ทัศนะเรื่องศูนยตาของนาคารชุน 

ศึกษาผ่านงานของเรือโทหญิง สุมาลี  ฉิมตระกูล[1]เกริ่นนำ


 

          นาคารชุน (नागार्जुन) (มีชีวิตในช่วงประมาณ พ.ศ. 700 - 800) เป็นนักปรัชญาอินเดีย เป็นผู้ก่อตั้งสำนักมัธยมกะ (ทางสายกลาง) ในนิกายมหายาน แห่งพุทธศาสนา และนับเป็นนักคิดชาวพุทธที่มีอิทธิพลสูงสุด ถัดจากพระพุทธเจ้า เป็นที่ศรัทธาและกล่าวถึงในหมู่นักศึกษาพุทธศาสนาชาวยุโรปมาโดยตลอด ท่านเป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่มีผลงานโดดเด่นในด้านปรัชญาและตรรกวิทยา ผลงานสำคัญของท่านคือ มาธยมิกการิกา (มาธยมิกศาสตร์)อันเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดศูนยวาท ประกอบด้วยการิกา 400 การิกา ใน 27 ปริเฉท หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องตลอดมา และเป็นที่ยอมรับกันว่าพระนาคารชุนเป็นนักตรรกวิทยาที่ยิ่งใหญ่ของโลก  ศาสนิกชนมหายานทุกนิกายยกย่องท่านในฐานะคุรุผู้ยิ่งใหญ่เสมอ

          ในส่วนของการศึกษาผ่านงานของเรือโทหญิง สุมาลี  ฉิมตระกูล กรอบในการมองเรื่องศูนยตา ในโลกทัศน์ของนาคารชุน  ซึ่งในงานนี้มุ่งมองไปที่ว่า ศูนยตาในโลกทัศน์ของนาคารชุนที่มองทุกอย่างว่าเป็นสูญ  โดยไม่ได้เสนอแนวคิดหรือทฤษฎีใหม่ อันจะเป็นเหตุผลในทางปรัชญา ต่อการพิสูจน์ถึงความเป็นสูญตามโลกทัศน์ที่นาคารชุนเสมอไว้  แต่จะมีความโดดเด่นในส่วนที่ว่านาคารชุนใช้วิภาษวิธี  คือ การวิจารณ์ด้วยเหตุผลโดยใช้หลักทฤษฎีนั้น ๆ แสดงให้เหนถึงความขัดแย้งที่มีอยู่ตัวเอง โดยการซักค้านฝ้ายตรงกันข้ามให้จนด้วยเหตุผล

          นาคารชุนในตะวันออก  กับคานท์และเฮเกลในตะวันตกนั้น  แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่างยุคต่างสมัยกัน   แต่ก็มีวิธีการในทางปรัชญาคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ ทั้งนาคารชุน คานท์ (Immanuel Kant  ค.ศ. 1724- ค.ศ. 1804)  และเฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel, ค.ศ. 1770 – ค.ศ. 1831) ต่างก็อาศัยวิภาษวิธีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความจริงทางปรัชญา

          แต่วิภาษวิธีของเฮเกลกับของนาคารชุนต่างกันในแง่ที่ วิภาษวิธีของเฮเกลเป็นการเคลื่อนที่จากความคิดที่ต่ำกว่าและมีสารัตถะน้อยกว่าไปยังความคิดที่สูงกว่าและมีสารัตถะมากกว่า  จนในที่สุดก็ไปถึงความเป็นจริงสูงสุดโดยการใช้อัชฌัตติกญาณที่อยู่เหนือประสบการณ์

          สำหรับนาคารชุนนั้นวิภาษวิธีเป็นการใช้เหตุผลวิพากษ์เพื่อพิสูจน์ความเป็นศูนยตา  ซึ่งนำไปสู่การปลดเปลื้องจิตให้หลุดพ้นจากการยึดถือในทุกทฤษฎีและเข้าถึงความหลุดพ้นในที่สุด ค้านท์กับนาคารชุนได้แบ่งความรู้ออกเป็น ๒ ระดับเหมือนกันคือ  ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์และความรู้เหนือประสบการณ์   แต่การเขาถึงความจริงต้องอาศัยอัชฌัติติกญาณเพียงอย่างเดียว

