วันที่ ๑๐ มี.ค. ๕๓ ดร. กิตติพงศ์ และคณะจาก สวทน. นัดมาคุยเรื่องการทำแผน วทน. ระยะยาวด้านสังคม ผมสวมวิญญาณนักฟุ้งซ่าน เสนอคุณค่าของ สวทน. ว่าเป็นหน่วยงานที่จะประสานสังคมไทยเพื่อการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม ให้ธรรมะชนะอธรรม
ธรรมะ หมายถึงสภาพสังคมที่ยืนอยู่บนเหตุผล ความรู้ หรือวิทยาการ (science = knowledge) อธรรม หมายถึงสังคมที่อยู่บนฐานของพวกพ้อ ง และของขลัง ไม่ให้คุณค่าของความรู้ สังคมอธรรมในที่นี้หมายถึงสังคมที่ไม่ใช้วิทยาศาสตร์ ไม่ใช้วิทยาการ ต้องการทำให้ผู้คนอ่อนแอทางปัญญาเพื่อให้มอมเมาด้วยนโยบายประชานิยมง่าย
เมื่ออายุมากขึ้นผมก็มองว่า สังคมต่างๆ อยู่ในสภาพของ “มหาภารตะยุทธ” อยู่ตลอดเวลา คือมีการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมอยู่ตลอดเวลา โดยที่เราสามารถนิยามธรรมะ-อธรรมได้หลากหลายประเด็น หลากหลายมิติ
แม้แต่ภายในตัวเราเอง ก็มี “มหาภารตะยุทธ” อยู่ คือมีการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมภายในตัวเราเอง
ผมชวนคณะที่มาคุย ว่า สวทน. น่าจะชวนภาคีเครือข่ายคิด positioning ของประเทศ ในด้านการผลิตในท่ามกลาง “โลกแบน” ว่าเราจะเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน เป็นเครื่องมือการผลิตของ MNCs แค่ไหน ผมมีความเห็นว่า เราต้องเพิ่มสัดส่วนของการผลิตแบบที่เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เป็นเครื่องมือของ MNCs น้อยลง หรืออาจกล่าวว่า ร่วมมือแบบเท่าเทียมกันของ MNCs มากขึ้น
คือ สวทน. ต้องมองบทบาทชักชวนภาคีต่างๆ ช่วยกันวางตำแหน่งที่เหมาะสมของประเทศไทยในท่ามกลางสังคมโลก แล้วดำเนินการทำนโยบายและแผน วทน. ของประเทศเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ตำแหน่งนั้น
ผมมีความเห็นว่า เวลานี้เรายังวาง positioning ของประเทศไม่ชัด ปล่อยให้ผลประโยชน์ของคนต่างพวกต่างกลุ่มพัดพาประเทศไปแบบลมเพลมพัด ปล่อยให้ความเห็นแก่ตัวระยะสั้นกลบวิธีคิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาว เวลานี้เรามุ่งใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ผิด ทำให้ positioning ของประเทศผิดพลาด
วิจารณ์ พานิช
๑๖ มี.ค. ๕๓