ดร. รัตนา มากี ได้ส่ง อี-เมล์ มาถึงผมเรื่องยินดีร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่ต้องการประยุกต์ TQF แบบได้ผลดี ไม่เปลืองแรงที่ไม่จำเป็น   ดังต่อไปนี้


          ชื่อ: รัตนา มากี
          อีเมล: RatanaMageeTQF(at)gmail.com
          หัวเรื่อง: TQF Benefits and Implementation
          ข้อความ:
          เรียน ศ.วิจารณ์,
          My thoughts on TQF: an essential reform
          หลังจากได้ศึกษาเอกสาร TQF แล้ว  ดิฉันมีความเข้าใจในหลักการของ TQF รวมทั้งประโยชน์หลักที่จะส่งผลต่อการพัฒนาบัณฑิตที่คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์เป็น วางแผนเป็น ฯลฯ และดิฉันสนับสนุนหลักการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการเรียน (การสอน) ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้ายังสอนกันแบบเดิม (บรรยาย) เราก็จะได้บัณฑิตแบบเดิม [Same strategies, same results]  คือได้ passive learners   ถ้าคณาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเปลี่ยนแนวการสอนได้ ดิฉันเชื่อว่า TQF จะเป็นมาตรการในการพัฒนาบัณฑิต  ซึ่งในที่สุดจะเป็นการ พัฒนาคน เพื่อพัฒนาชาติ ที่แท้จริง  ขณะนี้ดิฉันช่วยคณะวิทย์ฯ จุฬาฯ ทำ TQF เน้นเรื่องการกำหนด measurable learning outcomes + learning activities (more learning from learners, less teaching and more facilitating from teachers) + relevant and meaningful assessments)  มุ่งหวังที่การปรับการเรียน การสอน เพื่อให้ได้บัณฑิตแบบใหม่ (active learners)  รวมทั้งช่วยจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อลดภาระ paper work ให้กับคณาจารย์ด้วย

          My observations and analysis: Thai kids need more hands-on learning (process)
          ดิฉันทำงานสอนหนังสือที่อเมริกาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ได้สัมผัสการเรียนการสอนแบบ learner-centered โดยตรง จึงมีความเข้าใจในหลักการและประสบการณ์ตรงในการนำไปสู่ขั้นปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่อยากเรียนให้อาจารย์ทราบคือ ตอนที่เป็นนักเรียน ในช่วงที่เรียนหนังสือที่อเมริกาเคยวิเคราะห์สถานการณ์ว่าคนไทยเราไม่ได้เก่งน้อยไปกว่าฝรั่งเลย เพียงแต่ระบบบ้านเราไม่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์เท่าบ้านเขา ตอนเป็นครูสอนหนังสือที่โน่น ยังคงวิเคราะห์สถานการณ์เหมือนเดิม และ ยังเห็นเหมือนเดิมว่า เด็กอเมริกันไม่แม่นทฤษฎีเท่าเด็กไทย (เด็กเอเซีย) แต่เด็กเขาประยุกต์ และ แก้ปัญหาเก่งมากๆ เพราะเขาได้ฝึกตั้งแต่เด็กๆ ทั้งในห้องเรียน และ ที่บ้าน  เขาจะไม่ "กลัว" การแก้ปัญหา เพราะเขาเชื่อว่าเขาสร้าง "วิธีการ" แก้ได้ และมี "วิธีการ" ค้นหาข้อมูลได้  ความคิดและความเชื่อที่อยู่ในสมองดิฉันเสมอคือ  เมื่อไหร่ที่เราเริ่มมีกิจกรรมให้เด็กของเราได้คิด สร้าง เสนอ "วิธีการ" บวกกับทฤษฎีที่แม่นยำแล้ว  ผลลัพท์ที่ออกมาย่อมเป็นทรัพยากรชาติที่เคียงบ่า เคียงไหล่ต่างชาติได้อย่างแท้จริง ถ้าเราเน้นที่ process ให้มากขึ้น

