ตั้งแต่ลืมตาดูโลก คนที่คอยดูแลผมมาโดยตลอดก็คือพ่อและแม่ ท่านทั้งสองคอยฟูมฟักเลี้ยงดู เพื่อให้เป็นคนดีในสังคม ดื้อมาก็หลายที โดนตีก็หลายหน แต่รู้ว่าทุกครั้งที่ท่านตีก็เพราะต้องการสั่งสอนให้เราเป็นคนดี เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาล1 ผมก็จำความไม่ค่อยจะได้เหมือนกัน แต่แม่เล่าให้ฟังว่า ไปโรงเรียนตอนเช้าชุดนักเรียนขาวสะอาด แต่พอตอนเย็นกลับมาจากโรงเรียนชุดนักเรียนดำแบบสุดๆ จะขาวเฉพาะส่วนที่มีผ้ากันเปื้อนปิดไว้เท่านั้น อ่านหนังสือก็ไม่ออกเลยสักตัว สรุปว่าไปเล่นโดยเฉพาะไม่ได้ไปเรียนเลย พ่อกับแม่ท่านคงเห็นว่าไม่ไหวแน่ๆ เพราะท่านต้องการให้สอบเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังในเชียงใหม่ให้ได้ พอดีลูกพี่ลูกน้องผมเรียนอยู่อีกโรงเรียนนึง ผมจึงได้ย้ายไปเรียนโดยไม่ต้องเรียนในชั้นอนุบาล 1 อีก แต่เข้าเรียนในชั้นอนุบาล 2 เลย แต่มีข้อแม้คือ ผมต้องไปเป็นเด็กหอของโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้น ที่นั่นผมได้เจอกับเพื่อนๆร่วมหอรวมกันก็ 10 กว่าคนได้ ทุกคนมาจากต่างจังหวัดแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ที่นี่ผมถือว่าเป็นโรงฝึกพิเศษสำหรับผม เพราะกลับมาจากโรงเรียน พวกเพื่อนๆและน้องๆได้ไปเล่นกันหมด มีผมคนเดียวนี่แหละที่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากคุณครูอาวุโสทุกวัน แต่มันก็เห็นผลได้ดีเลยล่ะ จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หนังสือก็อ่านไม่ออก ครูท่านสอนแบบเข้มงวดพิเศษเลยทำให้ผมพอที่จะอ่านออกเขียนได้บ้าง พอจบอนุบาล 2 ผมก็สอบเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ผมน่ะไม่รู้เรื่องอะไรหรอกครับ ให้ไปสอบก็ไปสอบ ผลเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่คนที่ลุ้นคือคุณพ่อของผม ผลคือผมสอบติดได้เข้าไปเรียน เรียนไปเรื่อยๆ จนจบ ม.3 ทีนี้โรงเรียนเค้ามีโควตาให้เด็กเรียนดี 60 คน เพื่อเข้าไปเรียนต่อ ม.4 ผมไม่เก่งขนาดนั้นซะด้วยสิ เลยไม่ติดโควตา ต้องสอบเข้าเรียนต่อ ม.4 มีให้สอบ 2 รอบ รอบแรกให้เฉพาะเด็กในโรงเรียนแข่งขันกันก่อน รอบสองเปิดรับจากทั่วประเทศ ผมเข้าสอบรอบแรกหลังจากนั้นต้องรอผลการประกาศ พ่อกับแม่ลุ้นกันสุดชีวิต เพราะถ้าได้เรียนต่อระดับมัธยมปลายที่นี่ โอกาสติดโควตาและติดเอนทรานส์เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมีสูงมาก ผลก็คือผมสอบติดรอบแรก ได้เรียนต่อที่นี่ จากนั้นก็เรียนจนจบชั้น ม.6 จากนั้นก็ต้องมาลุ้นต่อในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีการสอบโควตา ผมสอบไม่ติดโควตา พ่อแม่ผมผิดหวัง แต่ยังมีสอบเอนทรานส์ให้ลุ้นเป็นรอบสุดท้าย ตอนนั้นทั้งพ่อ แม่ และตัวผมเอง ต่างก็เครียดกันทุกคน เพื่อนๆที่เรียนพิเศษคณิตศาสตร์พร้อมๆกับผม ติดโควตากันไปหมดแล้ว เหลือผมคนเดียวที่ยังสอบไม่ติด อาจารย์สอนพิเศษท่านก็ใจดี ยอมสอนผมคนเดียว ผมก็เครียดอยู่เหมือนกันจากที่เรียนพิเศษด้วยกัน 6 คน เหลือผมเรียนคนเดียว เวลาอ่านหนังสือผมก็นอนอ่านไปได้สักพัก หนังสือก็ได้อ่านผมแทน แต่ก็คิดว่าทำให้ดีที่สุด ผมก็ไปสอบ หลังจากนั้นก็รอประกาศผลสอบ พ่อกับแม่ลุ้นกันสุดๆยิ่งกว่าตอนสอบเข้า ม.4 ซะอีก วันนั้นผมยังกลับไม่ถึงบ้าน เพื่อนผมโทรมาที่บ้าน แม่รับสาย เพื่อนบอกว่าผมติดคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม่และพ่อดีใจมากๆ ผมก็ดีใจเหมือนกัน จากนั้นก็เรียนมาเรื่อยๆจนจบ ป.ตรี ช่วงแรกผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ มัวแต่สนใจเรื่องกีฬา เกรดเทอมแรกออกมาได้น้อยมาก จากนั้นก็ค่อยๆปรับตัวพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งจบ ป.ตรี จากนั้นก็ไปทำงานหาประสบการณ์ใน กทม. 2 ปี ก่อนที่จะกลับมาสอบเข้าเรียนต่อใน ระดับ ป.โท ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ภูมิใจที่ผมสามารถเรียนต่อในระดับ ป.โท เพราะทุกครั้งที่มีคนถามว่าลูกเรียนที่ไหน ท่านทั้งสองจะตอบอย่างภูมิใจ เพราะท่านเองก็คงไม่คิดว่าคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างผมจะสอบติดด้วยเหรอ สิ่งที่เสียใจก็คือวันที่ผมจบและรับพระราชทานปริญญาบัตรมหาบัณฑิต พ่อผมได้จากไปแล้ว เหลือแต่เพียงแม่ แต่ผมรู้ว่าพ่อท่านรับรู้และดีใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ ดูได้จากแม่ที่ท่านดีใจและภูมิใจมากๆ ตอนนี้ผมมีครอบครัวแล้วและมีลูกสาวที่น่ารัก ผมถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกของพ่อเป็นอย่างไร รักพ่อกับแม่มากครับ
ทบทวนชีวิต
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Kate-Kate · 16 เม.ย. 2553
อรวรรณ · 16 เม.ย. 2553
ธรรมฐิติ · 16 เม.ย. 2553
Kapook · 16 เม.ย. 2553
หมอพงษ์ · 16 เม.ย. 2553
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 16 เม.ย. 2553
เด็กหญิงฟองสบู่ · 16 เม.ย. 2553