ค่าแห่งมิตรภาพมี่ค่ามหาศาลมากมายกว่าค่าของเงิน

      แสงแดด"หยาม"*ฝนยามโพล้เพล้  สาดส่องลอดใบยางลงกระทบร่างนายหัวเลิศ  ที่ก้าวยาวๆอย่างมั่นคงไปข้างหน้า  ไม่มีท่าทีของความปวดเหนื่อยล้า ผิดกับกับพวกเราที่ตอนนี้แม้นเดินที่พื้นราบ เท้าไม่สามัคคีกันแล้ว  คุณเอกกับรองเท้ายางสำหรับคนกรีดยาง  ที่ไม่คุ้นเท้ามันรับใช้ในการเดินลุยน้ำได้ดี แต่ตอนนี้มันไม่เหมาะเสียแล้ว 

  

บุญเลิศ ชายเกตู กัลยาณมิตรผู้ยิ่งใหญ๋ ในร่างเล็ก

      นะไรเร่งฝีเท้ามากระซิบผู้เขียนว่า ให้ไปคุยกับนายหัวเลิศถึงการเดินทางการนำทาง ซึ่งเราสองคนหนักใจเกี่ยงงอนกันที่จะคุยเรื่องธุระที่เป็นกิจของเงินๆทองๆ เพราะทุกครั้งที่พวกเราขึ้นเขาเดินป่ามาทุกปี มีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร เราก็หารแบ่งรับเท่ากัน ผู้เขียนเร่งฝีเท้ามาทัน นายหัวเลิศ ก็เปิดการเจรจาแบบไม่ประจัญหน้าเหมือนรัฐบาลเปิดเจรจากับกลุ่มเสื้อแดง ....ว่า"เลิศมีค่าใช้จ่ายในการนำทางมั้ย" นายหัวเลิศหันมามองหน้าผู้เขียนแว้ปหนึ่งแล้วหันหน้ากลับพูดว่า"ไม่ต้องแหลงถึง* ให้ค่าน้ำนันรถอ้ายน้องบ่าวที่มารับพอ"  แล้วต่างคนต่างเงียบ.......มาถึงรถพอหมุ๋งหมิ๋ง* นายหัวเลิศคุยกับคนขับรถว่า"แขบ*เอาแจมากูขับเองเดียวโหม*นี้ขึ้นกรุงเทพไม่ทันรถทัวร์ "ร้อยยี่เลี้ยวโค้งเขาพับผ้ามาถึงบ้านนายหัวเลิศที่กงหรา พวกเรานั่งกระบะหลังหูชาไปตามๆกัน หนานเกียรติต้องเสียหมวกที่รักไปเพราะหมวกไม่รักหัวปลิวตามลมใป ที่เขาพบผ้า ....

การชงกาแฟที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของหนานเกียรติ

      .คุณน้อง เอกและซากี้ ต้องเดินทางขึ้นกรุงเทพ   ลงอาบน้ำชำระเลือดที่บ้านนายหัว ส่วนหนานเกียรติกับผู้เขียนเราไปดูทะเลสาบ สงขลา-พัทลุงต่อ  จึงชวนหนานเกียรติให้ไปช่วยขับเจ้าสี่เกียร์ ที่ฝากไว้ที่ ที่ทำการรักษาพันธ์สัตว์ป่าพร้อมสัมภาระคือโน๊ตบุ๊กของน้องเอก  กลับมาถึงนายหัวเลิศ บอกว่า....ไปผมไปส่งที่บขส. ไปถึง บขส.พัทลุง ปรากฎว่ารถเต็มทุกคันทุกบริษัท นายหัวเป็นธุระสอบถามพรรคพวกที่ขับรถทัวร์ก็ไม่เป็นผล