 

อันว่าด้วยเรื่อง

          หากพิจารณาเรื่องประกอบ จะทำให้เห็นว่าเป้าหมายของการศึกษามุ่งมองไปที่ “ทัศนะเรื่องศูนยตาของนาคารชุน”  คือเป็นการค้นหาแนวคิดในส่วนของศูนยตาตามแนวโลกทัศน์ของนาคารชุน  ด้วยเหตุผลประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็คือ การที่นาคารชุนเองมองว่าเป็นข้อพร่องขาดของของแนวทางปรัชญาในทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าเองไม่ได้ทรงวินิจฉัยในปัญหาที่ไม่ใช่ทางหลุดพ้นที่เรียกว่า อจินไตย เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด เช่น โลกเที่ยงไม่เที่ยง ตายแล้วไปไหน เป็นต้น ซึ่งในทัศนะที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงวินิจฉัย ถือว่าไม่มีประโยชน์ แต่เป็นแนวทางของปรัชญาในสมัยหลัง นาคารชุนมองเห็นตรงนี้จึงได้นำเหตุเหล่านี้ ไปสู่ความเข้าใจใหม่ และในเวลาเดียวกันก็จะทำให้เห็นว่าโลกทัศน์แบบนี้จะก่อให้เกิด

 

อันว่าด้วยเนื้อเรื่อง

          พระนาคารชุนอธิบายหลักพุทธพจน์บนพื้นฐานของปรัชญาศูนยตวาท ซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจนในงานเขียนของท่านคือ "มาธยมิกศาสตร์" คำว่ามาธยมิกะหมายถึงทางสายกลาง เพราะฉะนั้นแนวคิดของมาธยมิกะก็คือปรัชญาสายกลางระหว่างสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอยู่อย่างเที่ยงแท้) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) ตามที่พุทธปรัชญาอธิบายว่าสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดมีสภาวะที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง จึงเรียกว่าศูนยตา ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความว่างเปล่าหรือขาดสูญแบบอุจเฉททิฏฐิ หากหมายถึง ไม่มีสาระในตัวเอง แต่เป็นเพราะเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแบบปัจจยาการ สรรพสิ่งในโลกจึงล้วนเป็นความสัมพันธ์ เช่นความสั้นและความยาวเกิดขึ้นเพราะมีการเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เพราะฉะนั้นสาระอันแท้จริงของความสั้นและความยาวจึงไม่มี จึงเป็นศูนยตา และทุกสิ่งโดยสภาพปรมัตถ์แล้วล้วนเป็นศูนยตา ปราศจากแก่นสารให้ยึดมั่นถือมั่นได้ แนวคิดของมาธยมิกะเป็นพัฒนาการทางตรรกวิทยาอันสุขุมลุ่มลึกของมหายาน เพื่อใช้เหตุผลทางตรรกะคัดค้านความเชื่อในความมีอยู่ของอัตตา รวมทั้งปรมาตมัน ซึ่งพราหมณ์และลัทธินอกพระพุทธศาสนาอื่นๆ เชื่อถือว่า เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยตัวเอง ไม่อิงอาศัยสิ่งใด และเป็นแก่นสารของสรรพสิ่ง แต่หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาย่อมสอนให้เข้าถึงความดับรอบโดยแท้จริง แม้ทั้งตัวผู้รู้และสิ่งที่รู้ย่อมดับทั้งสิ้น กล่าวคือโดยปรมัตถ์แล้วทั้งพระนิพพานและผู้บรรลุนิพพานย่อมเป็นศูนย์นั่นเอง เพราะเมื่อธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เกิดจากเหตุปัจจัยจึงปราศจากตัวตน เมื่อปราศจากแก่นสารตัวตน แล้วอะไรเล่าที่เป็นผู้ดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน เราจะเห็นได้ว่าว่างเปล่าทั้งสิ้น ไม่มีสัตว์บุคคลมาตั้งแต่แรก เป็นสักแต่ชื่อเรียกว่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาเท่านั้น สังสารวัฏล้วนเป็นมายา โดยแท้แล้วหาได้มีสภาวะใดเกิดขึ้นหรือดับไป เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าตัวตนผู้บรรลุนิพพานไม่มีเสียแล้ว พระนิพพานอันผู้นั้นจะบรรลุจึงพลอยไม่มีไปด้วย

