ตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กน้อยเคยเล่นซุกซน จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นนั้น เราเคยย้อนกลับไปไหมว่าสิ่งต่างๆที่เราเคยได้กระทำลงไปนั้นอดีตนั้นมีสิ่งใดบ้างเป็นสิ่งผิด หรือสิ่งใดบ้างที่เป็นสิ่งถูก การกระทำดังกล่าวนั้นมีผลต่อสภาพจิตใจของเราแบบใด และผลนั้นเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตของเราหรือไม่
ในสมัยที่เรายังแบเบาะนั้น เราก็เหมือนผ้าขาวผืนหนึ่ง มีแต่ความว่างเปล่า สะอาดและบริสุทธิ์ ต่อมาเมื่อเราโตขึ้นเราก็จะถูกแต้มสีสันเข้าไปทีละเล็กทีละน้อยจากตัวเราเองหรือจากสภาพแวดล้อมหรือจากบุคคลอื่น ทีละเล็กทีละน้อยทั้งที่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกตัว โดยสีสันดังกล่าวนั้นเราไม่ทราบเลยว่ามันจะทำให้เราออกมาในรูปแบบใด มีลักษณะแบบไหน
แล้วสีสันที่ถูกแต่งเติมเสริมแต่งเข้ามามันทำให้เราลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไปหรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร และเราเป็นใครกันแน่ ซึ่งพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการและแสวงหานั้นก็คือ ความรัก ความสุขใจและความสงบ แล้วสิ่งที่เราทำทุกวันเช่นนี้นั้นเป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตัวเองหรือไม่ หรือว่าเป็นการกระทำเพียงเพื่อสนองต่อกิเลสในตัวเราเท่านั้น ซึ่งถ้าคำตอบนั้นเป็นของกิเลสแล้ว ก็สามารถจะบอกได้เลยว่า บุคคลผู้นั้นไม่สามารถค้นหาความรัก ความสุขใจและความสงบที่แท้จริงของตนเองได้ สิ่งที่ได้รับมาก็เป็นเพียงความรัก ความสุขใจและความสงบที่จอมปลอมเท่านั้น ไม่จีรัง เพราะไม่ได้เกิดจากภายในของตัวเรานั่นเอง
ตั้งแต่ที่เรายังเป็นเด็กฉันคิดว่าหลายๆคนคงจะเคยเป็นเด็กดื้อ ซนเหมือนกับฉัน ฉันจำได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโตพ่อกับแม่ไม่ค่อยตีฉัน แต่ท่านจะว่ากล่าวตักเตือนมากกว่า ครอบครัวฉันมีทั้งหมด 5 คน ฉันมีพี่สาว 1 คน น้องชาย 1 คน อายุห่างกันคนละ 4 ปี ซึ่งทุกคนก็จะมีนิสัยคล้ายกันหมด คือ เอาแต่ใจตัวเอง ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะฉันกับน้องชาย
ตอนที่ฉันเข้าเรียนในระดับมัธยม พ่อของฉันย้ายไปทำงานที่อื่นนานๆจะกลับบ้าน พี่สาวก็เข้ามาเรียนที่เชียงใหม่ ฉันอยู่บ้านกับแม่และน้อง แม่ดูแลฉันและน้องอย่างดี ตามใจแทบจะทุกอย่าง ตอนเด็กฉันกับน้องทะเลาะกันตลอด เราไม่สนิทกันเหมือนพี่น้องคนอื่น มีหลายครั้งที่ฉันทำให้แม่ไม่สบายใจ ทำให้แม่เสียใจ ฉันไม่เคยทำอะไรเพื่อแม่เลยนอกจากตั้งใจเรียน ฉันเคยทำให้แม่ร้องไห้ด้วยเรื่องเล็กน้อย ฉันรู้สึกผิดมากเป็นครั้งแรกที่ฉันทำให้แม่ร้องไห้ คิดในใจว่าจะไม่มีวันทำให้แม่ร้องไห้อีกแล้ว
ช่วงที่ฉันเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา พ่อของฉันท่านย้ายกลับมาอยู่บ้านกับแม่ช่วงนั้นน้องชายก็ออกไปเรียนที่อื่น ฉันไม่ได้เจอน้องหลายปี พอกลับมาเจอกันมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมาก อาจเป็นเพราะว่าเราต่างโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันเป็นคนมีเหตุผลมากขึ้น ฉันและน้องคุยกันทั้งที่เมื่อก่อนอยู่บ้านหลังเดียวกันแทบจะไม่ได้คุยกันเลย มีอะไรก็ช่วยเหลือกันฉันรู้สึกรักน้องทั้งที่เมื่อก่อนฉันเกลียดน้อง ไม่เคยคุยกันดีๆเลย
หากย้อนเวลาไปได้ฉันจะไม่ทำให้แม่เสียใจ จะเชื่อฟังที่แม่สอน ทำสิ่งดีๆเพื่อพ่อกับแม่ แต่เราไม่สามารถย้อนเวลาไปได้ ฉันจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
เพียงรู้เท่าทันสังคมปัจจุบัน รู้เท่าทันตัวเอง ก็นับว่าดีแล้วล่ะครับ
ไม่ว่าผ่านมานานสักเท่าไหร่ก็ตาม คนเรายังคงต้องการสิ่งเดิม แต่เครื่องมือ หรือสังคมเปลี่ยนไป เพียงให้รู้ว่าเราจะใช้อะไรเพื่อนำเราไปสู่ความต้องการนั้น เท่านั้นเอง
จะดีมาก..