ดร. รัตนา มากี ได้ส่ง อี-เมล์ มาถึงผมเรื่องยินดีร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่ต้องการประยุกต์ TQF แบบได้ผลดี ไม่เปลืองแรงที่ไม่จำเป็น ดังต่อไปนี้
ชื่อ: รัตนา มากี
อีเมล: RatanaMageeTQF(at)gmail.com
หัวเรื่อง: TQF Benefits and Implementation
ข้อความ:
เรียน ศ.วิจารณ์,
My thoughts on TQF: an essential reform
หลังจากได้ศึกษาเอกสาร TQF แล้ว ดิฉันมีความเข้าใจในหลักการของ TQF รวมทั้งประโยชน์หลักที่จะส่งผลต่อการพัฒนาบัณฑิตที่คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์เป็น วางแผนเป็น ฯลฯ และดิฉันสนับสนุนหลักการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการเรียน (การสอน) ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้ายังสอนกันแบบเดิม (บรรยาย) เราก็จะได้บัณฑิตแบบเดิม [Same strategies, same results] คือได้ passive learners ถ้าคณาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเปลี่ยนแนวการสอนได้ ดิฉันเชื่อว่า TQF จะเป็นมาตรการในการพัฒนาบัณฑิต ซึ่งในที่สุดจะเป็นการ พัฒนาคน เพื่อพัฒนาชาติ ที่แท้จริง ขณะนี้ดิฉันช่วยคณะวิทย์ฯ จุฬาฯ ทำ TQF เน้นเรื่องการกำหนด measurable learning outcomes + learning activities (more learning from learners, less teaching and more facilitating from teachers) + relevant and meaningful assessments) มุ่งหวังที่การปรับการเรียน การสอน เพื่อให้ได้บัณฑิตแบบใหม่ (active learners) รวมทั้งช่วยจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อลดภาระ paper work ให้กับคณาจารย์ด้วย
My observations and analysis: Thai kids need more hands-on learning (process)
ดิฉันทำงานสอนหนังสือที่อเมริกาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ได้สัมผัสการเรียนการสอนแบบ learner-centered โดยตรง จึงมีความเข้าใจในหลักการและประสบการณ์ตรงในการนำไปสู่ขั้นปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่อยากเรียนให้อาจารย์ทราบคือ ตอนที่เป็นนักเรียน ในช่วงที่เรียนหนังสือที่อเมริกาเคยวิเคราะห์สถานการณ์ว่าคนไทยเราไม่ได้เก่งน้อยไปกว่าฝรั่งเลย เพียงแต่ระบบบ้านเราไม่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์เท่าบ้านเขา ตอนเป็นครูสอนหนังสือที่โน่น ยังคงวิเคราะห์สถานการณ์เหมือนเดิม และ ยังเห็นเหมือนเดิมว่า เด็กอเมริกันไม่แม่นทฤษฎีเท่าเด็กไทย (เด็กเอเซีย) แต่เด็กเขาประยุกต์ และ แก้ปัญหาเก่งมากๆ เพราะเขาได้ฝึกตั้งแต่เด็กๆ ทั้งในห้องเรียน และ ที่บ้าน เขาจะไม่ "กลัว" การแก้ปัญหา เพราะเขาเชื่อว่าเขาสร้าง "วิธีการ" แก้ได้ และมี "วิธีการ" ค้นหาข้อมูลได้ ความคิดและความเชื่อที่อยู่ในสมองดิฉันเสมอคือ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มมีกิจกรรมให้เด็กของเราได้คิด สร้าง เสนอ "วิธีการ" บวกกับทฤษฎีที่แม่นยำแล้ว ผลลัพท์ที่ออกมาย่อมเป็นทรัพยากรชาติที่เคียงบ่า เคียงไหล่ต่างชาติได้อย่างแท้จริง ถ้าเราเน้นที่ process ให้มากขึ้น
Why the TQF protest?
