หากจะเอ่ยถึง”สามพันโบก” จังหวัดอุบลราชธานี คงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักสถานที่แห่งนี้ เพราะหลังจากที่ พี่เบิร์ด ธงชัย มาถ่ายทำโฆษณาให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก  มีสินค้าบางตัวตามไปถ่ายทำโฆษณาที่นี่ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนพระอาทิตย์ตกก็มี ทำให้ชาวบ้านละแวกนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว และเด็กก็มีรายได้จากการพานักท่องเที่ยวเที่ยวในวันหยุด

 

ปลายเดือนที่แล้วป้าแดงมีภารกิจที่จังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อนแต่งงานครั้งแรกในชีวิต ไม่ไปไม่ได้แล้ววววว

หลังวันงานตั้งใจอยากไปเที่ยวเมืองปากเซ แต่ค่าทัวร์แพงเกินความจำเป็น จึงหันมาให้ความสนใจกับ สามพันโบก อ.โพธิ์ไทร เป็นการขับรถวนรอบอิสานจากบ้านหนองคาย –อุดร-กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-ยโสธร-อุบลราชธานี-มุกดาหาร-สกลนคร-อุดร-หนองคาย เลือกไปเที่ยว สามพันโบก ดีกว่า

 

จากจังหวัดอุบล ใช้เส้นทาง อุบล-ตระการพืชผล-โพธิ์ไทร หากอยากเที่ยว แก่งสะพือ โขงเจียม ก็สามารถใช้เส้นทาง อุบล-วาริน-เดชอุดม-สิรินธร-โขงเจียม-โพธิ์ไทร ได้เช่นกัน

 

เส้นทาง อุบล-ตระการพืชผล-โพธิ์ไทร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ถนนดี เมื่อก่อน เห็นว่าเป็นถนนลูกรัง

 

คำว่า โบกเป็นภาษาอิสาน หมายถึง แอ่งๆที่เกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ บนก้อนหิน เวลาหน้าน้ำ หินพวกนี้ก็จะอยู่ใต้ เลยเรียกกันว่า โบก ลานหินกว้างใหญ่สูงต่ำ จนบางคนเรียกว่า แกรนแคนยอน

 

ป้าแดง ไปถึง ตอนห้าโมงเช้า แดดกำลังแรงทีเดียว เตรียมไว้ว่า จะไม่ล่องเรือจากหาดสลึงไปที่สามพันโบก แต่จะใช้วิธีการเดินจากที่จอดรถสามพันโบก ไปยังบริเวณสามพันโบก แล้วค่อยล่องเรือชมภายในสามพันโบก ซึ่งมีคนแนะนำว่า สวยกว่า บรรยากาศงดงามมากมาย กว่าการล่องไปตามแม่น้ำโขง ราคาค่าเรือ 300 บาท

 

แต่ในที่สุด ก็ได้เลือกวิธีการล่องเรือจากหาดสลึง ซึ่งแวะทานข้าวกันที่นี่ ไปตามแม่น้ำโขง จนถึงบริเวณสามพันโบก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวกลุ่มไม่ใหญ่และไม่ใช้เวลามาก ค่าเรือ 1000 บาท ไม่รวมทิป มัคคุเทศก์น้อย

 

แดดแรงได้ใจมากมาย แต่ขณะล่องเรือไม่ร้อนมากนัก มีลมกระทบใบหน้าเย็นสบายมากๆ หากจะไปเที่ยวกันที่นี่ ตอนเที่ยงๆแบบนี้ คงต้องเตรียมหมวก เตรียมร่ม เตรียมแว่นดำ แว่นดำช่วยได้เยอะมาก ทำให้รู้สึกว่า แดดไม่แจ่มมากนัก

 

เราใช้เวลากันประมาณ ชั่วโมงกว่า ก็กลับมายังจุดเดิม มีประวัติมากมายสำหรับหินและแอ่งรูปร่างต่างๆ  อย่างเช่น หินสี โซฟา หินรูปสุนัข หมีแพนด้า หัวใจผู้หญิง หัวใจผู้ชาย และยังมีหาดต่างๆอีกด้วย ซึ่งจำชื่อไม่ได้  

 

หาดสลึงก็มีตำนานว่า ใช้เป็นที่วิ่งแข่งในสมัยโบราณ ใครชนะก็ได้รางวัลเป็นเงินหนึ่งสลึง บ้างก็บอกว่า เมื่อก่อนเรียกสองสลึง ชาวบ้านเห็นว่าไม่สุภาพ เลยเรียกเป็นหาดสลึง

 

บันไดทางขึ้น-ลง และเดินไปยังเรือ สูงสุดชันมาก ประมาณ 79 ขั้น  หาดทรายก็ร้อนระอุ  พอถึงร้านอาหารที่เขาให้ยืมหมวก พนักงานต่าง ทักว่า เหงื่อเต็มตัวเลย  แต่ไม่มีใครชวนเชิญให้อาบน้ำน่าจะสดชื่นดี

 

ทริป ล่องเรือ ชมแก่ง “สามพันโบก” สิ้นสุด ด้วยการมิตรภาพระหว่าง ผู้ร่วมทริป ที่ชวนให้หารเฉลี่ยค่าเรือ มารู้ภายหลังหลังจะแยกกันแล้วว่า เป็นเพื่อนน้องที่ทำงาน ไปไหนก็ไม่วายเจอคนญาติพี่น้อง ประเทศไทย ล้วนเป็นพี่น้องกัน

 

การเที่ยวครั้งนี้ เลือกการล่องเรือจากหาดสลึงไปยังสามพันโบก นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพรานอกจากแดดแรงแล้ว ยังต้องเดินอีกไกลพอสมควร นี่...ก็ยังไม่หายเมื่อยน่องจนถึงวันนี้

 

ประเทศไทยยังมีที่สมควรที่จะเดินทางพักหย่อนใจได้อีกมากมายหลายที่