วัฒนธรรมการลงแขกกับสังคมไทย

พื้นฐานแต่เดิมของสังคมไทยในยุคที่การเกษตรและกสิกรรมเฟื่องฟูนั้น หน่วยการผลิตที่สำคัญและมีบทบาทมากก็คือครอบครัวและชุมชน ซึ่งการที่จะบรรลุจุดหมายเพื่อแก้ปัญหาและจัดการสิ่งจำเป็นต่างๆทั้งเพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมด้วยกันหรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกินกำลังของตนเองนั้น ก็จะใช้วิธี ‘การลงแขก’ มาเป็นวิธีระดมทรัพยากรแรงงานและเป็นการรวมกลุ่มสร้างชุมชนและองค์กรจัดการที่ไม่เป็นทางการให้ยืดหยุ่นไปตามความจำเป็นที่เกิดขึ้น เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว การลงแขกขุดสระ การลงแขกเอาแรง การลงแขกสร้างศาลาและสิ่งสาธารณะของชุมชน การลงแขกสร้างเรือนหอ เหล่านี้เป็นต้น 

กล่าวได้ว่า ในบริบทของสังคมไทยนั้น  'การลงแขก' เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือแบบเสริมพลังกัน รวมทั้งเป็นพื้นฐานวิธีรวมกลุ่มเรียนรู้เพื่อสร้างส่วนรวมด้วยกันในรูปแบบต่างๆของชุมชนทุกระดับ และเป็นทุนทางสังคมอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ความมีสุขภาวะเข้มแข็งของความเป็นส่วนรวมได้  

 วัฒนธรรมการลงแขกของชาวหนองบัว

วัฒนธรรมการลงแขกของชาวนาและชุมชนเกษตรกรของชุมชนหนองบัว ก็นับว่าเป็นทุนสร้างพัฒนาการของสังคมท้องถิ่นที่สำคัญหลายประการด้วยกัน เช่น การระดมกำลังคนลงแขกสร้างศาลาวัดขนาดใหญ่ของวัดหนองกลับ นำโดยหลวงพ่อเดิม ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่ออ๋อย และคนเฒ่าคนแก่ของชุมชนหนองบัว การรวมตัวกันบวชนาคหมู่และการลงแขกระดมทรัพยากรต่างๆมาทำให้การบวชมีความสำคัญยิ่งใหญ่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอำเภอหนองบัว  พัฒนาการของชุมชนที่สืบเนื่องกับการลงแขกจึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้เพื่อสืบทอดทั้งเพื่อท้องถิ่นและเพื่อสังคมไทย

                             Farmersolidarity 

                             อธิบายภาพ : การเอาแรงและการลงแขกของชาวนาหนองบัวในแปลงนาข้าวขนาดใหญ่ที่ห้วยน้อยและห้วยปลาเน่า ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำสำหรับการทำนาข้าวหนัก ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของชุมชนอำเภอหนองบัว อ้างอิงภาพ : Farmer Solidarity โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ใน http://gotoknow.org/file/wiratkmsr/view/379553

โดยพื้นฐานดังกล่าวนี้ หากนำประสบการณ์ทางสังคมจากกิจกรรมการลงแขกมาศึกษา ชาวบ้านที่มีประสบการณ์จากการทำมาหากิน ก็จะได้ความลุ่มลึกและความแยบคายของชีวิต เห็นพื้นฐานที่มีอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สามารถใช้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองในเงื่อนไขแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาได้อยู่เสมอ