          ตัวอย่างในเรื่องนี้ปรัชญามาธยมิกได้ใช้อุปมาว่า เปรียบเหมือนมายาบุรุษคนหนึ่งประหารมายาบุรุษอีกคนหนึ่ง การประหารของมายาบุรุษทั้งสองย่อมเป็นมายาไปด้วยฉันใด ทั้งผู้บรรลุนิพพานและสภาวะแห่งนิพพานย่อมเป็นศูนย์ไปด้วยฉันนั้น หรือเปรียบกิ่งฟ้าซึ่งไม่มีอยู่จริง สิ่งที่แขวนอยู่บนกิ่งฟ้าก็ย่อมจะมีไม่ได้ แล้วเช่นนี้จะมีอะไรอีกสำหรับปัญหาการบรรลุและไม่บรรลุ กล่าวให้ชัดขึ้นอีกคือ เมื่อตัวตน อัตตา อาตมัน เป็นสิ่งว่างเปล่าไม่มีแก่นสารอยู่จริง เป็นสักแต่คำพูด เป็นสมมติโวหารเท่านั้นแล้ว การประหารกิเลสของสิ่งที่ไม่มีจริงนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร อนึ่ง อุปมาว่ามายาบุรุษผู้ถูกประหารอันเปรียบด้วยกิเลสทั้งหลาย ก็ไม่มีอยู่จริงเช่นนี้แล้ว ถ้าเกิดความเข้าใจผิดว่า มีสิ่งอันตนประหาร หรือมีสิ่งอันตนได้บรรลุถึง (มรรค ผล นิพพาน) แล้วไซร้ จะหลีกเลี่ยงส่วนสุดทั้งสองข้าง (เที่ยงแท้-ขาดสูญ) ได้อย่างไร มาธยมิกะแสดงหลักว่าทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมมีสภาพเท่ากันคือเป็นศูนยตา เพราะการมีอยู่แห่งสังขตะจึงมีอสังขตะ หากสังขตธรรมเป็นมายาหามีอยู่จริงไม่โดยปรมัตถ์แล้ว อสังขตธรรมอันเป็นคู่ตรงข้ามก็ย่อมไม่มีไปด้วย อุปมาดั่งดอกฟ้ากับเขากระต่าย หรือนางหินมีครรภ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในโลก เช่นนั้นแล้วบุตรอันเกิดจากนางหินมีครรภ์จะมีอย่างไรได้ แม้แต่ความสูญเองก็เป็นมายาด้วยเช่นกัน แต่กระนั้น ปรัชญาศูนยวาทก็ยังยืนยันในเรื่องนิพพานและบุญบาปว่าเป็นสิ่งมีอยู่ เพียงแต่คัดค้านสิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเองเท่านั้น เพราะสรรพสิ่งเป็นศูนยตานั่นเอง คนทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ปุถุชนจึงบรรลุเป็นพระอริยะได้ หาไม่หากสรรพสิ่งเที่ยงแท้อยู่โดยตัวของมันเองแล้วย่อมไม่แปรผัน เมื่อนั้นมรรคผลนิพพานก็จะมีไม่ได้ด้วย

 