ขณะนี้ดิฉันได้มีโอกาสย้ายมาอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จึงมีโอกาสแวะกลับมาที่ทำงานเดิม (คณะวิทย์ จุฬาฯ) หลังจากได้คุยและอธิบายกลไกสำคัญของ TQF ต่อกลุ่มผู้บริหารแล้ว ดิฉันได้รับมอบหมายให้ช่วยงาน TQF อย่างที่เรียนไว้ข้างต้น สาเหตุหนึ่งที่หลายๆ ที่ออกมาประท้วง หรือ ไม่เห็นด้วยกับ TQF ดิฉันเชื่อว่าถ้าเขาเข้าใจใน "เนื้อหา" จริงๆ ของ TQF แล้ว เขาย่อมจะต้องเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวการเรียน การสอน เพื่อให้นักศึกษาเป็น ผู้เรียน ผู้คิด ผู้ประยุกต์ ผู้ทำ ผู้วางแผน ผู้นำเสนอ ฯลฯ การที่ "อาจารย์บรรยาย"แล้วมุ่งหวังให้ "ผู้เรียนคิดเป็น" ย่อมเป็นไปได้ยาก อาจได้ผู้เรียน 10% ที่บรรลุเป้า แต่ถ้าเราช่วยอีก 90% ให้เก่งขึ้นได้ ประเทศไทยจะได้กำลังคนมากขึ้น (we cannot afford to lose the other 90%) ดิฉันเชื่อว่าหาก สกอ. นำเสนอ TQF ในรูปแบบใหม่ที่คณาจารย์รับข้อมูลแล้ว ทราบว่า
1. เรื่องหลัก : เขาต้องทำอะไรบ้างที่จะส่งผลโดยตรงให้ถึงเป้าหมาย เขาต้องเขียน learning outcome ให้กับวิชาของเขาใน มคอ. 3 (ไม่ใช่แต่เฉพาะระดับหลักสูตรใน มคอ. 2) เขาถึงจะสร้างกิจกรรการเรียนให้สอดคล้องได้
2. งานเอกสารเป็นเรื่องรอง และ เราสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารตรงนี้ได้ (ผู้บริหารฯ ควรต้องจัดสร้างระบบรองรับตรงนี้ อย่างเช่นที่ดิฉันทำอยู่กับคณะวิทย์ จุฬาฯ) เน้น Green Practice ลดปริมาณกระดาษ
ถ้ามีภาพขอบข่ายงานที่เด่นชัด คณาจารย์มหาวิทยาลัยจะให้ความร่วมมือที่ดีขึ้นเพราะ "TQF ส่งผลดีต่อนักศึกษา" ตอนนี้ความสับสน overshadow TQF อยู่
ถึงแม้ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของ มคอ. ต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อน และ จุกจิก (จากการทำระบบฐานข้อมูลสำหรับอาจารย์กรอกเพื่อ generate มคอ. 2 3 5 และ 7) แต่จากประสบการณ์การสอนที่อเมริกาดิฉัน สนับสนุน และ เห็นความจำเป็นของการเรียนการสอนแบบใหม่ ถ้ามีส่วนไหนที่ตัดออกได้ อยากขอความกรุณา สกอ. revise ฟอร์มต่างๆ เหล่านี้ เพราะส่วนที่เกินมานี้ ถึงแม้ตัดออกแล้วก็ไม่ได้ไปกระทบ ผลหลักที่จะสร้างบัณฑิตแบบใหม่แต่อย่างใด
TQF Implementation: HED to Universities (Curricula)
TQF เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ แต่ packaging อาจดูไม่สวยงาม ทำให้ผู้ซื้อมองข้าม ถ้าปรับปรุง packaging โดยนำเสนอตัวสินค้านี้ในมุมใหม่ น่าจะทำให้ได้รับความร่วมมือที่ดีขึ้นจากคณาจารย์ โดยเน้นที่
1. "การพัฒนาผู้เรียน" เป็นหลัก (ไม่มีครูคนไหนที่ไม่อยากเห็นลูกศิษย์พัฒนา) และ
2. มีการปรับและประยุกต์วิธีการให้เหมาะกับสังคมไทย (ดิฉันเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีเพราะคุ้นเคยกับทั้งความคิดแบบไทย และ แบบฝรั่ง) รวมทั้ง
3. ต้องมีการ train อาจารย์ให้รู้จัก และ เข้าใจ learner-centered learning (Professional Development) หน่วยงาน POD สามารถเข้ามาช่วย TQF ตรงนี้ได้