 ‘การลงแขก’  ในฐานะอุปกรณ์และนวัตกรรมชุมชนเพื่อสร้างความเป็นส่วนรวม

การใช้แรงงานเป็นเครื่องมือเพื่อจัดความสัมพันธ์ของปัจเจกกับความเป็นส่วนรวมที่ใหญ่กว่าความเป็นปัจเจกนั้น ในรูปแบบอื่นก็มีเหมือนกัน เช่น ในชุมชนหนองบัวนั้น มีวัฒนธรรมการเป็นคู่ดองซึ่งทำให้ปัจเจกสามารถไปทำงานและอุทิศตนเพื่อผู้อื่นที่ไม่ใช่กิจการตนเองและญาติพี่น้อง ซึ่งก็อาจจะมีกิจกรรมที่สืบเนื่องตามมาที่เป็นการลงแขกช่วยเหลือกันได้ด้วยเช่นกัน ทว่า จุดศูนย์กลางของการเอาแรงกับแบบนี้อยู่ที่ความเป็นคู่ดอง นอกเหนือรูปแบบนี้แล้วก็มักเรียกกันว่าการลงแขก การเอาแรง หรือในชุมชนบางแห่งเรียกว่าการเอาแขกแรง

ดังนั้น การลงแขก จึงเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสร้างความเป็นส่วนรวม ทำให้ปัจเจกและชุมชนสามารถจัดการความเป็นส่วนรวมมิติต่างๆด้วยกันได้ ทั้งสภาพแวดล้อม การผลิต การสร้างสังคม ตลอดจนเป็นแหล่งประสบการณ์ ให้การเรียนรู้และสร้างสมภูมิปัญญาไปด้วย

 วิธีเอาแรงและการลงแขก

โดยทั่วไปแล้ว การลงแขกและการเอาแรงกันพอจะจำแนกได้ ๒ วิธี คือ การเอาแรงและรวมแรงไว้ก่อนแล้วไปลงแขกคืนน้ำใจกัน กับการลงแขกทำงานให้เบ็ดเสร็จเป็นครั้งคราวและใช้แรงงานลงแขกกันไปเป็นครั้งคราวเช่นเดียวกัน การตระเวนไปเอาแรงคนอื่นเพื่อสะสมน้ำใจไว้ก่อนแล้วระดมไปลงแขกให้กับตนเองนั้น ในกรณีลงแขกเกี่ยวข้าว มักจะใช้สำหรับ ๒ กรณี คือ กรณีการเกี่ยวข้าวหนัก ซึ่งในอดีตนั้น ข้าวจะแก่และเกี่ยวได้สองรุ่น คือ ข้าวเบาสำหรับนาดอนซึ่งจะแก่และเกี่ยวได้ก่อนระลอกแรกประมาณเดือน ๙ เดือน ๑๐ กับข้าวหนักสำหรับนาลุ่มซึ่งข้าวจะใช้เวลาเติบโตและแก่พร้อมเกี่ยวช้ากว่า เป็นเดือน ๑๐ เดือน ๑๑ หรือหลังสารทไทย ชาวนาบ้านที่มีข้าวนาลุ่มก็มักจะไปเอาแรงเจ้าที่เกี่ยวข้าวเบาในนาดอนก่อน เมื่อถึงรุ่นที่ข้าวหนักในนาลุ่มของตนแก่พร้อมเกี่ยว ผู้คนที่ตนเองไปเกี่ยวข้าวเอาแรงไว้ก็จะพากันไปลงแขกให้แรงงานน้ำใจคืน

อีกวิธีหนึ่งคือ ชาวนาที่มีนาหลายไร่และอาจจะเกี่ยวข้าวในรุ่นเดียวกันให้เสร็จในเวลาเดียวกันด้วยแรงงานในครอบครัวตนเองอย่างเดียวไม่ทัน ก็จะต้องคำนวณว่าตนเองจะเกี่ยวในช่วงเวลาใด จากนั้น ก็จะพาคนในครอบครัวออกไปเอาแรงคนอื่นก่อน หรือหากจะต้องเกี่ยวก่อน ก็จะต้องเดินไปบอกกล่าวว่าขอแรงก่อนแล้วจะไปเกี่ยวข้าวคืนแรงให้ทีหลัง

การลงแขกจึงมีความเป็นชุมชนอยู่ในตนเอง หากเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่สามารถเดินไปเชื่อมโยงกับผู้อื่นในชุมชนได้ก็จะไม่สามารถทำงานด้วยวิธีระดมการลงแขกกับผู้อื่นได้ และภายในการลงแขก ก็จะมีหลายสิ่งก่อเกิดขึ้นมาด้วย

