นามสกุล แก้วก่า นามสกุลสำคัญของอำเภอพรรณานิคม
      ชาวผู้ไทเป็นคนไทกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน(หนองกระแสแสนย้าน) ต่อมาได้อพยพลงมาทางใต้ตั้งถิ่นฐานทางชายแดนทางเหนือของลาว ติดกับตอนเหนือของเวียดนาม เรียกว่า เมืองนาน้อยอ้อยหนู หรือ เมืองแถง ต่อมาได้ขยับขยายออกเป็นหลายเมืองเรียกว่า แคว้นสิบสองจุไท ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทย ก่อนที่จะเสียให้ฝรั่งเศสในสมันรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเป็นเมือง แถง หรือนาน้อยอ้อยหนู เป็นจังหวัดหนึ่งของ เวียดนามและเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองเดียนเบียนฟู
                ชาวผู้ไทกลุ่มหนึ่งโดยการนำของ พญาก่า(อัญญาก่า)ได้อพยพครอบครัวชาวผู้     ไทยจำนวนหนึ่งจากเมืองแถงเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่นครเวียงจันทร์ราวพ.ศ.2347-2369 ในรัชสมัยของ พระเจ้าอนุรุธราช พระองค์ได้โปรดให้ชาวผู้ไทกลุ่มนี้ไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันออกของอาณาจักรล้านช้าง คือ เมืองวัง ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวข่าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว และไม่มาสวามิภักดิ์ต่อเวียงจันทร์ เมื่ออยู่ที่เมืองวังไม่นานก็เกิดเรื่องขึ้นกับชาวข่า เกี่ยวกับการเป็นเจ้านคร ชาวข่าก็อยากตั้งตนปกครองผู้ไท ชาวผู้ไทก็อยากตั้งตนปกครองข่า จนในที่สุดตกลงกันได้โดยการเสี่ยงบุญวาสนาโดยการใช้หน้าสนู(หน้าไม้)ยิงไปที่หน้าผา หากใครสามารถทำให้ลูกศรติดกับหน้าผาได้ฝ่ายนั้นจะได้เป็นผู้ปกครอง เมื่อถึงวันนัดต่างฝ่ายต่างแห่หน้าไม้ไปที่    หน้าผา ชาวข่าทำหน้าไม้ยาว 3 วา โก่งขาหน้าไม้ข้างละ 3 คน โดยชาวข่าเป็นผู้ยิงก่อนเพราะอ้างว่าพวกตนมาอยู่ก่อน เมื่อยิงหน้าไม้ออกไปด้วยความแรงลูกหน้าหน้าไม้จึงกระเด็นออกมา ทำการยิงถึง 3 ครั้งก็กระเด็นออกมาทั้ง 3 ครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ผู้ไทเสี่ยงบุญวาสนา ชาวผู้ไทได้ใช้หน้าไม้อันเล็กๆ ทำขาให้อ่อนๆที่ปลายลูกธนูได้ใช้ขี้สูดติดที่ปลายไว้ เวลายิงออกไป ลูกธนูที่มีขี้สูดจึงติดที่หน้าผา ชาวข่าเกิดความอัศจรรย์ในปัญญาของชาวผู้ไทและยอมให้ผู้ไทเป็นฝ่ายปกครอง หน้าผานั้นชื่อผาบุญ (ปัจจุบันอยู่ที่เมืองวิระบุรี(เมืองวังเดิม) มีนักปราชญ์ชาวผู้ไทที่สนใจในประวัติศาสตร์ของตนเดินทางไปศึกษาเพื่อพิสูจน์คำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบ ต่อกันมาและพบว่า ผานี้มีอยู่จริง[1])
                ทางเมืองเวียงจันทร์ได้ทราบถึงกิตติศัพท์เช่นนั้น พระอนุรุธจึงแต่งตั้งท้าวก่าเป็นเจ้า  เมืองวัง และประทานนางสนมคนหนึ่งให้เป็นภริยา ชาวผู้ไทเรียกว่า นางลาว  กับได้ส่งพระสงฆ์ 1 รูปพร้อมพระพุทธรูป 1 องค์ แต่เดิมชาวผู้ไทนับถือผีและได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พญาก่าได้กำเนิดบุตรกับนางลาว 2 คนชื่อ ท้าวก่ำ และ ท้าวแก้ว โดยทำราชการขึ้นกับเมืองเวียงจันทร์ส่งส่วยเป็นพร้ามีดโต้ปีละ 500 เล่มและส่งสีผึ้งหนัก 5 ชั่ง ปีละ 5 ปึกแก่พญาลาดคำรั้วโดยทางไมตรีเพราะเกรงถูกรุกราณ[2] เมื่อสิ้นสมัยพญาก่าแล้ว ท้าวก่ำบุตรชายคนโตได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองสืบต่อบิดา เป็นพญาก่ำ(อัญญาก่ำ) ท้าวแก้ว(อัญญาแก้ว)เป็นอุปฮาดปกครองเมืองวัง พญาก่ำมีนิสัยดุร้าย เปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียม         ประเพณีต่างๆ จนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อน มีการต้มน่อง(ยาพิษชนิดหนึ่งสำหรับชุบปลายลูกธนู)สำหรับป้องกันการรุกรานของศัตรู โดยการใช้หญิงสาวเป็นผู้ทดลองพิษซึ่งพิษทำให้ถึงแก่ความตาย พญาแก้วเกิดความไม่พอใจในพี่ชายจึงหนีออกจากเมืองวัง และชาวเมืองต่างให้ความ          เคารพนับถือพญาแก้วมากกว่าพญาก่ำ วันหนึ่งพญาก่ำได้ใช้อุบายให้พญาแก้วผู้น้องมาพบตนที่   เมืองวัง และจับฆ่าทิ้งเสีย ซึ่งทำให้นางลาวผู้เป็นแม่เกิดความคับแค้นใจเป็นอย่างมาก จึงได้กล่าวคำสาบแช่งไว้ว่า
“คนพวกผู้ไทนี้เป็นอ้ายเป็นน้องโฮ้มท้องเด๋วละแท้เลอผัดมาฆ่ามาฟันเด๋วได้ ต่อไปภายหน้าขออย่าเห้อซุมนี้อายุหมั้นขวัญยืน คันเป็นเจ้าเป็นนายกะอย่าเห้อมันฮุ่งมันเฮิง อย่าเห้อมันได้อยู่เฮินกระดานฝาแป้น เห้อมันมุงไพหญ้าเป็นข้าเขาอยู่หั้น”
ต่อมาเมื่อกองทัพ พระยามหาสงครามยกเข้าตีเมืองวัง ในครั้งสงครามเจ้าอนุวงค์ทำให้เมืองวังแตก พญาก่ำได้หนี ไปหลบซ่อนอยู่ชายแดนญวน ครอบครัวชาวผู้ไทจึงถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่บัดนั้น
 (ขอบคุณข้อมูลจากคุณปริวัตร )

[1] ชับดินทร์ สาลีพันธุ์,สัมภาษณ์ ;ม.ค.2553,นิภาวรรณ บัวสาย ผู้สัมภาษณ์

[2] ประวัติพูไทย พระมหาเขียน ฐิตสีโล ป.9(2489 หน้า 3- 13)