Projection on Curriculum Implementation: in a classroom
เนื่องจากดิฉันมีประสบการณ์ตรงกับการใช้การเรียนการสอนแบบที่ TQF ต้องการ (learner-centered แต่ไม่มีรายละเอียดให้คณาจารย์ได้เรียนรู้) เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วจึงเข้าใจว่าต้องทำอะไร และ อย่างไร แต่คณาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยไทยไม่มีประสบการณ์การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เมื่อเอาไปรวมกับขั้นตอนต่างๆ มคอ. อีก 2 3 อัน + การทำแผนการสอน + การประเมินหลักสูตร เป็นแบบเริ่มครั้งแรกก็ได้มา 5-6 ประเด็นที่ "ไม่มีข้อมูล" "ไม่มีความเข้าใจ" ย่อมทำให้คณาจารย์เกิดความวิตกกังวล ถ้ามองในช่วงต่อไป เวลาที่อาจารย์เหล่านี้ต้องไปสอนเด็กให้คิดเป็น ทำเป็น ฯลฯ ถ้าอาจารย์ไม่เข้าใจหลักการสร้างกิจกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แล้วมอบหมายงานให้นักศึกษาทำโดยที่ไม่มีการ train ผู้เรียนก่อนว่าต้องมองอย่างไร วิเคราะห์อย่างไร ฯลฯ ผู้เรียนย่อมเกิดอาการเดียวกันกับอาจารย์ที่กำลังทำ TQF อยู่ตอนนี้ คือ สับสน และ หลงทาง หากวางแผนให้ดีแล้วเราสามารถป้องกันได้
Conclusion:
ดิฉันยินดีที่จะนำประสบการณ์ตรงจากการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (learner-centered) การเขียนผลการเรียนรู้ที่วัดได้ (measurable learning outcomes) การสร้างกิจกรรมการเรียน (learning activities) การประเมินที่สอดคล้อง (aligned assessments) และ การนำผลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อนำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน (assessment data collection and processing) มาร่วมทำงานกับ สกอ. หรือ สถาบันอื่นๆ เพื่อผลักดันการเรียน การสอนแนวใหม่ให้กับการศึกษาไทย เน้นการนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย มัธยมฯ หรือ ประถมฯ ดิฉันอยากช่วยสร้างตัวอย่างระบบการศึกษาที่สามารถนำนโยบายลงสู่ระดับปฏิบัติและมีระบบการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำผลการทำงานมาปรับปรุงแผนงานในขั้นต่อไป
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่อ่านมาจนจบ หากอาจารย์มีคำถามกรุณาส่งให้ดิฉันทราบด้วยค่ะ
หน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อดิฉันได้ที่
RatanaMageeTQF(at)gmail.com
ขอแสดงความนับถือ
รัตนา มากี
Ratana Magee, Ph. D.
(Thailand Cell Phone: 085 332 9297, Malaysian Cell Phone: +60 17 567 7795)
ผมเอา อี-เมล์ ทั้งฉบับมาลงไว้ เพราะเห็นว่า ดร. รัตนา ยินดีรับการติดต่อจากสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง และขอแสดงความขอบคุณ ดร. รัตนา มากี ที่สนใจ TQF และคุณภาพการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยไทย ประสบการณ์ของท่านที่สหรัฐอเมริกา และที่มาเลเซีย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการอุดมศึกษาไทยอย่างแน่นอน
วิจารณ์ พานิช
๒๙ มี.ค. ๕๓
เรียน ท่านประธาน กกอ.
