใต้ระบบเขมรแดง : บันทึกจากความทรงจำ,” ใน กัมพูชา : ภูมิลักษณ์ ประชาชน และวัฒนธรรม. (กรุงเทพ ฯ : สถาบันเอเชียแปซิฟิกศึกษา, มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ.2546) หน้า 67-72.

         [10]ณัฐพร  ไทยจงรักษ์.เล่มเดิม. หน้า  25-26

[11]ชา อวม, ไผ เผง ประวัติศาสตร์กัมพูชา : แบบเรียนของเขมรที่เกี่ยวข้องกับไทย  แปลโดยสันติ ภักดีคำ .กรุงเทพฯ : มติชน, 2546