          Why the TQF protest?
          ขณะนี้ดิฉันได้มีโอกาสย้ายมาอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จึงมีโอกาสแวะกลับมาที่ทำงานเดิม (คณะวิทย์ จุฬาฯ) หลังจากได้คุยและอธิบายกลไกสำคัญของ TQF ต่อกลุ่มผู้บริหารแล้ว  ดิฉันได้รับมอบหมายให้ช่วยงาน TQF อย่างที่เรียนไว้ข้างต้น  สาเหตุหนึ่งที่หลายๆ ที่ออกมาประท้วง หรือ ไม่เห็นด้วยกับ TQF  ดิฉันเชื่อว่าถ้าเขาเข้าใจใน "เนื้อหา" จริงๆ ของ TQF แล้ว เขาย่อมจะต้องเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวการเรียน การสอน เพื่อให้นักศึกษาเป็น ผู้เรียน ผู้คิด ผู้ประยุกต์ ผู้ทำ ผู้วางแผน ผู้นำเสนอ ฯลฯ  การที่ "อาจารย์บรรยาย"แล้วมุ่งหวังให้ "ผู้เรียนคิดเป็น" ย่อมเป็นไปได้ยาก อาจได้ผู้เรียน 10% ที่บรรลุเป้า  แต่ถ้าเราช่วยอีก 90% ให้เก่งขึ้นได้ ประเทศไทยจะได้กำลังคนมากขึ้น (we cannot afford to lose the other 90%)   ดิฉันเชื่อว่าหาก สกอ. นำเสนอ TQF ในรูปแบบใหม่ที่คณาจารย์รับข้อมูลแล้ว ทราบว่า


          1. เรื่องหลัก : เขาต้องทำอะไรบ้างที่จะส่งผลโดยตรงให้ถึงเป้าหมาย เขาต้องเขียน learning outcome ให้กับวิชาของเขาใน มคอ. 3 (ไม่ใช่แต่เฉพาะระดับหลักสูตรใน มคอ. 2) เขาถึงจะสร้างกิจกรรการเรียนให้สอดคล้องได้
          2. งานเอกสารเป็นเรื่องรอง และ เราสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารตรงนี้ได้  (ผู้บริหารฯ ควรต้องจัดสร้างระบบรองรับตรงนี้ อย่างเช่นที่ดิฉันทำอยู่กับคณะวิทย์ จุฬาฯ) เน้น Green Practice ลดปริมาณกระดาษ
          ถ้ามีภาพขอบข่ายงานที่เด่นชัด คณาจารย์มหาวิทยาลัยจะให้ความร่วมมือที่ดีขึ้นเพราะ "TQF ส่งผลดีต่อนักศึกษา"   ตอนนี้ความสับสน overshadow TQF อยู่
ถึงแม้ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของ มคอ. ต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อน และ จุกจิก (จากการทำระบบฐานข้อมูลสำหรับอาจารย์กรอกเพื่อ generate มคอ. 2 3 5 และ 7) แต่จากประสบการณ์การสอนที่อเมริกาดิฉัน สนับสนุน และ เห็นความจำเป็นของการเรียนการสอนแบบใหม่   ถ้ามีส่วนไหนที่ตัดออกได้ อยากขอความกรุณา สกอ. revise ฟอร์มต่างๆ เหล่านี้ เพราะส่วนที่เกินมานี้ ถึงแม้ตัดออกแล้วก็ไม่ได้ไปกระทบ ผลหลักที่จะสร้างบัณฑิตแบบใหม่แต่อย่างใด


          TQF Implementation: HED to Universities (Curricula)
          TQF เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ  แต่ packaging อาจดูไม่สวยงาม ทำให้ผู้ซื้อมองข้าม  ถ้าปรับปรุง packaging โดยนำเสนอตัวสินค้านี้ในมุมใหม่ น่าจะทำให้ได้รับความร่วมมือที่ดีขึ้นจากคณาจารย์   โดยเน้นที่
          1. "การพัฒนาผู้เรียน" เป็นหลัก (ไม่มีครูคนไหนที่ไม่อยากเห็นลูกศิษย์พัฒนา) และ
          2. มีการปรับและประยุกต์วิธีการให้เหมาะกับสังคมไทย (ดิฉันเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีเพราะคุ้นเคยกับทั้งความคิดแบบไทย และ แบบฝรั่ง) รวมทั้ง
          3. ต้องมีการ train อาจารย์ให้รู้จัก และ เข้าใจ learner-centered learning (Professional Development) หน่วยงาน POD สามารถเข้ามาช่วย TQF ตรงนี้ได้

