วัดชลธาราสิงเห ซึ่งได้รับการขนามนามว่า "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย" เกิดขึ้นในยุคการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ เมื่ออังกฤษหวังจะฮุบดินแดน อ.ตากใบ อ.แว้ง อ.สุไหงปาดี และ อ.สุไหงโก-ลก ไปรวมเป็น "ประเทศมลายู" ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
วันนี้อยากจะแนะนำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวตากใบซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผู้เขียนให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้นค่ะ เนื่องจากวัดแห่งนี้จัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ทำให้ไทยไม่ต้องเสียดินแดนให้กับต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีอาคาร สถานที่และถาวรวัตถุเป็นแบบไทยที่สร้างมาอย่างวิจิตรพิสดารทรงคุณค่าในเชิงศิลป์ยากยิ่งที่คนต่างชาติจะสร้างสรรค์ได้ ดังนั้นเราในฐานะคนไทยควรที่จะรู้จักวัดแห่งนี้ไว้นะคะ


วัดชลธาราสิงเหเป็นวัดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ริมฝั่งแม่น้ำตากใบ เชื่อกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นคู่กับชุมชนชาวพุทธในตากใบ เดิมชื่อว่า "วัดท่าพรุ" ค่ะเพราะเดิมก่อน ที่สร้างวัดนี้มีท่าเรืออยู่ก่อนแล้ว ชาวบ้านเล่ากันว่าเมื่อมาจากบ้านจะไปท่าเรือ ต้องข้ามพรุนามาก่อนจะถึงท่าเรือ จึงเรียกย่อคำว่าท่าพรุ บางคนบ้างก็เรียกว่า "วัดเจ๊ะเห" ก็เพราะว่าแม่น้ำหน้าวัดนี้ ต่อเนื่องมาจากหน้าหมู่บ้านเจ๊ะเห

แม่น้ำหน้าวัด
ท่านพระครูโอภาส พุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้นและต้องไปขอที่ดินจากพระยากลันตันเพื่อที่จะสร้างวัด เมื่อ พ.ศ. 2403 สมัยนั้นดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตันอยู่ วัดนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับกรณีแบ่งแยกดินแดนตากใบประเทศสยามกับประเทศมลายู ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษในขณะนั้น (สมัยรัชกาลที่ 5) โดยฝ่ายไทยได้มีการยกเอาพระพุทธศาสนา วัดและศิลปะในวัดเป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน อังกฤษจึงยอมรับเหตุผลโดยให้นำเอาแม่น้ำโกลกตรงบริเวณที่ไหลผ่านเมืองตากใบ (แม่น้ำตากใบ) เป็นเส้นแบ่งเขตแดน วัดนี้จึงรู้จักในอีกนาม หนึ่งว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย

รูปปั้นท่านพระครูโอภาส พุทธคุณ (พุด)
วัดชลธาราสิงเหนอกจากเป็นวัดที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองแล้ว วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดที่มีศาสนสถานที่เก่าแก่ซึ่งล้วนแต่มีศิลปะงดงามหลายอย่าง อาทิเช่น อุโบสถ กุฏิ และศาลาราย เป็นต้นค่ะ


อุโบสถ
อุโบสถของวัดชลธาราสิงเหซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.2416 ภาพเขียนฝาผนังภายในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติที่สอดแทรกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นไว้เด่นชัดและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปิดทองทั้งองค์ทำให้ไม่เห็นลักษณะเดิมที่ พระโอษฐ์เป็นสีแดง พระเกศาเป็นสีดำ ประดิษฐานอยู่บนบุษบกทรงสอบสูงประมาณ 1.5 เมตรมีรูปแบบคล้ายกับพระมอญ ซึ่งชาวตากใบจะเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พ่อท่านใหญ่” ค่ะ บี๋จำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาเรารู้สึกกลัวหรืออยากสมหวังเรื่องใด ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าให้อธิฐานถึงพ่อท่านใหญ่ ท่านจะช่วยคลี่คลายปัญหาและให้เราสมปรารถนาในสิ่งที่ขอ พ่อท่านใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นที่นับถืออย่างมากของคนตากใบค่ะ