 การจัดการทรัพยากรและความมั่นคงทางปัจจัยการดำรงชีวิตในการลงแขก

ในประเพณีวัฒนธรรมการลงแขก ดังเช่นการลงแขกเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะนำเอาเครื่องมือและเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนสิ่งใช้สอยสำหรับทำงานที่กระจายอยู่ในแต่ละครอบครัวในชุมชนมารวมกัน ที่สำคัญก็คือแรงงานและเครื่องมือสำหรับการเกี่ยวข้าว คือเคียว และของใช้ส่วนบุคคลต่างๆ เช่น งอบกันแดดและเครื่องแต่งกายที่กันแดดกันการบาดทิ่มแทงของหญ้าและซังข้าว

นอกจากนี้ ในการลงแขก นอกจากเจ้าภาพจะเป็นผู้เตรียมอาหารการกินเพื่อดูแลชาวบ้านที่มาลงแขกเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวบ้านแต่ละคนก็จะนำเอาข้าวปลาอาหารของตนเองมาสมทบเหมือนกับการทำบุญโดยทั่วไป ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีอาหารการกินเพียงพอสำหรับแบ่งปันกันอย่างทั่วถึง ครอบครัวที่ยากจนก็มีกิน 

ด้วยความที่การลงแขกก่อให้เกิดสิ่งที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนี้ ชาวบ้านจึงไม่จำเป็นต้องมีอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องมีในองค์กรและการจัดการที่เป็นทางการ เช่น เครื่องจักร ทรัพยากร และงบประมาณการลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงนับได้ว่าการลงแขกเป็นการจัดการทรัพยากรและสร้างความมั่นคงต่อปัจจัยการดำรงชีวิตที่มีประสิทธิภาพมาก

 มิติการสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการลงแขก

ลักษณะการแลกเปลี่ยน สื่อสาร และการเรียนรู้ ที่บูรณาการอยู่ในกิจกรรมการลงแขกและการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นส่วนรวมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงแขกเกี่ยวข้าว สร้างศาลาวัด บวชนาคหมู่ ขุดสระ และสร้างสาธารณสมบัติ จะเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมแบบสองทาง (Interactive and Two ways Communication) เน้นการพูดคุยและภาษาการแสดงออกทางการปฏิบัติ  มีความเป็นบูรณาการไปกับการแก้ปัญหา มีความหมายต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นส่วนรวมของสังคม

โครงสร้างการจัดความสัมพันธ์และการปฏิสัมพันธ์กันมีความยืดหยุ่น ไม่เป็นทางการ เป็นกระบวนการต่อเนื่องผสมผสาน ทั้งเป็นผู้ให้ ผู้รับ และเป็นสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อยๆอย่างเป็นธรรมชาติ การพูดคุย สื่อสาร ส่งต่อและสืบทอดประสบการณ์ ตลอดจนสิ่งที่มีความหมายต่างๆที่มีนัยยะต่อการเรียนรู้และให้ข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน มีบทบาทมากกว่าการเป็นกิจกรรมเพื่อจุดมุ่งหมายทางการสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แต่โดยลำพัง ทว่า เป็นการปฏิบัติทางสังคม (Social action)ที่มีบทบาทต่อการรู้กาลเทศะและการจัดวางตนเองกับผู้อื่นให้เหมาะสมไปด้วย

โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวนี้ ทำให้ปัจเจกและความเป็นชุมชนในอีกมิติหนึ่ง มีฐานะเป็นหน่วยประสบการณ์และหน่วยสะสมความรู้ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารต่างๆในความเป็นชีวิตของสังคมและของความเป็นส่วนรวมของชุมชน เมื่อรวมกลุ่มและลงแขกทำงานส่วนรวม จึงทำให้บทเรียนและข้อมูลข่าวสารจากคนหลากหลายไหลเวียนแพร่สะพัดไปทั่วทั้งกลุ่มก้อนและชุมชน ความเป็นกลุ่มประชาคมและความเป็นชุมชนจึงเป็นกระบวนการสื่อสารเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ การได้มีส่วนร่วมกิจกรรมดังกล่าวของปัจเจกจึงนำมาซึ่งการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนสื่อสาร ตลอดจนสะสมความรู้และสืบทอดมรดกทางปัญญาต่างๆของสังคมได้จากรุ่นต่อรุ่น

