นอสตราดามุดปี๊บ

 

 

คนเราชอบดูหมอ เพราะชอบให้ใครสักคนพูดเรื่องของตัวเองให้ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ยังไม่รู้ เรื่องที่ยังมาไม่ถึง เรื่องที่เป็นอนาคต

ทำไมพวกเราถึงต้องอยากรู้อนาคตกันนัก? คนส่วนหนึ่งบอกว่าเอาไว้เตรียมตัวรับมือ บางส่วนบอกว่าเอาไว้หลีกเลี่ยงปัญหา และอีกส่วนบอกว่าเอาไว้ฝันรอวันเวลาที่ดีขึ้น คือดีกว่านั่งฝันนอนฝันแบบไม่มีจุดหมาย อย่างน้อยมีคนมาบอกให้รอเดือนนั้นปีโน้นชัดๆไปเลย เมื่อไหร่ได้ผัวได้เมีย เมื่อไหร่ได้ดีได้รวย เมื่อไหร่ออกจากคุกจากตะราง (ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกขานอย่างเพราะพริ้งว่า ‘เรือนหอ’)

แต่ละคนหวังต่างกัน ใครหวังอะไรก็บ่ายหน้าไปหาหมอดูพร้อมกับการถามหาความหวังนั้นๆ ผมเคยเห็นคนไม่เชื่อหมอดูมามาก แต่ยังไม่เคยเจอคนไม่สนใจคำทำนายของหมอดูเลยครับ อย่างน้อยต้องเงี่ยหูฟังเอาไว้ด่าเล่น แล้วแต่ว่าฟังแล้วจะเกิดอารมณ์รุนแรงหรืออ่อนเบาปานใด ยิ่งเรื่องไร้เหตุผลไม่น่าเชื่อถือเท่าไร อารมณ์หงุดหงิดอยากด่าก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว

หากคุณชอบเที่ยวสวนสัตว์ เฝ้าสังเกตความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และคุณมีโอกาสนั่งโต๊ะหมอดูสักเดือน มองแบบเปรียบเทียบแล้วจะพบความจริงหลายข้อ เช่น

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่พอใจกับปัจจุบันถึงขั้นกระสับกระส่ายรออนาคต…

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ตั้งความหวังรออนาคตที่ดียิ่งๆขึ้น…

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่อยากรู้อยากเห็นเกินตัว…

ไม่เชื่อลองไปถามหมาแมวใกล้ตัวดูสิครับ มีไหมที่พวกมันนั่งฝันนอนฝัน หรือจินตนาการถึงอนาคตที่ไกลเกินเอื้อม อย่างมากสุดก็แค่ตั้งตารอคุณกลับบ้าน คอยให้คุณตบหัวเบาๆหรือเกาคางเพลินๆสักนาทีสองนาที ทั้งชีวิตมีความสุขอยู่กับการรอขนมและการทักทายสั้นๆจากคุณแค่นั้นจริงๆ (เว้นแต่ว่าคุณเข้าบ้านมากระทืบมันทุกเย็น ก็คงไม่มีหมาตัวไหนตั้งตารอคุณหรอก)

เมื่อเปรียบเทียบก็ย่อมเห็นได้ชัด ว่ามนุษย์เราเต็มไปด้วยความทะยานอยากที่ซับซ้อนกว่าสัตว์ทั้งหลายมากนัก เสพสุขเฉพาะหน้าไม่หนำใจ ปลดทุกข์ทีละเปลาะไม่เบาตัว ยังอยากเสพสุขจากอนาคตล่วงหน้า ยังอยากให้โลกนี้มีแต่ฟ้าหลังฝนตลอดกาล

พวกเรารอนั่นรอนี่ อยากนั่นอยากนี่ แต่ไม่เคยรอวันหมดความอยาก เพราะ…

มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่เป็นจริงเป็นจังน่ายึดถือ

มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่นำความสุขความทุกข์มาให้

มนุษย์นึกว่าเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้นที่น่าตื่นเต้นควรแก่การรอคอย