วิธีการศึกษา

          ในการศึกษาของ ที่ศึกษาแนวทางของนาคารชุน ซึ่งถือว่าเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนามหายาน นิกายมาธยมิก  ซึ่งมุ่งมองไปเรื่องของศูนยวาท โดยผู้ทำการศึกษา ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ใช้ในการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เอกสารหลักฐานที่นำมาใช้ก็จะเป็นเอกสารภาษาไทย และอังกฤษเป็นหลัก โดยนำมาตีความ เปรียบเทียบความโดดเด่นของการศึกษานี้ก็คือ การนำไปเปรียบเทียบกับของเฮเกล และคานท์ ทำให้วิธีการของการมองวิธีวิทยาที่ปรากฏในโลกทัศน์แบบวิภาษวิธี (Dialectic) ของนาคารชุนชัดขึ้นว่ามีความเหมือนและความต่างอย่างไรกับวิธิวิทยาของโลกตะวันตก  แม้จะมีความแตกต่างกันในช่วงเวลาของบุคคลที่นำมาเปรียบเทียบก็ตาม 

 

หลักฐาน และข้อมูลที่ใช้

          หลักฐานที่ใช้ก็จะประกอบไปด้วยทั้งในส่วนของภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตามแนวทางของวิธีวิทยาของการวิจัยเอกสาร (Documentary Research)  แต่ก็มีเอกสารที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกับประเด็นที่ศึกษา เช่น  Madhamamika Buddhism[2] ที่เขียนโดย Richard A. Gard  หรืองาน Jaideva  Singh  Introduction to Madhyamaka Philosophy[3] รวมไปถึงงานของ K.Venkata Ramanan ในงานทางวิชาการเรื่อง Nagarjuna’s Philosophy [4] นอกจากนี้ยังมี  The Madhyamika Philosophy: A New Approach [5]  ที่เขียนโดย R.C Pandeya. ซึ่งเมื่อดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกสารทางตะวันตกหรือไม่ก็นักวิชาการทางอินเดียที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และส่วนใหญ่ก็เอกสารที่พิมพ์ในช่วงก่อนหน้าทำการศึกษา ซึ่งถ้าเมื่อเทียบกับสมัยปัจจุบันอาจมีเอกสาร และงานทางวิชาการที่กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น และมีสารัตถะของการศึกษาที่ครอบคลุมกว่า เช่นงานของ  Hsueh-li Cheng ในงานค้นคว้าที่ชื่อว่า Empty logic : Madhyamika Buddhism from Chinese sources[6]  โดยมุ่งไปที่เอกสารภาษาจีน หรือใน Madhyamaka schools in India : a study of the Madhyamaka philosophy and of the division of the system into the Prasangika and Svatantrika schools[7] ที่เขียนโดย Della Santina,หรืองานของ Peter. Jay L. Garfield ในงานค้นคว้า Empty words : Buddhist philosophy and cross-cultural interpretation[8] หรือ The Buddhist unconscious : the alaya-vijnana in the context of Indian Buddhist thought [9] ของ William S. Waldro  ซึ่งมีความหลากหลาย และครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะวิภาษวิธีที่นำมากล่าวอ้างในงานค้นคว้าของเรือโทหญิง สุมาลี  ฉิมตระกูล ก็ไม่ปรากฏเอกสารโดยตรง แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเวลาที่ทำการศึกษากับเอกสารที่อาจหาได้ยากทั้งในภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งในปัจจุบันก็จะมีงานที่เด่นพอหาได้ เช่น งานแปลจากภาษาสันสกฤตเรื่อง The dialectical method of Nagarjuna : Vigrahavyavartani[10]  เป็นต้น