พ่อท่านใหญ่
จะว่าไปแล้วจุดเด่นของอุโบสถแห่งนี้ก็คือภาพวาดบริเวณเชิงชายหลังคาโดยรอบ ซึ่งทำเป็นช่องขนาดเล็ก มีภาพวาดภายในช่องและกรุกระจกใส ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นภาพบรรยายถึงเรื่องอะไร ท่านเจ้าอาวาสสันนิษฐานว่าอาจเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก บางคนสันนิษฐานว่าอาจเป็นภาพวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ในสมัยหนึ่งมีพระผู้ใหญ่มาจากกรุงเทพฯ เห็นว่าภาพวาดรอบนอกอุโบสถนั้นเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมในทางศาสนา เนื่องจากมีภาพวาดหญิง-ชายคู่กันหลายภาพ และอยู่ในระดับสูงกว่าองค์พระประธานภายในอุโบสถ พระผู้ใหญ่จึงให้ทาสีทับปิดกระจกเพื่อไม่ให้เห็นภาพเหล่านี้ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นติดกระจกสีแทน แต่เมื่อท่านพระครูประจันตนเขตคณานุรักษ์เจ้าอาวาสคนปัจจุบันได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ท่านเห็นว่าอุโบสถต่างๆ ในกรุงเทพฯ ยังมีรูปหญิงชายมากมาย ทั้งรูปที่เชิงชายรอบอุโบสถยังเป็นศิลปะที่สวยงามและไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน จึงให้ถอดกระจกสีออกและกรุกระจกใสแทน
ขุนสมานธาตุวฤทธิ์ หรือ เปลี่ยน กาญจนรัตน์ นายอำเภอตากใบคนแรก ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชลธาราสิงเห "วัดชลธาราสิงเห" หมายถึง วัดที่ต่อติดกับแม่น้ำ สิงเห นี้หมายถึงชื่อท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ ที่ท่านมีบุญฤทธิ์มาก ออกชื่อท่านบุคคลย่อมเกรงกลัวทั่วไปดั่งราชสีห์ จึงเอาแม่น้ำและบุญฤทธิ์ดังราชสีห์มารวมย่อๆ ว่า วัดชลธาราสิงเห ถือเป็นวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยที่ทำให้ดินแดนแถบนี้พ้นจากการเข้ายึดครองของอังกฤษ เนื่องจากรัฐบาลไทยกล่าวว่าวัดนี้เป็นโบราณสถานและใช้เป็นข้ออ้างในการปักเขตแผ่นดินในปี พ.ศ. 2441 ในบริเวณนอกจากพระอุโบสถแล้วยังมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่มีความงดงามทางศิลปกรรมปรากฏแก่ผู้คน ได้แก่
- องค์พระเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยม ล้อมด้วยกำแพงแก้วและสถูปทรงระฆังคว่ำ

- หอพระนารายณ์ ฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐ หลังซ้อน 4 ชั้น มุงกระเบื้อง มุมหลังคาแต่ละชั้นประดับด้วยหัวนาค หลังคาชั้นที่ 4เป็นฐานรองยอดหล่อด้วยซีเมนต์ เป็นรูปมงกุฎ


- กุฏิ ก่อสร้างเป็นทรงไทยพื้นเมือง หลังคามุงกระเบื้อง ประดับด้วยปูนปั้นและไม้ฉลุ ฝาผนังเป็นภาพจิตรกรรม