หากนักวิจัยชุมชนและคนภายนอกได้ทำงานและร่วมทำกิจกรรมลงแขกกับชุมชน ไม่นานนักก็จะได้ความเข้าใจ ได้ความรู้ และได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง เพราะในอีกมิติหนึ่ง การลงแขกมีความเป็นกลุ่มก้อนและเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นหน่วยสะสมความรู้ไว้กับการปฏิบัตินั่นเอง

 ประชากรศึกษาและความเป็นพลเมือง ในการลงแขก

ในวัฒนธรรมการลงแขก ไม่ว่าจะเป็นการลงแขกเกี่ยวข้าวและการระดมแรงงานกันเพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมต่างๆ มักจะนับแรงงานกันด้วยระบบน้ำใจและอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ถึงกับถือเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเป็นคนอายุเท่าใดขึ้นไปจึงจะนับแรงงานกัน  โดยมากแล้วก็จะพิจารณา ‘ความเป็นงาน’ เช่น เด็กชายบางคนแม้ยังไม่ถึงอายุครบบวช แต่ความที่เป็นงาน ทำการงานเก่ง มีความจริงจังและมีวุฒิภาวะสูง ก็จะนับว่าเป็นแรงงานน้ำใจกัน ๑ แรง

ขณะเดียวกัน หากเป็นชายหญิงในวัยเท่ากันกับกรณีแรก ทว่า ยังทำงานไม่เก่ง โดยมากแล้วก็จะจัดให้เป็นคนที่กำลังฝึกหัดและเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ชีวิตไปกับกลุ่มผู้ใหญ่ อาจไม่นับเป็นจำนวนเอาแรง ดังนั้น ปัจเจกและความเป็นพลเมืองในบริบทของการลงแขกจึงมีฐานะเป็น ๑ หน่วยแรงงาน  เมื่อจะใช้คืนก็ต้องเอาแรงงานน้ำใจไปลงแขกคืนอย่างน้อยก็เท่ากับหน่วยแรงงานที่ตนเองได้รับ

นอกจากใช้จำนวนหน่วยของแรงงานแล้ว วิธีเอาแรงและลงแขกก็อาจใช้หลักเกณฑ์อีก ๒ อย่างมาเป็นแนวคิดในการเอาแรงและลงแขกเกี่ยวข้าวช่วยกัน คือ ขนาดของงาน และจำนวนวันหรือระยะเวลา

ขนาดของงานก็เช่น เอาแรงกันไว้ ๑๐ งานหรือ ๑๐ ไร่ เมื่อคืนแรงงานน้ำใจ ก็จะไปลงแขกคืนโดยอาจจะระดมคนไปช่วยกันเกี่ยวมากน้อยไปตามความสะดวก โดยถือเอาการลงแขกตามเอาแรงกันไว้ ๑๐ งาน ๑๐ ไร่เป็นหลัก

จำนวนวันหรือระยะเวลาก็จะมีหลายวิธี เช่น เอาแรงกันไว้ ๑ วัน เอาแรงกันไว้  ๑ วันพระ หรือบางครั้งอาจจะไม่ได้นับจำนวนวันตายตัว ทว่า นับกันเป็นกรอบเวลากว้างๆ คือ ๑ ฤดูเก็บเกี่ยวของปีหนึ่งๆเลย เมื่อให้แรงคืนก็จะไปอย่างน้อยก็เป็นระยะเวลาเท่ากับได้เอาแรงกันไว้ อย่างนี้เป็นต้น

