สรุปการอ่านงานวิจัยเรื่องที่  3

 

1.  ชื่อเรื่อง    ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

 

2.  ผู้วิจัย     ศิฏฐิวรรธน์  วิยาภรณ์     

 

3.  ปีที่วิจัย        พ.ศ. 2550

 

4.  วัตถุประสงค์ 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                1.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี

                2.  เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนเมืองใหม่ชลบุรี  จำแนกตามวุฒิการศึกษา  และอาชีพ

 

5.  วิธีวิจัย 

-  การศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น(Stratified  Random  Sampling) 

                -  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารงานของโรงเรียน  4  ด้าน  ได้แก่  ด้านการบริหารงานวิชาการ  ด้านการบริหารงานงบประมาณ  ด้านการบริหารงานบุคคล  และด้านการบริหารงานทั่วไป

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 

ประชากร  คือ  ผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี    ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2549  จำนวน   285  คน

กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรีที่สุ่มมาจากประชากรโดยใช้ตารางการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน  โดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นได้กลุ่มตัวอย่าง  164  คน

วิธีวิเคราะห์ผล

   ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลคือ  คะแนนเฉลี่ย  และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบ  t-test             และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (One-Way  ANOVA)

 

6.  ผลการวิจัย

                ผลการวิจัยพบว่า

1.       ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี  โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  และรายด้านเรียงคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ  ด้านการบริหารงานบุคคล  ด้านการบริหารงานทั่วไป  ด้านการบริหารงานวิชาการ  และด้านการบริหารงานงบประมาณ

2.       ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี  จำแนกตามวุฒิการศึกษา  มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

3.       ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี  จำแนกตามอาชีพ  มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