เป็นอันตรายที่พี่น้องชาวพุทธไม่ควรนิ่งนอนใจ

                ปรากฎการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีสิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับศาสนิกของทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ นี่เป็นคำเตือนของเพื่อนร่วมชาติที่มิใช่พุทธศาสนิกชน แต่ร่วมงานกับเพื่อนพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนานด้วยความเข้าใจ

                เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกศาสนามีความขัดแย้งภายใน ชนิดที่เป็นความขัดแย้งเงียบๆจนกระทั้งความขัดแย้งมากๆจนดังออกไปสู่ข้างนอก ผมในฐานะมุสลิมมีประสพการณ์ในความขัดแย้งเหล่านี้ดีตั้งแต่ คณะเก่า คณะใหม่ ซุนนะฮ์ บิดอะฮ์ ซุนนี่ ชีอะต์ ล้วนแล้วแต่ทำให้สังคมศาสนาเกิดการระส่ำระสาย พี่น้องก็ไม่คุยกัน คนในสังคมก็แตกแยกกัน แม้ว่าจะตะโกนว่ามีพระเจ้าองค์เดียวกัน ศาสดาท่านเดียวกัน แต่หลายครั้งนมัสการพระเจ้าร่วมกันไม่ได้ ขึ้นไปทำกิจกรรมบนมัสยิดเดียวกันไม่ได้ แต่ว่าผมเองก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างทุลักทุเล

                เช่นกันพุทธศาสนิกชนก็ตกอยู่สภาพไม่ต่างกันมากนักกับความขัดแย้งทางหลักการของศาสนา จนกระทั้งมีคำว่าพุทธแท้ พุทธเทียม พุทธจิตวิญญาณ พุทธพานิช

                ที่น่ากลัวมากก็คือการลากเอาศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนักบวชในศาสนาก็ยินดีที่จะถูกลากเข้าไปอันนี้น่ากลัวมาก หากศาสนาเข้าไปเพื่อขัดเกลาจิตใจ หรือทำการเมืองให้สะอาดก็ไม่เป็นไร แต่หากศาสนาเข้าไปเพราะตัวศาสนาเองก็มีความต่าง(อันนี้พูดถึงศาสนาเดียวกันนะครับ)เข้าไปในท่ามกลางความต่างทางการเมือง โดยให้ศาสนามาเป็นลิ่มช่วยตอกย้ำความต่างทางการเมือง อันนี้อันตรายมาก....

                สมัยก่อนในยุคสงครามเย็น ความต่างทางความเชื่อทางการเมืองถือว่ารุนแรงมาก แนวคิดพุทธสายท่านพุทธทาสถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งๆที่ท่านก็พูดเรื่องพุทธ ไม่มีสิ่งใดนอกไปจากวิถีพุทธ เมื่อพระนักคิดนักเขียนที่ดำรงตนอยู่ในวิถีพุทธถูกกล่าวหา ในทางการเมือง การเมืองได้ประโยชน์แน่นอน แต่ศาสนาเสียหาย ในยุคนี้เองที่การเมืองอีกซีกหนึ่งก็นำศาสนาพุทธเช่นกันมาใช้ประโยชน์ เราจึงได้ยินคำว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”ทั้งๆที่หลักการพุทธห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิด

                ยุคต่อมาศาสนาก็ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองอีก จนสันติอโศก ต้องกลายเป็นพุทธนอกคอก ทั้งที่หากเราศึกษาวิภีพุทธ การปฏิบัติตัวของสันติอโศกคือการนำเอาหลักการของพุทธมาสู่ปฏิบัติของชาวพุทธอย่างแท้จริง วันดีคืนดีกลับกลายเป็นเรื่องผิด จนผู้นำทางสันติอโศกต้องพบชะตากรรมทางโลกอย่างเจ็บปวด แต่วันนี้กลุ่มนี้ได้กลายป็นผู้ที่ยึดแนวเรื่องความพอเพียงได้เป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง และนี่ก็คือวิถีพุทธ ในทางกลับกันเรากลับได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยดีเกียวกับพระสงฆ์และพุทธในสายอื่นมากกว่า

                เมื่อปรากฏการณ์สำคัญทางการเมืองเกิดขึ้น มีการชุมนุชประท้วง พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นำโดย สนธิ  ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง  ศรีเมืองได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว ภาพท่าน พล.ต.จำลอง ได้ถูกพูกติดกับพุทธสายสันติอโศกอย่างแยกไม่ออก ภาพม็อบพันธมิตรฯจึงหนีไม่พ้นภาพของสันติอโศก เท่าที่ติดตามจะเห็นว่าสันติอโศกเขามีระเบียบวินัยที่ดีมากเชื่อฟังผู้นำอย่างเคร่งครัด เราจึงเห็นว่าม็อบพันธมิตฯหากขาด พล.ต.จำลองและสันติอโศกแล้วการจัดการต่างๆจะไม่ได้ผลมากนัก

                เมื่อม็อบพันธมิตรฯมีสันติอโศก พระสงฆ์ในสายอื่นๆจึงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีบ้างแต่ไม่มากจนเกือบไม่มี เราจึงเห็นเวลาที่มีม็อบคู่ขนานจึงมีปรากฎการณ์พระสงฆ์ในสายอื่นออกมาร่วมต่อต้านพันธมิตรฯอยู่เสมอๆ

                ยิ่งปรากฎการณ์แดงทั้งแผ่นดินของกลุ่มเสื้อแดงที่นิยมทักษิณและ นปช.ที่มีพระสงฆ์ออกมาร่วมชุมนุมด้วยเป็นจำนวนมาก และเป็นพระที่ไม่เกี่ยวข้องกับสันติอโศก ความชัดเจนตรงนี้ปรากฎให้เห็นอีกครั้งและเป็นเครื่องยืนยันว่าศาสนาได้ถูกนำมาใช้เพื่อเครืองมือและผลประโยชน์ทางการเมืองอีกครั้ง พระสงฆ์ที่มาส่วนใหญ่น่าจะเป็นส่วนของธรรมกายเป็นหลัก ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า ผู้นำของธรรมกายนั้นเคยต้องคดีเรื่องการฉ่อโกงเงินวัดเป็นจำนวนมาก แต่อัยการถอนฟ้องอย่างน่าคิด ขณะนั้นอยู่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ  และวัดนี้ก็เกี่ยวข้องในทางการเมืองในฝ่ายของทักษิณ

                และการเคลื่อนตัวของพระสงฆ์ของกลุ่มเสื้อแดงก็สุ่มเสี่ยงอยู่ที่จะเข้าข่าย “โลกะวัชชะ”โลกติเตียน ด้วยเหตุว่าวัตรปฏิบัติของพระ เกี่ยวข้องกับทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่นย่ามสีแดง ถือป้ายประท้วง อยู่บนเวทีด้วยอาการที่ไม่สงบ หรือซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์โบกไม้โบกมือ นี่เป็นสิ่งที่ทางมหาเถรสมาคมจะต้องดูแล

                แต่เหนืออื่นใดการปรากฎของพระคุณเจ้า ในกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกัน และของพระที่ขัดแย้งกันยอมเป็นสิ่งที่อันตรายอย่ายิ่งต่อชาวพุทธโดยรวม เป็นอันตรายที่พี่น้องชาวพุทธไม่ควรนิ่งนอนใจ นี่เป็นคำเตือนของเพื่อนต่างศาสนิกที่พี่น้องชาวพุทธต้องฟัง...??