การยอมรับความตาย แต่ไม่ยอมรับการจาก

  เมื่อวันที่พี่สาวของผู้เขียนเสียชีวิต ได้เป็นผู้อธิบายให้น้อง ซันตาคอส หลานชายฟัง ถึงการตาย การจากไปของ อาม่าของเขา และในวันต่อๆมา น้องคอสก็ยังซักถามเอาเรื่องเอาราวให้ได้ ถึงการตาย ว่าตายแล้วไปอยู่ไหน ใช้ของอย่างไร แล้วตัวอาม่าจะไปอย่างไร ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนก็อธิบายไปตามข้อซักถาม ว่าตายแล้วก็ไปแต่ใจ ที่ ส่วนตัวก็จะเน่าผุพัง ลุกมาเดินมานั่งไม่ได้แล้ว เราอยากให้ อาม่า ได้อะไร ก็ทำบุญ หรือส่งไปทางความคิดถึง พูดคุยได้ แต่อาม่าไม่มีร่างกาย เลยตอบน้องคอสไม่ได้แล้ว

 

 เขาก็เข้าใจตามประสาของเขา เป็นอันสรุปว่า อาม่าไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีอาม่าที่บ้านอีกแล้ว เท่านั้นเอง

 วันที่ 31 มีนาคม 2553 หลังจากนำพี่สาวไปไว้ที่สุสานครบ 5 วัน น้องสาวของผู้เขียน ได้รับโทรศัพท์จากพี่เขย สามีพี่สาวที่เสียชีวิต เขาร้องไห้ยกใหญ่ บอกมองไปทางไหน ก็นึกถึงแต่พี่สาว อยู่ตรงนั้น ตรงนี้ เคยพูดคุยเป็นเพื่อนกันทุกวัน ก็มามีอันไม่ได้เห็นกันอีกแล้ว ท้อแท้ แห้งแล้งในใจ และไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอย่างนี้ ต่อไปได้นานสักเท่าไร

  ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสอง เป็นสามีภรรยา ที่ดีต่อกัน ว่าไงว่าตามกัน ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา 40 กว่าปี มีหรือจะลืมเลือนกันได้

 

 

 ทั้งน้องซันตาคอส และปู่ มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน คือการยอมรับความตาย แต่ไม่ยอมรับการจากกันอย่างชั่วนิรันดร

  อาการนี้ ผู้เขียนขอเรียกว่า อาฟเตอร์ช็อค หลังการตาย จะเกิดขึ้นกับผู้อยู่เบื้องหลังเสมอ มากครั้งบ้าง น้อยครั้งบ้าง แต่ขอบอกว่า อานุภาพของ อาฟเตอร์ช็อคนั้น รุนแรง สะเทือนใจไม่แพ้ของจริง อาจจะสร้างความบอบช้ำมากเสียยิ่งกว่าอีก

  การเตรียมตัวตาย เป็นประโยชน์ของเราโดยตรง และการซ้อมรับการจากไปของคนที่เรารักบ้าง ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในชีวิตจริงค่ะ

  อย่าลืมหันมองคนรอบข้างบ้าง เพราะเขาอาจกำลัง ประสบกับ อาฟเตอร์ช็อคกับเหตุการณ์บางอย่างอยู่ก็ได้ค่ะ