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ท่านกรุณาส่ง mail ของท่านอาจารย์รัตนา มากี มาให้ทราบ หนูได้ส่ง e-mail ไปให้คณาจารย์นำร่องของโครงการ คณะอนุกรรมการ TQF และผู้บริหาร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในสำนักมาตรฐานฯ ทราบแล้ว และได้ตอบขอบคุณท่านอาจารย์รัตนา ซึ่งท่านตอบกลับมาแล้วตามข้อความข้างล่างนี้ค่ะ
ข้อคิดเห็นของอาจารย์รัตนา เป็นประโยชน์ที่ช่วยยืนยันแนวปฏิบัติของ TQF ที่จะส่งต่อถ่ายทอด Learning Outcomes ที่มุ่งหวังไปถึงตัวผู้เรียน เพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพแนวใหม่ โดย สกอ. พัฒนาผ่านทางแบบ มคอ.ต่างๆ ซึ่งสถาบันแต่ละแห่งมีอิสระในการพัฒนาให้ตรงกับเอกลักษณ์ของตนเอง มีอิสระในการคิดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะสะท้อน Learning Outcomes หากไม่มี guideline ของ มคอ. ต่างๆ TQF ก็จะเป็นเหมือนนโยบายที่ลอยอยู่ทั่วๆไป ไม่ใช่เครื่องมือในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ขณะนี้ ได้นัดหมายประชุมคณาจารย์นำร่องของโครงการ เพื่อที่จะนำข้อขัดข้องต่างๆ ที่ประมวลไว้ เพื่อพิจารณาจัดทำแนวคำตอบให้ชัดเจน และสื่อสาร ทำความเข้าใจให้รับทราบทั่วกันต่อไปแล้วค่ะ นอกจากนี้ ที่ประชุมสภาคณบดีคณะมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้มีมติขอจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิสาขา 2 สาขา ได้แก่
1. มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาไทย
2. มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาภาษาต่างประเทศ (ซึ่งจะมีภาษาต่างๆ เป็นสาขาย่อยๆ อยู่ภายใต้ร่มใหญ่นั้น เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เยอรมัน เวียตนาม)
สำหรับสาขาทางสังคมศาสตร์ ที่ประชุมมอบหมายให้คณบดีซึ่งเป็นกรรมการประสานกับที่ประชุมสายสังคมศาสตร์เพื่อพิจารณาสาขาที่คิดว่าจะดำเนินการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิฯ ต่อไปค่ะ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบพระคุณที่ท่านกรุณาชี้แนะ และส่งข่าวสารเพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นค่ะ
นิภาพรรณ แก่นคง
เรียน ดร.รัตนา มากี
ด้วยท่านประธาน กกอ. (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) ส่ง mail ของท่านอาจารย์รัตนามาให้ และดิฉันได้อ่านด้วยความขอบคุณที่ท่านอาจารย์กรุณาสละเวลาเขียนประสบการณ์ ความคิดเห็นของท่านให้เราทราบ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก และเป็นกำลังใจให้คนทำงานของ สกอ. อย่างดิฉันและทีมงาน ที่จะต้องพยายามสื่อสาร สร้างความเข้าใจต่อสถาบันอุดมศึกษาให้มากยิ่งขึ้น
ในการนี้ได้ส่ง mail ของอาจารย์ไปให้คณาจารย์นำร่องของพวกเราได้อ่านแล้วนะคะตามที่ท่านประธาน กกอ.มีบัญชา เพื่อจะได้สร้างกำลังใจให้คณาจารย์เหล่านั้นซึ่งเสียสละเวลามาช่วยงานของ สกอ. และพวกเราคงจะขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งดิฉันจะประสานงานในรายละเอียดต่อไปนะคะ
ขออนุญาตเรียนท่านอาจารย์ในเบื้องต้นก่อนนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ
นิภาพรรณ แก่นคง
ผู้ประสานงานโครงการ TQF สกอ.
ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนามาตรฐานอุดมศึกษา
สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สกอ.
โทร. 02 610 5456
มือถือ 085 488 7044
เรียน คุณนิภาพรรณ
ขอบคุณมากค่ะสำหรับอีเมล์ของคุณนิภาพรรณ และ ฝากเรียนขอบคุณท่านประธาน กกอ. ให้ด้วยนะคะที่ได้กรุณาอ่านรายละเอียดอีเมล์ที่ดิฉันส่งมาให้ท่าน พร้อมทั้งใด้ส่งต่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบด้วยค่ะ
อย่างที่ดิฉันได้เรียนในรายละเอียดที่ส่งให้ ศ.นพ.วิจารณ์ การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตคือจุดเด่นของ TQF แต่กลับเป็นจุดที่คณาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากมองไม่ถึง และ เวทีที่จะใช้พัฒนาฯ นี้ คือห้องเรียน คือกิจกรรม คือการทำงาน-การคิดร่วมกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ระหว่างนักศึกษาและนักศึกษา ฯลฯ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับคณาจารย์ผู้สอนเป็นเบื้องต้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับคณาจารย์นำร่อง TQF มีอะไรแจ้งมาได้ค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