วัฒนธรรมการลงแขกในแง่นี้ จึงมีมิติที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางประชากรศึกษาไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ภาวะกดดันทางประชากร จำนวนแรงงาน การวิเคราะห์ปัจจัยทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนและการจัดการด้วยวิธีการชุมชนให้เกิดความสมดุลกับปัญหา การเรียนรู้เพื่อได้ความเป็นหญิงชาย ความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นพลเมืองที่มีสำนึกและความรับผิดชอบต่อความเป็นส่วนรวมร่วมกับผู้อื่น

 ความเป็นชุมชนในการลงแขก

การลงแขก เป็นชุมชนและการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของชาวบ้านที่ยึดโยงกันด้วยการใช้แรงงานและกิจกรรมการผลิต ลักษณะของกลุ่มก้อนจึงมีการคัดสรรให้เป็นกลุ่มประชากรในวัยแรงงานและมีความสามารถในการทำงานได้ การปฏิบัติที่แสดงออกเมื่อเอาแรงและลงแขกกันในชุมชน จะมีส่วนต่อการให้บทบาท ความเป็นบุคคล ตลอดจนความเป็นตัวตนของปัจเจกในขอบเขตต่างๆ รวมไปจนถึงการได้ความเป็นสมาชิกชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ปัจเจกและสมาชิกของชุมชนรู้กาลเทศะในการวางตน สามารถสร้างความสมดุลในตนเองและปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม การใช้แรงงานและการแสดงน้ำใจจึงมีบทบาทต่อการจัดความสัมพันธ์กันของชุมชนในบริบทการลงแขก

นอกจากนี้ การลงแขกจะมีพลังกำกับและควบคุมทางสังคมอยู่ในตัวเอง เช่น การเป็นคนเกียจคร้านในท่ามกลางบรรยากาศการลงแขก ความไม่ซื่อตรง หรือการไม่คืนแรงงานน้ำใจให้กับผู้อื่น ก็จะถูกจดจำและไม่ได้รับการยอมรับในโอกาสอื่นๆทางสังคมจากสมาชิกของชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีวิธีอยู่ร่วมกันได้อย่างดีในชุมชน

 การบริหารจัดการเป็นกลุ่มในการลงแขก

รูปแบบความเป็นองค์กรและการบริหารจัดการปัจจัยต่างๆในวัฒธรรมการลงแขก มีลักษณะเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างแบบผสมผสานทั้งแนวดิ่ง แนวราบ และแนวพลวัตรซึ่งเลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลงไปตามชุดของเหตุปัจจัยที่เข้ามาสู่สถานการณ์หนึ่งๆ

แนวโน้มการตัดสินใจและทิศทางการสนองตอบต่อจุดหมายต่างๆของกลุ่มก้อน มีความเป็นพหุลักษณ์ โดยมากนั้น การจัดองค์กรที่เป็นทางการโดยทั่วไปมักเน้นวัตถุประสงค์เชิงเดี่ยว แต่การรวมกลุ่มลงแขกจะมีความเป็นองค์กรจัดการที่มีหลายจุดหมายและหลายวัตถุประสงค์ (Plural and Complicate Objectives Organization)  ผสมผสานและเคลื่อนไหวไปในเวลาเดียวกันและภายใต้ปัจจัยแวดล้อมเดียวกัน กิจกรรมและกระบวนการหลายอย่างจะเกิดขึ้นไปพร้อมกัน

ภาวะผู้นำในกลุ่มก้อนของการลงแขกจึงเป็นภาวะผู้นำแบบรวมกลุ่ม (Collective Leadership) สมาชิกทุกคนมีบทบาทความเป็นผู้นำและผู้ตามผสมผสานกันไปหลายสถานการณ์ และต่างบริหารจัดการเป็นกลุ่มด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ (Participatory Management)