          ในส่วนภาคภาษาไทยก็มีให้เห็นในจำนวนมากขึ้น เช่นงานทางวิชาการของพระมหาโกเมนทร์ ชินวงศ์ ในวิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบ ความคิดเรื่องอนัตตาและสุญญตา ในพุทธปรัชญาเถรวาทกับในปรัชญาของนาคารชุน[11] หรืองาน พระนาคารชุนะกับคำสอนว่าด้วยทางสายกลาง[12] ที่ค้นคว้าโดย อาจารย์สุมาลี มหณรงค์ชัย หรืองานของฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน และของประยงค์ แสนบุราณ ในเรื่อง พระพุทธศาสนาแบบธิเบต[13] และ พระพุทธศาสนามหายาน[14]   ที่ให้ภาพกว้างเกี่ยวกับแนวทางของมัธยามิก ก็น่าจะเป็นส่วนเสริมให้งานค้นคว้าในส่วนของนาคารชุนชัดขึ้นในชั้นหลังได้ แต่ด้วยเหตุผลข้อจำกัดของเวลาและเอกสารที่ใช้ประกอบการค้นคว้าในช่วงเวลาดังกล่าวจำกัด จึงทำให้วิทยานิพนธ์ที่หยิบมานำเสนอตรงนี้มีข้อจำกัดตามที่กล่าวมา  

           แต่ก็มีงานในภาคภาษาไทยอีกหลายชิ้นที่ไม่ปรากฏในงานค้นคว้านี้ เช่น งานของนักวิชาการทางด้านศาสนาที่ไทยถือว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านมหายานอย่างอาจารย์เสถียร โพธินันทะ เช่น ปรัชญามหายาน[15]  หรือ วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร[16] เป็นต้น แต่ถ้าดูในภาพรวมก็ไม่ได้ทำให้ขาดอรรถรสในการค้นคว้าและนำเสนอแต่อย่างใด เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตให้เห็นถึงเอกสารที่ใช้ประกอบการคว้า เพื่อชี้ชัดในส่วนของวิธีวิทยากับเอกสารที่ใช้ในการค้นคว้าตามหัวข้อของการตั้งข้อสังเกตเท่านั้น

 

องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา

          การเปรียบเทียบแนวคิดทางศูนยตา กับแนวคิดทางนักปรัชญาตะวันตก ซึ่งเมื่อเทียบกับงานวิจัยที่ถูกทำขึ้นใน พ.ศ.2520 แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจในแวดวงการศึกษาไทย เพราะการเปรียบเทียบแนวคิดทางพุทธกับซึ่งน่าจะปรากฏในชั้นหลังอาจมีมาก แต่เมื่อเทียบกับช่วง พ.ศ.ดังกล่าวแล้วอาจมีอย่างจำกัด เพราะในงานวิจัยเองผู้วิจัยก็ยังให้ความหมายไว้ในประโยชน์ของการศึกษาที่ว่า “เนื่องจากยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้มาก่อน”[17] ซึ่งหมายความว่าการศึกษาแนวคิดศูนยตาของนาคารชุน พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับของเฮเกล กับคานท์  คงยังไม่มีปรากฏในการศึกษาของสังคมไทยวงกว้างมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน 

          ดังนั้นงานการศึกษาของ เรือโทหญิง สุมาลี  ฉิมตระกูล อาจมีจุดเด่นในฐานะเป็นผู้บุกเบิก พร้อมทั้งยังก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษามหายาน นิกายมาธยมิก โดยเฉพาะแนวทางหรือแนวคิดของนาคารชุน ซึ่งถือว่าเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับการกล่าวถึงกันในวงกว้างอยู่แล้ว

 

สรุปเสนอแนะ

          งานการศึกษาองค์ความรู้ของพระพุทธศาสนามหายาน อาจมีอย่างจำกัดในแวดวงการศึกษาไทย จึงทำให้ไม่เกิดภาพของการเปรียบเทียบระหว่างพุทธเถรวาท และมหายาน ทั้งที่ในความเป็นจริงทั้งสองนิกาย จึงทำให้ไม่เกิดโลกทัศน์ใหม่ของการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ อย่าว่าแม้แต่ต่างศาสนา เพื่อความเข้าใจในศาสนานั้นๆ เลย แค่ต่างนิกายองค์ความรู้ยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอต่อการที่จะนำมาเสนอให้เห็นความเหมือนความต่างระหว่างพระพุทธศาสนามหายานหรือหีนยานได้เลย จึงกลายเป็นว่าแม้แต่นักการศึกษาพระพุทธศาสนาในไทยยังไม่สามารถอธิบายความเหมือนความต่างได้ อันเนื่องด้วยความจำกัดขององค์ความรู้ที่มีอย่างจำกัด จึงย้อนกลับไปว่าการศึกษาปรัชญา แนวคิด หรือองค์ความรู้อื่นใดของนักปรัชญาในสายของมหายาน น่าจะได้รับการศึกษาในวงกว้างให้เพิ่มขึ้น  เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาในส่วนของเชิงลึกและเชิงกว้าง

