เผลอใจใฝ่ปอง จึงหมองหม่น

          บันทึกนี้เป็นบันทึกเพื่อเตือนใจตัวเองครับว่า "อย่าเผลอ"  เผลอเมื่อไร เจ้า "ปมเขื่อง" จะออกมาอาละวาดทันที

 

        (อัสมิมานะ หรือ "ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัวตน" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบาง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป)

 

     เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานครับ  ผมทำโครงการโครงการหนึ่ง ในใจก็คาดหวังให้ออกมาดี   โดยตั้งเป้าในใจเอาไว้ว่าต้องเป็นอย่างนี้

 

    ทีนี้พอค่อยๆทำไป  งานมันไม่เป็นไปตามใจคิด  จิตก็เริ่มฟุ้งซ่านครับ  ชักจะหงุดหงิดและเริ่มจะมี "อคติ" กับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ

 

    เมื่อ "ปมเขื่อง" มันพาใจให้มี "อคติ" กับคนบางคน   ก็ทำให้เริ่มคิดไม่ดีกับคนๆนั้นครับ    ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

     แต่โชคยังดีครับ   ช่วงหนึ่งของความคิด   ผมมารู้ตัวครับว่าผมเผลอไป    รู้ว่าพอเผลอไป   จึงทำให้   เจ้า "ปมเขื่อง" ออกมาอาละวาดครับ    พออาละวาดแล้ว  ก็จะมีความคิดอคติ  ความคิดที่ไม่ดี กับคนที่ทำให้งานเราไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

 

 

      เมื่อรู้ตัวว่าเผลอไป  จึงรีบกลับมาดูใจให้ทัน    เฝ้าดูอยู่อย่างนั้น   เจ้า "ปมเขื่อง"  ก็ค่อยๆหายตัวไปครับ เพราะมันอายคนดู

 

        นี่ดีนะครับ ที่กลับมาดูทัน  ถ้าดูไม่ทัน ปล่อยให้ "ปมเขื่อง"  มามีอำนาจเป็นนายทางความคิดเมื่อไร  รับรองว่าจะมีแต่ปัญหาตามมามากมายครับ   เพราะผมเคยเป็นทาสของเจ้าปมเขื่องมาแล้ว  ไม่แคล้วมีแต่เรื่อง   และ ไม่สง่างามเอาเสียเลย

 

      ประมาณว่า "เผลอใจใฝ่ปอง   จึงหมองหม่น"

 

     เจ้า "ปมเขื่อง" นี่  เป็นศัตรูตัวฉกาจของเราเลยนะครับ   และศัตรูทั้งหลาบของเราก็ไม่ได้มาจากใหน มาจากเจ้าปมเขื่องที่อยู่ในใจเรานี่เอง  

 

     เจ้า "ปมเขื่อง" มันมี "ความเร็ว และ ความแรง" สูงมากครับ  เผลอแว็บเดียว  มันเข้ามาครองพื้นที่ในใจเราโดยไม่รู้ตัว  

 

      ต้องคอยระมัดระวังให้ดี