- ศาลา ลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะภาคใต้และจีน ตกแต่งด้วยใบระกา หางหงส์ ปูนปั้น
- วิหารเก่าด้านหลัง มีปูนปั้นรูปพระนารายณ์ 4 กร และเครื่องใช้ภาชนะสมัยราชวงศ์ซ้อง
บี๋เองรู้สึกผูกพันกับวัดชลฯ มาก เพราะวัดแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บอัฐิของบรรพบุรุษของบี๋ที่ล่วงลับไปแล้วด้วยค่ะ ดังนั้นเวลาทำบุญต่างๆ ที่บ้านมักจะมาทำที่วัดชลฯ เสมอๆ
ในกรอบสี่เหลี่ยมคือที่บรรจุอัฐิบรรพบุรุษของบี๋ค่ะ
จำได้ว่าตอนเด็กๆ บี๋จะตามอาม่ามาฟังเทศน์ที่วัดทุกวันในช่วงเข้าพรรษา และมักจะให้อาม่ารับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ด้วย เพราะหลังฟังเทศน์จบ เจ้าภาพจะให้เงินแม่ครัวที่วัดล่วงหน้าเพื่อให้ทำขนมหรือของว่างง่ายๆ ไว้ให้คนที่มาฟังเทศน์ได้ทานและระหว่างทานของว่างไปก็นั่งพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันไปตามเรื่อง ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทำให้เกิดการกระชับมิตรระหว่างคนในชุมชนไปด้วยในตัวค่ะ สำหรับตัวบี๋เองจะชอบมากเวลาอาม่ารับกันเทศน์หรือตามไปฟังเทศน์เพราะจะได้กินโอวัลตินหลังฟังเทศน์จบ ตอนนั้นบี๋ชอบรสชาติของโอวัลตินที่วัดมากค่ะ รู้สึกว่ารสชาติมันช่างอร่อยกว่าชงกินที่บ้านเป็นไหนๆ ทั้งที่วัดแม่ครัวจะชงด้วยหม้อใบใหญ่ ต้มน้ำด้วยเตา จริงๆ แล้วชงมากๆ อย่างนั้นไม่น่าอร่อยแต่ในความรู้สึกของบี๋ขณะนั้นมันอร่อยมากๆ เลยหล่ะค่ะ ส่วนคำสวดในภาษาบาลีบางบทที่พอจะจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ ก็ได้มาจากการตามอาม่าไปฟังเทศน์ที่วัดแห่งนี้นั้นเอง
นอกจากนี้ช่วงระดับประถม บี๋ยังเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดชลธาราสิงเหซึ่งเป็นโรงเรียนประถมประจำอำเภอนี้อีกด้วยค่ะ โรงเรียนจะอยู่ติดกับวัด เวลามีงานเทศกาลต่างๆ ก็จะไปร่วมด้วย และบางวิชาคุณครูก็ใช้บริเวณวัดซึ่งเงียบสงบ เป็นห้องเรียนกลางแจ้งสำหรับศึกษาหาความรู้ค่ะ ดังนั้นจึงรู้สึกผูกพันกับวัดแห่งนี้มาก



เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่บ้านบี๋ซึ่งนำทีมโดยอาก๋งและญาติๆได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดกฐินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่วัดชลธาราสิงเหแห่งนี้ด้วยค่ะ เพื่อเป็นการตอบแทนวัดและแผ่นดินตากใบที่ให้ครอบครัวเราได้มาอาศัยทำมาหากินจนเจริญรุ่งเรื่องค่ะ เมื่อโอกาสมาถึงจึงอยากจะทำบุญพัฒนาวัดแห่งนี้และอำเภอตากใบด้วยที่เราผูกพันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแรกเริ่มอพยพจากเมืองจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยค่ะ

วัดชลธาราสิงเหยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทย ในเขตอำเภอตากใบและเขตพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งชาวมาเลเซีย...... โดยเป็นวัดในทางประวัติศาสตร์ และคู่บ้าน คู่เมืองของอำเภอตากใบตลอดมา