 ศิลปะ สุนทรียภาพ และความบันดาลใจสร้างสรรค์ที่ผสมผสานอยู่ในการลงแขก

การเข้าถึงสุนทรียภาพและความรื่นรมย์ของชีวิตในวัฒนธรรมการลงแขกนั้น มีความเชื่อมโยงกับสถานะของปัจเจก ๒ สถานะที่สำคัญ คือ
(๑) การเข้าถึงด้วยทางตรงและประสบการณ์ตรง
(๒) การจัดความสัมพันธ์กับแหล่งประสบการณ์ที่มีความหมายเชิงสุนทรียภาพอย่างบูรณาการทั้งในฐานะผู้สร้าง ผู้สังเกตและหาความซาบซึ้งชื่นชม และในฐานะเป็นอุปกรณ์และองค์ประกอบของตัวชิ้นงาน (Art elements)

การลงแขกจึงทำให้เกิดมวลประสบการณ์และพลังความซาบซึ้งที่เข้มข้น มีพลังต่อความบันดาลใจและนำมาสู่ความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อสะท้อนความละเอียอดอ่อนภายในจิตใจและแสดงความรื่นรมย์ในชีวิต เช่น ก่อให้เกิดการสะท้อนประสบการณ์เชิงสัมผัสถ่ายเทไปสู่การร้องเพลงเกี่ยวข้าว การตกผลึกประสบการณ์ออกมาเป็นหลักธรรมชีวิต  บทกวี เพลงแหล่ การเล่นปฏิภาณและได้ความสนุกสนานรื่นรมย์ใจไปกับการตอบโต้กัน รวมทั้งเกิดการคิดค้นดนตรีและสิ่งแสดงทางศิลปะต่างๆออกมา เช่น ปี่ซังข้าว การผิวใบข้าว การทำหุ่นไล่กาจากฟางข้าว ตลอดจนการได้ปรัชญาชีวิตเพื่อความเข้าใจโลกและชีวิตที่ลุ่มลึกแยบคาย เหล่านี้เป็นต้น

  บทสรุปและการเรียนรู้ทางสังคมจากการลงแขก

กล่าวได้ว่า การลงแขกเป็นกระบวนการเรียนรู้และจัดการความเป็นชุมชนที่มีความเป็นบูรณาการและผสมผสานหลายอย่างอยู่ในตนเอง เป็นอุปกรณ์และนวัตกรรมสร้างความเป็นส่วนรวมของชุมชน  มีขั้นตอนและวิธีจัดการอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล สะท้อนภูมิปัญญาและความลึกซึ้งแยบคายในชีวิต เป็นหน่วยสะสมความรู้และหน่วยการแลกเปลี่ยนสื่อสารที่มีความเป็นชีวิตซึ่งการปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกิจกรรมการลงแขกของสมาชิกจะเป็นที่มาของการเรียนรู้และการทำให้ความรู้เกิดการไหลเวียนสะพัดไปในชุมชน

ความเป็นชุมชนของการลงแขกเป็นการจัดความสัมพันธ์กันด้วยแรงงานและการแสดงออกด้วยการปฏิบัติที่สะท้อนคุณธรรมและความมีน้ำใจ ในความเป็นองค์กรและบริหารจัดการต่อปัจจัยที่ซับซ้อน การลงแขกเป็นองค์กรแบบพหุวัตถุประสงค์ นำการเคลื่อนไหวและตัดสินในด้วยภาวะผู้นำเป็นกลุ่ม เชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์กันภายในกลุ่มก้อนด้วยโครงสร้างแบบผสมผสาน สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ

ในแง่การพัฒนาด้านในและมิติสุนทรียภาพ ตลอดจนการได้ความเบิกบานแจ่มใสและรื่นรมย์ในชีวิต เป็นประสบการณ์ที่เข้มข้นมากกว่าการได้เป็นผู้ชมสิ่งสร้างสรรค์จากผู้อื่นอย่างเดียว โดยเข้าถึงผ่านประสบการณ์ทางการปฏิบัติ มีความเป็นเจ้าของและได้ความซาบซึ้ง รื่นรมย์และอิ่มปีติออกจากภายในหลายฐานะ ทั้งผู้สร้าง ผู้สังเกต ผู้ชม ตลอดจนความเป็นผู้อื่นในฐานะสภาพแวดล้อมและแหล่งบันดาลใจให้แกผู้อื่นที่ร่วมกิจกรรมการลงแขกด้วยกัน.