24 พ.ย. 2553

มาถึงช่วงนี้ดิฉันได้มีโอกาสไปพบกับคณาจารย์ในสถาบันในต่างจังหวัด และในกรุงเทพหลายๆ แห่ง ได้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอันหนึ่งคือ คณาจารย์มีความกังวล มึความกลัวว่างานเอกสาร มคอ. 3 และ 2 ที่จัดทำกันจะไม่ได้รับอนุมัติ "ถ้ารูปแบบไม่เหมือนกับที่ สกอ. นำขึ้นไว้แสดงเป็นตัวอย่าง" ซึ่งก็หมายความว่า อาจารย์ต้องทำงานเพิ่มกันอีก  แบบนี้สิที่ทำให้อาจารย์รู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ไม่ยากทำ TQF  แบบนี้ TQF ที่สกอ. ดำริก็จะไม่เข้าเป้าแน่นอน 

เมื่อวิเคราะห์ประเด็นนี้โดยใช้ความคิดเชิงวิจารณญาณ (critical thinking) เกิดอาการสะท้อนใจและเป็นห่วงเป็นอย่างมากว่า พื้นฐานและหลักการการทำงานของอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้ไปอิงกลไกที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการและเหตุผล แต่ไปอิงตาม "เอกสารตัวอย่าง" ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาของตนเองเลย  อาจารย์จำนวนมากตัดสินใจใช้วิธี copy/paste เพราะไม่เข้าใจหลักการที่แท้จริงของการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ที่ฟังแล้วน่ากลัวขึ้นไปอีกคือ คณาจารย์เล่าประสบการณ์ที่ท่านเจอมาในอดีตและยังจำกันได้ดีให้ฟังว่า "ทำให้เหมือนตัวอย่างที่ สกอ. (กกอ) ให้ไว้จึงจะผ่านได้"  ......

ทำไมระบบที่สร้างขึ้นไม่มองกันที่เนื้องาน/สาระสำคัญว่าการพัฒนาบัณฑิตมีองค์ประกอบ/ขั้นตอนอะไรบ้าง แต่กลับไปให้ความสำคัญกับ format ที่ ให้ผลเชิงลบมากกว่าบวก counterproductive > productive    

ขณะนี้คนที่ต้องสอนรายวิชาบริการให้กับหลักสูตรอื่นๆ เป็นสิบๆ หลักสูตร เช่น ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ฯลฯ) กำลังเป็นทุกข์จากภาระงานตรงนี้มากๆ เพราะต้องไป map รายวิชาของตัวเองเข้ากับ curriculum mapping เป็นสิบหลักสูตร นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติ

ในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงของการวางแผน การวางระบบ เราจะมีทางให้เลือกอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรดี  เราต้องเลือกเส้นทางที่ผู้นำไปปฏิบัติทำงานได้สะดวกแต่ให้ประโยชน์สูงสุดตามที่ตั้งไว้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือ การพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่มีตัวแปร/ปัจจัย ที่เรายังไม่เข้าใจ หรือยังคาดไม่ถึงที่จะเกิดในระดับปฏิบัติ  ยิ่งใส่รายละเอียดที่ไม่ได้ส่งผลการพัฒนาผู้เรียนในช่วงต้นมากเท่าไหร่  ระดับความกลัว ความกังวล ความสับสนที่เกิดกับผู้นำนโยบายไปปฏิบัติก็มากขึ้นเท่านั้น  ผลที่ออกมาคือ เป้าหมายที่แท้จริง (การพัฒนาผู้เรียน) ถูกปัจจัยลบเหล่านี้กลบไปอย่างสนิท

ทางออก :  เพื่อให้คณาจารย์เกิดความมั่นใจว่างานเอกสารที่ได้ทุ่มเทเวลาทำด้วยความตั้งใจจะได้รับการพิจารณาอนุมัติ  คณาจารย์ต้องรู้ว่าจะมีกลไก รายละเอียดอะไรบ้างที่คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรของสถาบันของตนเอง “กำหนด”เอาไว้ใช้เป็นหลักการในการพิจารณาหลักสุตร  การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่ประสบความสำเร็จ (สกอ. เองก็กำหนดไว้ในทักษะหมวดที่ 5)  ดังนั้น คณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรจำเป็นต้องจัดทำรายละเอียดที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติหลักสูตร และ ประกาศให้คณาจารย์สถาบันตนเองได้ทราบอย่างโปร่งใส การจัดทำ rubric แสดงรายละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างมาก  รายละเอียดนี้ต้องแตะประเด็นว่า หลักสูตร/รายวิชาสามารถนำไปปฏิบัติ พัฒนาผู้เรียนได้จริง  เพราะนี่คือเป้าหมายของ TQF ไม่ใช่หรือ (ไม่ใช่ format ของตัวอย่างที่สกอ. นำขึ้นแสดง)

เมื่อสถาบันมีเป้าหมายร่วมกัน ย่อมต้องสื่อสารเป้าหมายนั้นต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะนำ TQF ไปจัดสร้างหลักสูตร และ รายวิชากัน  

ไม่เช่นนั้นจะเกิดความโกลาหล ความกังวล ความกลัวอย่างที่ดิฉันได้พบเห็นมา  เมื่อถึงจุดนั้นแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คณาจารย์กลับมาให้ความสนใจกับการพัฒนาผู้เรียนตามกรอบที่ TQF วางไว้  เราก็จะได้สุสานเอกสาร (ทั้งกระดาษ และ electronic) อย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ 

[email protected]