          การศึกษาที่จะทำให้เกิดโลกทัศน์และความต่างได้ชัดก็คือการศึกษาในเชิงกว้างด้วยการเปรียบเทียบ ระบบการศึกษาพระพุทธศาสนาในไทยในทัศนะของผู้เขียนเองเป็นการศึกษาเชิงลึก จึงทำให้ไม่เห็นภาพของความเกาะเกี่ยวในเชิงของความเหมือนหรือความต่างกับศาสตร์อื่น ๆ อย่างชัดเจน จึงทำให้ขาดความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นอย่างเพียงพอ หรือมีนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนาจะสามารถนำองค์ความรู้ที่สัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาไปเกาะเกี่ยวกับศาสตร์อื่นได้อย่างเพียงพอกับความต้องการและความจำเป็นของสังคมได้

          ดังนั้นการส่งเสริมการ หรือก่อให้เกิดการศึกษาในศาสตร์อื่นใดที่สัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาน่าจะได้รับการยกขึ้นมาศึกษาเป็นพิเศษมากขึ้นเพื่อให้เห็นความกว้างและความลึกของพระพุทธศาสนาในมิติที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเป็นการนำมาเปรียบและอธิบายความเหมือนความต่างได้

          ถ้าชาวพุทธ นักการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับสูง (ป.ธ.9) ยังอธิบายความเหมือนต่างระหว่างพุทธด้วยกันไม่ได้ แล้วจะบอกว่าจบการศึกษาสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ?

 

 


[1]วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2520

[2] Gard  Richard A. Madhamamika Buddhism.Bangkok Mahamkut University.1956.

[3] Jaideva  Singh. Introduction to Madhyamaka Philosophy. Varanasi : Bharatiya  Vidya Prakashah.1968.

[4] K.Venkata Ramanan. Nagarjuna’s Philosophy. Delhi : Motilal Banarsidass.1963.

[5]R.C Pandeya.The Madhyamika Philosophy : A New Approach. Delhi : Motilal Banarsidass.

[6]Hsueh-li Cheng. Empty logic : Madhyamika Buddhism from Chinese sources Delhi : Motilal banarsidass c1991.

[7] Della Santina, Peter.Madhyamaka schools in India : a study of the Madhyamaka philosophy and of the division of the system into the Prasangika and Svatantrika schools Delhi : Motilal Banarsidass, 1986.

[8] Peter. Jay L. Garfield.Empty words : Buddhist philosophy and cross-cultural interpretation. Oxford : Oxford University Press, 2002.

[9]William S. Waldro.The Buddhist unconscious : the alaya-vijnana in the context of Indian Buddhist thought. London : RoutledgeCurzon, 2003.

[10] translated from the original Sanskrit with introduction and notes by Kamaleswar Bhattacharya ; text critically edited by E.H. Johnston and Arnold Kunst. Delhi : Motilal Banarsidass, 1990.

[11] วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539

[12] กรุงเทพฯ : ศยาม, 2548.

[13] กรุงเทพฯ : ศูนย์ไทยธิเบต, 2538

[14] กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2548

[15] พระนคร : สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย, 2499

[16] กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2519

[17]เรือโทหญิง สุมาลี  ฉิมตระกูล. ทัศนะเรื่องศูนยตาของนาคารชุน. (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2520) หน้า 2