 

          Projection on Curriculum Implementation: in a classroom
          เนื่องจากดิฉันมีประสบการณ์ตรงกับการใช้การเรียนการสอนแบบที่ TQF ต้องการ (learner-centered แต่ไม่มีรายละเอียดให้คณาจารย์ได้เรียนรู้) เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วจึงเข้าใจว่าต้องทำอะไร และ อย่างไร แต่คณาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยไทยไม่มีประสบการณ์การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เมื่อเอาไปรวมกับขั้นตอนต่างๆ มคอ. อีก 2 3 อัน + การทำแผนการสอน + การประเมินหลักสูตร  เป็นแบบเริ่มครั้งแรกก็ได้มา 5-6 ประเด็นที่ "ไม่มีข้อมูล" "ไม่มีความเข้าใจ"  ย่อมทำให้คณาจารย์เกิดความวิตกกังวล  ถ้ามองในช่วงต่อไป เวลาที่อาจารย์เหล่านี้ต้องไปสอนเด็กให้คิดเป็น ทำเป็น ฯลฯ ถ้าอาจารย์ไม่เข้าใจหลักการสร้างกิจกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แล้วมอบหมายงานให้นักศึกษาทำโดยที่ไม่มีการ train ผู้เรียนก่อนว่าต้องมองอย่างไร วิเคราะห์อย่างไร ฯลฯ ผู้เรียนย่อมเกิดอาการเดียวกันกับอาจารย์ที่กำลังทำ TQF อยู่ตอนนี้  คือ สับสน และ หลงทาง  หากวางแผนให้ดีแล้วเราสามารถป้องกันได้

          Conclusion:
          ดิฉันยินดีที่จะนำประสบการณ์ตรงจากการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (learner-centered) การเขียนผลการเรียนรู้ที่วัดได้ (measurable learning outcomes) การสร้างกิจกรรมการเรียน (learning activities) การประเมินที่สอดคล้อง (aligned assessments) และ การนำผลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อนำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน (assessment data collection and processing) มาร่วมทำงานกับ สกอ. หรือ สถาบันอื่นๆ  เพื่อผลักดันการเรียน การสอนแนวใหม่ให้กับการศึกษาไทย  เน้นการนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย มัธยมฯ หรือ ประถมฯ  ดิฉันอยากช่วยสร้างตัวอย่างระบบการศึกษาที่สามารถนำนโยบายลงสู่ระดับปฏิบัติและมีระบบการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำผลการทำงานมาปรับปรุงแผนงานในขั้นต่อไป
          ขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่อ่านมาจนจบ  หากอาจารย์มีคำถามกรุณาส่งให้ดิฉันทราบด้วยค่ะ
          หน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อดิฉันได้ที่
          RatanaMageeTQF(at)gmail.com
           ขอแสดงความนับถือ
         รัตนา มากี
          Ratana Magee, Ph. D.
          (Thailand Cell Phone: 085 332 9297, Malaysian Cell Phone: +60 17 567 7795)

          ผมเอา อี-เมล์ ทั้งฉบับมาลงไว้   เพราะเห็นว่า ดร. รัตนา ยินดีรับการติดต่อจากสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง    และขอแสดงความขอบคุณ ดร. รัตนา มากี ที่สนใจ TQF และคุณภาพการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยไทย   ประสบการณ์ของท่านที่สหรัฐอเมริกา และที่มาเลเซีย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการอุดมศึกษาไทยอย่างแน่นอน

 

วิจารณ์ พานิช
๒๙ มี.ค. ๕๓