ไม่ทราบเลยว่าโดยที่แท้แล้ว…

เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่น่าสนใจ

เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่นำสุขทุกข์มาให้

เหตุการณ์ภายในจิตต่างหากที่เป็นที่สุดของการมีชีวิต

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือไม่ค่อยจะมีใครทราบสัจจะอันเป็นธรรมสูงสุด คือเมื่อใดหมดอยาก เมื่อนั้นหมดทุกข์

เมื่อยังทุกข์เพราะวันพรุ่งนี้ เมื่ออยากรู้เรื่องที่ยังมาไม่ถึง ความต้องการหมอดูก็ต้องมาก หมอดูก็เลยมากตามความต้องการของมวลชน ไปโทษใครไม่ได้

แย่หน่อยคือปริมาณกับคุณภาพมักสวนทางกัน หมอดูยิ่งมาก คุณภาพหมอดูส่วนใหญ่ยิ่งต่ำ แล้วใครจะไปมีเวลาสืบ ว่าหมอดูหน้าใหม่ๆใครบ้างชั้นอ๋อง ใครบ้างหน่อมแน้ม เก็บเงินตั้งพันแต่ดันทายผิดทุกข้อก็มีให้เห็นถมไป เรียกว่าถ้ายังมีสำนึกก็ต้องหาปี๊บมามุด กลายเป็นนอสตราดามุดปี๊บกันบานตะไท

ว่ากันตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ผมค่อนข้างจะถูกตีกรอบให้เห็นการดูหมอเป็นเรื่องงมงาย เชื่อไม่ได้ บางคนตกงานไม่ทราบจะทำอะไรก็ยึดอาชีพหมอดูนี่แหละ แล้วลูกค้าทั้งหลายก็เหลือเกิน ชอบดูหมอหลายๆเจ้า แม่นไม่แม่นไม่เป็นไร ขอเปรียบเทียบเพื่อหาจุดร่วมที่ตรงกัน หากโดนทายทักตรงกันหลายๆเจ้า ก็โน้มเอียงที่จะเชื่อตามนั้นกัน

อย่างไรก็ตาม ผมเป็นพวกชอบหาข้อดีในสิ่งที่ตัวเองต่อต้าน อาจจะเพื่อเอามาเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวเองสนับสนุน และอีกอย่างผมชอบมองโลกด้วยตาเปล่า ไม่ใช่มองโลกด้วยแว่นหลากสีที่ทำให้อะไรๆเบี้ยวบิดผิดเพี้ยนไป นั่นทำให้ผมเห็นแง่ที่เป็นประโยชน์ของการรู้อนาคตอยู่บ้าง

ยกตัวอย่างนะครับ เมื่อหลายคนรับรู้ว่าปีนี้เป็นปีแห่งความหายนะ ก็เตรียมใจโค้งคำนับรับชะตาตั้งแต่เนิ่นๆ และเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้ายด้วยจิตใจที่ปลงและปล่อยวาง แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับช่วงที่ไม่มีคนบอกว่าปีนี้จะเจอราหูครอบ คือพอเจอแต่คลื่นมรสุมซัดลูกแล้วลูกเล่าเข้าก็มึนงง ไม่ทราบจะเอาเหตุผลอะไรมาปลอบให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นได้

อีกแง่หนึ่งที่ดีมากๆ ก็คือการดูหมอเป็นช่องทางเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมวิบากขนาดใหญ่ที่สุด ถ้าจะพูดให้คนเชื่อเรื่องกรรมวิบาก ผมมองไม่เห็นประตูบานใดใหญ่เท่าโต๊ะหมอดูอีกแล้วในยุคนี้ สำคัญคือพวกหมอดูจะรู้หรือไม่รู้ จะพูดหรือไม่พูด ว่าผังชีวิตในพื้นดวงของแต่ละคน ถูกกำหนดมาโดยกรรมวิบากจากอดีต

สรุปคือถึงวันนี้ ผมคงไม่ตั้งหน้าตั้งตาด่าหมอดู แต่เห็นตามจริงว่าหมอดูมีหลายแบบ หลายระดับ ที่ไม่แม่นเพราะไม่รู้อะไรจริงสักอย่างก็มาก ที่ละอายใจเป็นก็มี ที่ยังวางหน้าชาเฉยหลอกลวงคนอื่นต่อไปก็มี ที่กลับไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมก็มี ที่แปลกใจว่าทำไมตัวเองทายแม่นก็มี

