นักศึกษาทุกคนต้องทำโครงงานในรายวิชาใดก็ได้ 3 หน่วยกิต

29  มีนาคม  -  2  เมษายน  2553

 

         สัปดาห์ที่แล้ว ( 22 - 26 มี.ค.53 ) เว้นการบันทึกไป 1 ครั้ง  ( ได้บอกเหตุผลไว้ตอนท้ายของบันทึกวันที่ 15 - 19 มี.ค.53 แล้ว )   สัปดาห์นี้ข้าพเจ้าจัดทำ PowerPoint เตรียมเป็นวิทยากรอบรมครูหลักสูตรใหม่ ( ยังไม่เสร็จเลย )


         - ออกแบบ/พิมพ์ แบบรายงานการทำงานเพื่อการมีงานทำของนักเรียนนักศึกษา


         - กลุ่มพัฒนา กศน. ( อ.พรทิพย์  เข็มทอง ) ส่งหนังสือราชการเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนรายวิชาบังคับของหลักสูตรนำร่อง ( ฉบับเดียวกับที่ส่งไปให้ทุกจังหวัด ) มาให้ข้าพเจ้า  อ่านดูแล้ว  คงจะต้องบันทึกข้อมูลนักศึกษานำร่อง ( ผู้ที่ขึ้นทะเบียนเรียนในภาค 1-2/2552 ) ทั้งในโปรแกรมนำร่อง และโปรแกรมใหม่   โดยโปรแกรมนำร่อง จะลงทะเบียนตามรายวิชาย่อย ซึ่งคงยังต้องลงในโปรแกรมเก่าอยู่ เพราะต้องใช้โปรแกรมในการเช็คจำนวนข้อสอบและจัดห้องสอบตามรายวิชาย่อย   ส่วนโปรแกรมใหม่จะลงทะเบียนตามรายวิชารวม โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตรต้องออกใบ รบ. เป็นรายวิชารวม ด้วยโปรแกรมใหม่   ( เพื่อความแน่ใจ ข้าพเจ้าจะสอบถามผู้พัฒนาโปรแกรมอีกครั้ง )