รัตนา มากี
เรียน ศ.นพ.วิจารย์ พานิช
-ขณะนี้ พวกหนูกำลัง ปวดหัวนิดหน่อย แต่ก็มากนะค่ะ อาจารย์ กับ TQF ของโปรแกรมวิชาอังกฤษค่ะ น อาจารย์ อยากเรียนเชิญอาจารย์มาวิพากษ์ด้วยจังเลยคะ และอยากได้คำแนะนำ
ด้วยความเคารพรค่ะ
อาจารย์อินทร์ธีรา
ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปบรรยาย และ พัฒนาระบบการจัดทำ TQF ให้แก่หลายๆ หน่วยงาน ได้รับการตอบสนองดีมากจากคณาจารย์ค่ะ จากที่มึน งง สงสัย และ มีภาพลบต่อ TQF ขณะนี้คณาจารย์เล็งเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิธการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะของผู้เรียน ในขั้นตอนการทำงานกับคณาจารย์ สามารถรู้สึกถึง positive force จากคณาจารย์ได้เป็นอย่างดี และได้เชียร์ให้แต่ละสถาบันนำ TQF มาเป็นโครงการของตัวเอง มาสร้างโครงสร้างที่จะนำไปพัฒนาทักษะผู้เรียนได้จริง เป็นผลงานของคณาจารย์ พูดได้ว่าตอนนี้คณาจารย์เหล่านี้เห็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ นั่นคือ การเตรียมบัณฑิตให้พร้อมต่อศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่งานเอกสารมคอ. ต่างๆ ที่เคยกังวลกันในช่วงแรก แน่นอนว่าในระบบที่ไปช่วยพัฒนาให้ย่อมต้องมีกลไกที่ช่วยให้คณาจารย์มุ่งไปที่การสร้างแผนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินที่นำไปใช้ได้จริง เทคโนโลยีจะเป็นตัวผลิตงานเอกสารจากแผนการสอนให้เอง อย่างนี้คณาจารย์ก็เห็นประเด็นการทำ TQF
อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินคำเหล่านี้ หลังจากทำความเข้าใจและทำ workshop แล้ว ในทุกๆ ที่ไปทำงานร่วมกับคณาจารย์มา จะได้ยินว่า "สนุก" "ไม่อยากพลาดการอบรมรอบบ่าย (เพราะจะตรงเวลากับเขามาก :-)" "TQF ไม่ยากเลย" "ส่วนใหญ่ทำมาแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะจัดให้เป็นระบบได้อย่างไร" ทั้งหมดนี้ชี้ช่วยยืนยันสิ่งที่ดิฉันได้เขียนไว้ในตอนต้นว่า TQF เป็นสินค้าที่ดี ถ้าทำ packaging ให้ดี implement ให้เป็น คณาจารย์ก็จะรับได้มากขึ้น
ในส่วนของจุฬาฯ เองที่ได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นระบบ Outcome-based curriculum , OBC ก็สามารถเชื่อมต่อจาก TQF ได้โดยตรง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปทำงานกับคณาจารย์สหสาขาฯ บัณฑิตวิทยาลัย มา ทุกคนตั้งใจเรียนรู้กับเทคนิคการเรียนการสอน แบบใหม่ที่นำมาเสนอกับคณาจารย์ โดยส่วนตัวดิฉันเกิดความรู้สึกที่ดีที่คณาจารย์เข้าใจกันได้ดีขึ้นว่าทำไมเราจึงต้องพัฒนานิสิต นักศึกษาของเรา จะ TQF หรือ ไม่ TQF ก็ตาม
ขอบคุณมากค่ะที่อ่านมาจนจบ
รัตนา มากี
[email protected]
24 พ.ย. 2553
มาถึงช่วงนี้ดิฉันได้มีโอกาสไปพบกับคณาจารย์ในสถาบันในต่างจังหวัด และในกรุงเทพหลายๆ แห่ง ได้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอันหนึ่งคือ คณาจารย์มีความกังวล มึความกลัวว่างานเอกสาร มคอ. 3 และ 2 ที่จัดทำกันจะไม่ได้รับอนุมัติ "ถ้ารูปแบบไม่เหมือนกับที่ สกอ. นำขึ้นไว้แสดงเป็นตัวอย่าง" ซึ่งก็หมายความว่า อาจารย์ต้องทำงานเพิ่มกันอีก แบบนี้สิที่ทำให้อาจารย์รู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ไม่ยากทำ TQF แบบนี้ TQF ที่สกอ. ดำริก็จะไม่เข้าเป้าแน่นอน
เมื่อวิเคราะห์ประเด็นนี้โดยใช้ความคิดเชิงวิจารณญาณ (critical thinking) เกิดอาการสะท้อนใจและเป็นห่วงเป็นอย่างมากว่า พื้นฐานและหลักการการทำงานของอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้ไปอิงกลไกที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการและเหตุผล แต่ไปอิงตาม "เอกสารตัวอย่าง" ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาของตนเองเลย อาจารย์จำนวนมากตัดสินใจใช้วิธี copy/paste เพราะไม่เข้าใจหลักการที่แท้จริงของการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ที่ฟังแล้วน่ากลัวขึ้นไปอีกคือ คณาจารย์เล่าประสบการณ์ที่ท่านเจอมาในอดีตและยังจำกันได้ดีให้ฟังว่า "ทำให้เหมือนตัวอย่างที่ สกอ. (กกอ) ให้ไว้จึงจะผ่านได้" ......