แต่อีกส่วนหนึ่ง ที่แม่นอย่างเหลือเชื่อก็มี ที่แม่นบ้างผิดเป็นคนละเรื่องบ้างก็มี ที่แม่นตามตำราก็มี ที่แม่นด้วยญาณหยั่งรู้ภายในก็มี แม่นแล้วยังรักษาคุณธรรมก็มี แม่นแล้วโลภมากก็มี

ที่มีน้อยเท่าน้อย น่าจะได้แก่หมอดูผู้สามารถอธิบาย ‘ที่มาที่ไปของดวง’ ได้ คือไม่ใช่แค่แม่นเรื่องถอดรหัสตัวเลขตามหลักโหราศาสตร์อย่างเดียว แต่ยังรู้ลึกไปกว่านั้นว่าทำไมคนๆหนึ่งจึงตกไปอยู่ใต้อิทธิพลของตัวเลขชุดหนึ่งๆในเวลาช่วงหนึ่งๆ เชื่อมโยงถูกว่ารหัสเลขไม่ได้แสดงอะไรมากไปกว่าแรงส่งของกรรมที่เคยทำมานั่นเอง

และยอดแห่งความหายากที่สุด คือหมอดูที่ชำนาญเลข รู้อดีตกรรมผ่านรหัสตัวเลข กับทั้งมีญาณหยั่งทราบปัจจุบันกรรมของแต่ละคนด้วย หมอดูคนใดล่วงรู้ถึงการคานกัน ตลอดจนการงัดข้อกันระหว่างน้ำหนักกรรมเก่ากรรมใหม่ หมอดูคนนั้นคู่ควรแก่ตำแหน่งหมอดูเทวดา ทายเรื่องไหนแม่นเรื่องนั้น เพราะไม่ได้เห็นแค่แรงส่งของกรรมที่ล่วงผ่านมาแล้ว แต่ยังเห็นแรงหนุนกับแรงต้านของกรรมใหม่อีกด้วย

หมอดูที่ซี้ซั้วทำนาย ซี้ซั้วให้คำแนะนำจนลูกค้าเดือดเนื้อร้อนใจเปล่า เป็นกังวลเปล่า โดยไม่มีความแม่นยำตามตำราหรือเหตุผลกลกรรมใดๆเลยนั้น เฉียดกันอยู่นิดเดียวระหว่างอาชีพสุจริตกับการหลอกลวงประชาชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลอกชนิดใครเอาผิดไม่ได้ เพราะลูกค้าสมัครใจเดินทื่อเข้ามาให้หลอกเอง

ถ้าศรัทธาว่ากรรมทำให้สัตว์โลกเป็นไปต่างๆ คุณปรึกษาตัวเองก็ได้ กรรมอันใดขาว กรรมอันใดนำไปสู่การมีดวงจิตที่สว่างใส กรรมนั้นจะเป็น ‘ดวงดี’ ออกมาจากภายใน รู้เห็นได้ด้วยตนเอง พิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ ส่วนจะ ‘เด่นพอ’ เอาชนะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งหลายได้หรือไม่ ก็ขอให้คุณตรวจสอบดูเถิด ว่าคิดแค่ไหน พูดแค่ไหน ทำแค่ไหนแล้วใจผ่องใสคุ้มตัวได้ตลอดเวลา ถ้ายังไม่ถึงความผ่องใสได้เรื่อยๆ ก็อย่าเพิ่งหยุดดีแล้วกัน วันหนึ่งคุณจะรู้ว่าทุกคนเอาชนะชะตาตัวเองกันได้ด้วยศรัทธาในกรรมดีที่ถูกต้องและต่อเนื่องนานพอครับ

ดวงดีมาจากกรรมดี
แค่รู้เบื้องหลังอย่างนี้
ก็มีสิทธิ์เป็นหมอดูระดับโลกแล้ว

คัดลอกจากงานเขียนของดังตฤณ............โดยคนข้างวัด