สรุปสาระสำคัญของการวิจัย
1. ชื่อเรื่อง การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2
2. ผู้วิจัย ประเสริฐ แก้วประทีป
3. ปีที่วิจัย มิถุนายน 2549
4. วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2
4.2 เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
5. วิธีการวิจัย
5.1 วิธีการ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ
5.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีเปิดตารางของยามาเนย์ ได้กลุ่มตัวอย่างข้าราชการครูที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้โดยการสุ่มแบบง่าย โดยคิดสัดส่วนตามจำนวนข้าราชการครูในแต่ละโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวนครู 310 คน
5.3 เครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้บริหารโรงเรียน คือ ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์
ตอนที่ 2 แบบสอบถามภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา มีทั้งหมด 78 ข้อ
1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มี 47 ข้อ
2) ภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน มี 23 ข้อ
5.4 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้
5.4.1 ขอหนังสือจากภาควิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2
5.4.2 จัดส่งแบบสอบถามจำนวน 310 ฉบับ ไปยังข้าราชการครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างสถานศึกษาต่าง ๆ และให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม โดยรวบรวมส่ง ผู้วิจัยจะเป็นผู้รับแบบสอบถามคืน กับทางสถานศึกษา ปรากฏว่าได้แบบสอบถามคืน 310 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100
5.4.3 นำแบบสอบถามมาตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของการตอบคำถามได้แบบสอบถามที่ครบสมบูรณ์ 310 ฉบับ
5.5 วิธีวิเคราะห์ผล
5.5.1 นำแบบสอบถามทุกฉบับมาตรวจสอบความสมบูรณ์ แล้วนำแบบสอบถามนั้นมาให้คะแนนตามน้ำหนักคะแนนแต่ละข้อ และบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS for Windows
5.5.2 นำแบบสอบถามจำนวน 310 ฉบับ มาเฉลี่ยเป็นรายโรงเรียน ตามขนาดโรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็ก 40 โรงเรียน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 40 คน (40 ฉบับ) โรงเรียนขนาดกลาง 72 โรงเรียน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 109 คน (109 ฉบับ) โรงเรียนขนาดใหญ่ 28 โรงเรียน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 161 คน (161 ฉบับ)
5.5.3 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนำผลการวิเคราะห์ไปแปลผลตามวัตถุประสงค์ และสมมติฐานของการวิจัย
การแปลคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากแบบสอบถาม ใช้เกณฑ์การแบ่งความถี่ของการแสดงภาวะผู้นำ ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อยู่ในระดับสูงมาก
คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อยู่ในระดับสูง
คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อยู่ในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อยู่ในระดับต่ำ
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ผู้บริหารมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
อยู่ในระดับต่ำมาก
5.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows มีรายละเอียดดังนี้
5.6.1 ข้อมูลสถานภาพของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ประสบการณ์ทางการบริหารสถานศึกษา วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ คำนวณเป็นค่าร้อยละ
5.6.2 ข้อมูลภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
5.6.3 การทดสอบสมมติฐาน “ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ที่มีประสบการณ์ทางการบริหารต่างกัน จะมีภาวะผู้นำแตกต่างกัน” สถิติที่ใช้คือ การทดสอบค่า (t-test)
5.6.4 ทดสอบความแตกต่างของภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดโรงเรียน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และหาค่าเฉลี่ยรายคู่โดยวิธีการของ LSD t-test
6. ผลการวิจัย
6.1 ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 มีภาวะผู้นำรายด้านพบว่าภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับสูง ภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับปานกลาง และภาวะผู้นำแบบตามสบายอยู่ในระดับต่ำ
6.2 ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ที่สังกัดขนาดโรงเรียนต่างกัน มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน และภาวะผู้นำแบบตามสบาย รายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
6.3 ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ที่มีประสบการณ์ต่างกัน โดยรวมและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำแบบตามสบาย แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนด้านภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้บริหารที่มีประสบการณ์มากมีการใช้ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนมากกว่าผู้บริหารที่มีประสบการณ์น้อย