ทำไมระบบที่สร้างขึ้นไม่มองกันที่เนื้องาน/สาระสำคัญว่าการพัฒนาบัณฑิตมีองค์ประกอบ/ขั้นตอนอะไรบ้าง แต่กลับไปให้ความสำคัญกับ format ที่ ให้ผลเชิงลบมากกว่าบวก counterproductive > productive
ขณะนี้คนที่ต้องสอนรายวิชาบริการให้กับหลักสูตรอื่นๆ เป็นสิบๆ หลักสูตร เช่น ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ฯลฯ) กำลังเป็นทุกข์จากภาระงานตรงนี้มากๆ เพราะต้องไป map รายวิชาของตัวเองเข้ากับ curriculum mapping เป็นสิบหลักสูตร นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติ
ในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงของการวางแผน การวางระบบ เราจะมีทางให้เลือกอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรดี เราต้องเลือกเส้นทางที่ผู้นำไปปฏิบัติทำงานได้สะดวกแต่ให้ประโยชน์สูงสุดตามที่ตั้งไว้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือ การพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่มีตัวแปร/ปัจจัย ที่เรายังไม่เข้าใจ หรือยังคาดไม่ถึงที่จะเกิดในระดับปฏิบัติ ยิ่งใส่รายละเอียดที่ไม่ได้ส่งผลการพัฒนาผู้เรียนในช่วงต้นมากเท่าไหร่ ระดับความกลัว ความกังวล ความสับสนที่เกิดกับผู้นำนโยบายไปปฏิบัติก็มากขึ้นเท่านั้น ผลที่ออกมาคือ เป้าหมายที่แท้จริง (การพัฒนาผู้เรียน) ถูกปัจจัยลบเหล่านี้กลบไปอย่างสนิท
ทางออก : เพื่อให้คณาจารย์เกิดความมั่นใจว่างานเอกสารที่ได้ทุ่มเทเวลาทำด้วยความตั้งใจจะได้รับการพิจารณาอนุมัติ คณาจารย์ต้องรู้ว่าจะมีกลไก รายละเอียดอะไรบ้างที่คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรของสถาบันของตนเอง “กำหนด”เอาไว้ใช้เป็นหลักการในการพิจารณาหลักสุตร การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่ประสบความสำเร็จ (สกอ. เองก็กำหนดไว้ในทักษะหมวดที่ 5) ดังนั้น คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรจำเป็นต้องจัดทำรายละเอียดที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติหลักสูตร และ ประกาศให้คณาจารย์สถาบันตนเองได้ทราบอย่างโปร่งใส การจัดทำ rubric แสดงรายละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างมาก รายละเอียดนี้ต้องแตะประเด็นว่า หลักสูตร/รายวิชาสามารถนำไปปฏิบัติ พัฒนาผู้เรียนได้จริง เพราะนี่คือเป้าหมายของ TQF ไม่ใช่หรือ (ไม่ใช่ format ของตัวอย่างที่สกอ. นำขึ้นแสดง)
เมื่อสถาบันมีเป้าหมายร่วมกัน ย่อมต้องสื่อสารเป้าหมายนั้นต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะนำ TQF ไปจัดสร้างหลักสูตร และ รายวิชากัน