         - อ.วันดี  วรรณธนะ กศน.อ.เสนา โทร. มาถามว่า ภาค 1/53 จะเลือกลงทะเบียนรายวิชาเลือกจากที่ส่วนกลางพัฒนาไว้ประมาณ 300 รายวิชา ได้หรือไม่ จะมีแบบเรียนและแบบทดสอบปลายภาคให้หรือไม่   ตอบว่า ได้  แต่รายวิชาเลือกทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเลือกมาจากที่ใด ส่วนกลางก็ไม่ได้จัดทำแบบเรียนและแบบทดสอบให้ ( ทำให้เฉพาะวิชาบังคับ ) สถานศึกษาและจังหวัดต้องจัดหาแบบเรียนและแบบทดสอบเองอยู่แล้ว  ฉะนั้น เพื่อให้สามารถช่วยกันทำในจังหวัดได้ จึงควรเลือกรายวิชาเลือกในกลุ่มเดียวกันทั้งจังหวัด  โดยภาคเรียนที่ผ่านมาส่วนกลางกำหนดรายวิชาเลือกไว้แล้ว ซึ่งระดับประถม กับ ม.ต้น มีวิชาเลือกที่กำหนดไว้มากพอแล้ว จึงควรเลือกวิชาเลือกจากที่กำหนดนั้น แต่ระดับ ม.ปลาย วิชาเลือกที่กำหนดยังไม่เพียงพอ เพราะมีเพียง 21 หน่วยกิต แต่ ม.ปลายต้องเรียนวิชาเลือก 32 หน่วยกิต   จึงได้ขอให้ อ.วันดี ลองเลือกวิชาเลือกเพิ่มเติมเฉพาะระดับ ม.ปลาย อีกไม่น้อยกว่า 11 หน่วยกิต เป็นตุ๊กตาเอาไว้นำไปปรึกษากันในวันอบรมหลักสูตรใหม่
             อ.วันดี ถามต่อว่า รายวิชาการจัดทำโครงงาน ซึ่งเป็นรายวิชาเลือกวิชาหนึ่ง ต้องบังคับให้นักศึกษาเลือกทุกคนหรือไม่   ได้ตอบว่า รายวิชาการจัดทำโครงงานนั้น เป็นการเรียนเฉพาะภาคทฤษฎี จะเลือกเรียนหรือไม่เลือกเรียนก็ได้ ( แต่น่าจะให้เลือกเรียน เพื่อจะได้ทำโครงงานเป็น )  ส่วนการทำโครงงานจะทำในรายวิชาใดก็ได้ ( ตามหลักสูตรกำหนดให้ทำโครงงานในรายวิชาเลือก แต่กำลังจะแก้หลักสูตรให้ทำโครงงานในวิชาบังคับก็ได้ ) โดยต้องทำโครงงานในรายวิชาที่รวมอย่างน้อย 3 หน่วยกิต ( วิชาเดียว หรือรวมมากกว่า 1 วิชา  ถ้ารวมมากกว่า 1 วิชา อาจบูรณาการทำโครงงานเดียว หรือแยกโครงงานตามรายวิชาก็ได้ ) 
             เกี่ยวกับเรื่องทำโครงงานระดับละ 1 โครงงาน ( 3 หน่วยกิต ) นี้  ข้าพเจ้าเคยถามกลุ่มพัฒนาฯว่า ในทะเบียนจะระบุตรงไหนว่านักศึกษาทำโครงงานในวิชาใด และถ้านักศึกษาย้ายสถานศึกษาในขณะที่ยังเรียนไม่จบ สถานศึกษาใหม่จะรู้ได้อย่างไรว่านักศึกษาคนนั้นทำโครงงานแล้วหรือยัง   ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน
            รวมทั้งรายวิชาเลือกหลายรายวิชาที่เรียนได้ทุกระดับ แต่ถ้าเคยเรียนในระดับใดแล้ว ห้ามเรียนซ้ำในระดับต่อไป  ข้าพเจ้าถามว่า ถ้าเขาเรียนในระดับประถมแล้ว แต่เมื่อในระดับ ม.ปลาย ย้ายไปเรียนที่สถานศึกษาอื่น สถานศึกษาใหม่จะรู้ได้อย่างไรว่าเคยเรียนวิชาเลือกใดมาบ้างแล้ว  กลุ่มพัฒนาฯตอบว่าให้ดูในใบ รบ.  ข้าพเจ้าบอกว่าการไปสมัครเรียน ม.ปลาย ไม่ได้ยื่นใบ รบ. ระดับประถมด้วย   ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน   ( ถึงแม้จะเรียนอยู่ในสถานศึกษาเดิม ก็เป็นเรื่องยุ่งยากในการตรวจสอบว่าเคยเรียนวิชาเลือกใดบ้างในระดับประถม ม.ต้น )


         - อ.ณัฐพงษ์ ตึกแสวง จาก สนง.กศน.จ.สระบุรี โทร. มาถามว่า ที่เชิญให้มาเป็นวิทยากรอบรมเรื่องโครงสร้างหลักสูตรนั้น อบรมที่ไหน เวลาใด และจะให้พูดไปถึงหลักสูตรสถานศึกษารวมถึงการพัฒนารายวิชาเลือกด้วยหรือไม่   ได้ตอบว่า จัดอบรมที่ห้องประชุมของ สนง.กศน.จ.อย. ให้เป็นวิทยากรหลังพิธีเปิดและบรรยายพิเศษแล้ว โดยให้พูดเรื่องโครงสร้างหลักสูตรในภาพรวม  สำหรับเรื่องหลักสูตรสถานศึกษานั้น ข้าพเจ้าจะพูดเอง ( ส่วนเรื่องการพัฒนารายวิชาเลือก ข้าพเจ้าก็จะไม่พูด เพราะเคยอบรมเรื่องนี้ไปแล้ว )