บรรยากาศโดยทั่วไปในวัดชลธาราสิงเหนั้นเงียบสงบ และมีลานกว้างริมแม่น้ำที่จะมานั่งพักจิตใจได้ ความสงัดเงียบภายในบริเวณวัดชลธาราสิงเห รวมถึงลำน้ำตากใบที่ทอดยาวไหลนิ่งอยู่เบื้องหน้านั้น ไม่เพียงแต่ความงามเท่านั้นที่เป็นเรื่องน่าประทับใจ หากยังมีเรื่องราวของการแบ่งแยกดินแดนระหว่างสยามและอังกฤษในครั้งอดีต ทบซ้อนอยู่ให้เรียนรู้ ณ วัดปลายด้ามขวาน แห่งนี้ค่ะ


ถ้าผ่านมา อ.ตากใบ จ.นราธิวาสอย่าลืมแวะเยี่ยมชมวัดชลธาราสิงเหแห่งนี้นะคะ
:.*.• •*.:...ขอฝากไว้จากใจจริงค่ะ...-•*¤°•-
ที่มาของข้อมูลบางส่วนจาก:
http://narongthai.com/ama935.html

สวัสดีค่ะ
น่าสนใจดีนะค่ะ
สวัสดีค่่ะ
แวะมาอ่านบันทึกดีๆ นี้นะคะ
ขอบคุณค่ะ^__^
ขอบคุณครับ มีโอกาสแล้วคงจะได้ไปนะครับ สวยงามมากบรรยากาศดีด้วยนะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคะ ไม่ทราบมาก่อนเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ
หากมีโอกาสเดินทางมานราธิวาสอย่าลืมมาเยือนอ.ตากใบและวัดชลธาราสิงเหนะคะ ^^
น้อง บี๋ การบ้านข้อที่ 2 คือที่มาของคนเจะเห ภาษา และวัฒนธรรม ว่ากันว่ามาจากสุโทย
ให้น้องบี๋ ส่งการบ้านข้อนี้ด้วย
ส่วนการบ้าน วัดชลธารา เต็มสิบ ให้เก้าจุดเก้า ครับ
คุณลุงวอญ่าค่ะ
ใจตรงกับบี๋เลย เตรียมไว้แล้วค่ะเรื่องที่ request มา
ฮือๆๆ...ทำไมได้ 9.9 คะแนนหล่ะคะ ? แล้วอีก 0.1 มันหายไปไหน???
สวัสดีค่ะน้องบี้
หลังสงกรานต์จะมาเที่ยวที่ใต้ค่ะ...อยากมา แวะเยี่ยมชมวัดชลธาราสิงเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาสจังเลยค่ะ..ทุกวันนี้เรื่องความปลอดภัยเป็นยังไงบ้างคะ...
หน้าตาลูกทัวร์ที่จะมาเที่ยวด้วยค่ะ
หากมีโอกาสจะแวะเยี่ยมน้าเบบี้ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ...คุณ Baby...
แวะมาเรียนรู้วัดในจังหวัดนราธิวาสด้วยคนค่ะ...ขอบคุณค่ะ...
มาตายี
เรื่องเหตุการณ์แถว 3 จังหวัดก็ยังแย่เหมือนเดิมค่ะ บี๋กลับบ้านที่ตากใบก็ไม่มีอะไรนะคะ ใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ หากมีโอกาสผ่านไปแถวนราธิวาสก็เชิญแวะเที่ยววัดชลนะคะ :-)
บุษยมาศ
ดีใจที่มาเยี่ยมเยียนค่ะ :-)
สวัสดีครับคุณบี๋
พระอุโบสถงามมากครับ
หอพระนารายณ์ และศาลา คล้ายศิลปของชาวมอญนะครับ
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะก่อสร้างก่อนพระอุโบสถ นับถึงเพลานี้ก็ 150 ปี พอดี
ดีใจกับชาวตากใบที่มีพทธศิลป์ที่สวยงามมาก หากมีโอกาสจะแวะไปชื่นชมครับ
ขอบคุณครับที่แบ่งปัน
สวัสดีค่ะ..แวะมาเที่ยวตากใบค่ะ..บ้านเราช่างงดงามจริงๆน่ะค่ะ
เอ้า!..นำเที่ยวระนองค่ะ..