ไม่เช่นนั้นจะเกิดความโกลาหล ความกังวล ความกลัวอย่างที่ดิฉันได้พบเห็นมา เมื่อถึงจุดนั้นแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คณาจารย์กลับมาให้ความสนใจกับการพัฒนาผู้เรียนตามกรอบที่ TQF วางไว้ เราก็จะได้สุสานเอกสาร (ทั้งกระดาษ และ electronic) อย่างไม่ต้องสงสัย
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้
[email protected]
เรียน ท่านอาจารย์รัตนา และ ท่านอาจารย์วิจารณ์
ดิฉันสงสัยว่า ถ้าส่วนกลางจะอำนวยความสะดวกเรื่องระบบฐานข้อมูลให้ คณาจารย์ และมหาวิทยาลัยได้นำไปใช้ มันน่าจะประหยัดงบประมาณ ในเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนะคะ
อาจารย์ผู้สอน และเจ้าหน้าที่บริหารวิชาการจะได้เอาเวลาไปดูแลเรื่อง content ไม่ใช่เรื่อง format & regulatory compliance
ระบบฐานข้อมูลในที่นี้ มิได้หมายถึงต้นแบบเอกสาร ที่ทำแล้วต้อง upload เอกสารเป็น document หรือ pdf file นะคะ แต่ต้องเป็นแบบที่ เราสั่งซื้อหนังสือ amazon โดยกรอกชื่อ และจำนวน หนังสือ แล้ว amazon ออกใบเสร็จให้เราได้น่ะค่ะ
พูดให้ชัดก็คือ TQF Systems น่าจะช่วยสนับสนุนองค์กรในลักษณะที่เป็น ERP for Education Management สำหรับองค์กรที่ให้บริการการศึกษานะคะ
ด้วยความนับถือ
ศจี ศิริไกร
อีกอย่างหนึ่ง ที่ TQF Systems ควรเป็นได้คือ KM Platform ด้วยไหมคะ
ศจี
ในทางทฤษฏี เห็นด้วยกับการมีระบบการจัดการข้อมูลที่ส่วนกลาง ในทางปฏิบัติ ทำได้ลำบากเนื่องด้วยความหลากหลายของลักษณะพิเศษของหลักสูตรต่างๆ ยกเว้นแต่จะมีการเตรียมการ วางแผนที่ดี รอบคอบ และมีความเข้าใจในงานที่ทำ ถ้าเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ แล้ว ระบบนี้เป็น KM รวมทั้งอื่นๆที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา การทำงานของคณาจารย์ การพัฒนาทักษะด้านต่างๆ และ อื่นๆ ได้ทั้งสิ้นค่ะ
ข้อเสียอีกอันหนึ่งของระบบกลางคือ การทำงานจะช้ามากในลักษณะขอขวด ความคล่องตัวจะต่ำ และถ้า "ส่วนกลาง" ที่คุณศจีกล่าวถึงคือ "สกอ" ก็จะช้าค่ะ
รัตนา มากี
[email protected]
เครื่องมือที่ดีต้องช่วยทุ่นแรง แต่เครื่องมือที่สร้างภาระงาน
ย่อมไม่ใช่เครื่องมือที่ดี ถ้าเราจะตัดต้นไม้ โดยมีเพียงมีดปังตอ
ก็คงจะลำบาก ถ้าใช้ขวานก็ดีแน่ แต่ถ้าได้ขวานที่ขนาดใหญ่
จนยกไม่ไหว แต่ถูกบังคับให้ใช้ไปทุกวัน โดยเปลี่ยนผู้สั่งงาน
หรือเจ้านายที่เบิกจ่ายขวานไปเรื่อยๆโดยไม่มีการกะขนาดขวาน
ที่ถูกต้องได้สักที อย่างนี้กลับไปใช้มีดปังตอก็ยังดีเสียกว่า
(คะแนน โอเน็ต ล่าสุด ยังตกอย่างต่อเนื่องหลังปฏิรูปรอบสองมาสองปี)
คนโบราณเขาสอนแบบพูดง่าย ฟังง่าย เข้าใจง่าย
แต่นี่แค่เครื่องมือที่คิดจะเอามาช่วยงานให้ง่ายก็ทำไมต้อง เริ่ม
ด้วยการตีความที่ยุ่งยากซักขนาดนี้
ทำด้วยการไม่กระทำครับ
ด้วยความปรารถนาดี