         - อ.ภาสกร  ชมภูบุตร ครูผ้ช่วย กศน.อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทรบุรี ทั้งโทร.มาถาม และถามในเว็บบอร์ด สพร. ว่า “ปัจจุบันกศน.ยังมีการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพระยะสั้นเหมือนเดิมอยู่ใช่มั๊ย ขอระเบียบที่เกี่ยงข้องด้วย”
             ได้ตอบว่า   ปัจจุบัน กศน. ยังมีการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพระยะสั้นอยู่ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง คือ

             1. คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป.1116/2548 เรื่อง มอบอำนาจการอนุมัติหลักสูตรระยะสั้นของสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน สั่ง ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2548

             2. ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียน หลักสูตรระยะสั้น พ.ศ.2549 ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2549

            3. ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดอัตราการจัดเก็บเงินรายได้การจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น


            ซึ่งระเบียบที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้

             “ การจัดการศึกษาตามหลักสูตรระยะสั้น เป็นหลักสูตรหนึ่งที่สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียนให้ความสำคัญในการจัดบริการให้ผู้เรียนได้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ ตามที่กลุ่มเป้าหมายหรือชุมชนต้องการ โดยมีการบริหารจัดการหลักสูตร ดังนี้

             1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถจัดได้หลายรูปแบบ เช่น เรียนแบบชั้นเรียน เรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนจากวิทยากร ศึกษาดูงาน การฝึกอบรม
             2. การจัดตั้งกลุ่ม การเปลี่ยนแปลง การยุบ การหยุดทำการสอนชั่วคราว ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสถานศึกษา
             3. การจัดระยะเวลาเรียนของหลักสูตร ขึ้นอยู่กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยพิจารณาความสะดวกของผู้เรียนเป็นสำคัญ
             4. ให้มีการวัดผลประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนและเมื่อสิ้นสุดการเรียน
             5. สถานศึกษาออกใบสำคัญการจบหลักสูตร โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม
             6. การจัดเก็บเงินรายได้ มีการกำหนด ดังนี้
                6.1 ค่าสมัครเรียน เก็บเมื่อแรกเข้าจนจบหลักสูตรนั้น ๆ เก็บได้ไม่เกินคนละ 20 บาท
                6.2 ค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอนสำหรับวิชาที่มีความรู้ความสามารถทั่วไป ให้เก็บเงินได้ไม่เกินชั่วโมงละ 5 บาท สำหรับวิชาที่ยากสลับซับซ้อนเก็บเงินผู้เรียนได้ไม่เกินชั่วโมงละ 10 บาท
                6.3 ให้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด / กรุงเทพมหานครกำหนดการเก็บเงินรายได้ และจัดทำประกาศการเก็บเงินรายได้จากผู้เรียนแล้วประกาศให้ผู้รับบริการทราบแล้วรายงานให้สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนทราบต่อไป

             7. การอนุมัติหลักสูตรระยะสั้น ให้ดำเนินการดังนี้ คือ
                7.1 ผู้มีอำนาจในการอนุมัติหลักสูตร ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนทุกแห่ง
                7.2 ให้ผู้มีอำนาจในการอนุมัติหลักสูตร แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสำคัญ เช่น นักวัดผลประเมินผล นักพัฒนาหลักสูตร ผู้เชี่ ยวชาญเนื้อหา
                7.3 หน้าที่ของคณะกรรมการ มีดังนี้
                    7.3.1 กำหนดเกณฑ์การพิจารณาหลักสูตร
                    7.3.2 พิจารณาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรระยะสั้นต่อผู้มีอำนาจอนุมัติหลัก สูตร
                    7.3.3 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการ มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรที่พิจารณา
                    7.3.4. นำเสนอหลักสูตรให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติหลักสูตร พร้อมรายงานการแสดงความคิดเห็น แล้วรายงานให้สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนทราบ ”


             จากข้อ 6.3 ที่กำหนดให้ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด / กรุงเทพมหานคร กำหนดการเก็บเงินรายได้ และจัดทำประกาศการเก็บเงินรายได้จากผู้เรียน แล้วประกาศให้ผู้รับบริการทราบ นั้น   ขอนำตัวอย่างประกาศมาให้ดู 2 จังหวัดนะครับ คือ จ.ลำปาง กับ จ.พระนครศรีอยุธยา