ขอบคุณ gotoknow ทีทำให้มีวันนี้ ได้พบมิตรผู้มากความสามารถ

     คุณน้องกับน้องเอก ตัดสินใจไปชมทะเลสาบกับน้องหนาน แต่ซากี้มีภาระต้องเดินทางให้ถึงกทม.ให้ได้เพราะมีงานด่วน นายหัวจึงชวนพวกเรามาที่ป้อมตำรวจที่สี่แยกเอเซีย ให้เพื่อตำรวจช่วยฝากซากี้ขึ้นรถสอบล้อ ....แล้วซากี้ก็ได้เดินทางขึ้น กทม.กับรถทัวร์ฮุก*สมใจ เสร็จเรื่องซากี้ นายหัวจึงชวนพวกเราไปกินข้าว บอกขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงสักมื้อ แต่พวกเราปฎิเสธด้วยความเกรงใจ 

แผลเก่า แผลแห่งความจำจากเจ็ดยอด

     จากลาด้วยอาลัย เหลือไว้แต่ภาพถ่ายกับความทรงจำที่ยากจะลืมในมิตรภาพและความยิ่งใหญ่ในหัวใจลูกผู้ชายผู้เป็นกัลยาณมิตรของผู้เขียนนามบุญเลิศ  ชายเกตุ...

    เจ้าสี่เกียร์พาพวกเราห้าชีวิต  มาถึงจุดเริ่มต้นที่พบกันวันขึ้นเขาคือตลาดแม่ขรี  กินข้าวเช้าที่นี้แล้วขึ้นเขาสามวันสองคืน คืนที่สามเราก็แวะมากินข้าวที่แม่ขรี.....

      ขอต้อนรับสู่ปากพะยูน "เมืองสามแผ่นดิน ถิ่นนกนางแอ่น แท่นพระนอนยอดเขา ภูมิลำเนาสัตว์น้ำกร่อย อาหารอร่อยเลื่อลือ คือปากพะยูน 

    มาถีงบ้านผู้เขียนสี่ทุ่มกว่า  คุณน้องแยกไปนอนกับ นะไร น้องเอกยังมีน้ำใจนำทากมาฝากถึงบ้านผู้เขียน .......

 หลาน นาเซียกับ บล๊อกเกอร์คนหล่อ

หลับให้สบายเถิดสหายผู้มาเยือนเพื่อนน้ำมิตรจากเมืองกรุง เมืองปาย และดอยมูเซอ .....

อาหารเช้าเมนูน้องหนูรี อาหารบ้านๆ

  ตื่นเช้า ผู้เขียนบริการด้วยข้าวยำ ข้าวมันไก่ และขนมบ้านๆแบบที่น้องหนูรี นำมาลงในบันทึก  ได้เวลาก็ส่งแขก น้องหนานเกียรตินำเงินมากำหนึ่ง ยัดใส่มือผู้เขียน "บอกว่าบังพวกเราช่วยค่าอาหาร" ผู้เขียนก็บอกน้องหนานเหมือนที่นายหัว เลิศ บอกกับผู้เขียนตอนที่คุยถึงเรื่องการนำทาง"ค่าแห่งมิตรภาพมีค่ามหาศาลกว่าค่าของเงิน"  ขึ้นรถตู้ไปหาดใหญ่ แต่รถยังไม่ถึงเวลาออก จึงชวนชาวกรุงมาชมปากพะยูนที สะพานปากพะยูนเกาะหมากมาดูวิถีชนคนหาปลาในทะเลสาบ ........

    .แล้วก็ส่งแขกขึ้นจากไป.......มีวาสนาคงได้มาพบกันอีก ...

วิถีชนคนเลสาบ ปลากะพงตัวนี้ 7 กิโกว่า ถ้าไม่รีบกลับ ก็อร่อย

นึกถึงคำพูดของอาจารย์ เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  ในวรรณกรรม ที่กล่าวว่า"คนเราถ้าไม่ได้เดินป่า หรือลงทะเลด้วยกัน ไม่ผ่านความลำบากทุรกันดารมาด้วยกัน ก็จะไม่รู้ใจกันลึกซึ้ง..................

ที่นี้ปากพะยูน

*หยาม    =ฤดูกาล 

*ไม่ต้องแหลงถึง  =ไม่ต้องพูดถึง 

*หมุ๋งหมิ๋ง = ย่ำค่ำตะวันตกดิน

*แขบเอาแจมา  =รีบเอากุญมา

*เดียวโหม   =เดี๋ยวพวก

*รถทัวร์ฮุก  =รถบรรทุกวัว(คำผวน)