ผักเหนาะเป็นชื่อเรียกภาษาปักษ์ใต้ หมายถึง ผักจิ้มค่ะ...
ผักเหนาะที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่องกลิ่นและความมันส์...นั่นก็
•ลูกตอ
•ลูกเนียง
•ลูกเนียงนก
มีอีกอย่างก็คือ ลูกเหรียง...
ลูกเหรียงเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะใกล้เคียงกับสะตอ
ต้นเหรียงจะมีมากในป่าดิบชื้น...ในปัจจุบันที่ ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เริ่มจะมีน้อยลง ซึ่งต่างจากเมื่อก่อน...ต้นเหรียงมีมาก
ชาวบ้านจะไปเก็บมาเคาะเอาเมล็ดไปขายเป็นรายได้เสริมได้ราคาดีทีเดียว...เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเก็บขายกันแล้วด้วยปัจจัยหลายๆประการ ทั้งเรื่องความไม่ปลอดภัยและเรื่องราคายางที่ดีขึ้น ชาวบ้านจึงเลือกที่จะกรีดยางดีกว่า...ปลอดภัยกว่าต้องเข้าไปหาของป่าขาย
บันทึกนี้จึงอยากนำเรื่องราวของเหรียงมาบันทึกไว้...
น่าเสียดายไม่มีรูปของต้นเหรียงที่มีฝักดำๆอยู่เต็มต้น...
เหมือนที่เคยเห็นตอนเด็กๆ
ส่วนฝักเหรียงที่ได้มานั้น ให้นายสองและนายติ หลานชาย หามาให้ค่ะ...
นายติ บอกว่า...ตอนนี้ไม่ค่อยมาฝักหล่นใต้โคนเลย...ไม่ทันคนอื่นเขาเก็บหมด
ลืมบอกไปค่ะ ต้นเหรียงบนควน(ในป่า)ไม่มีเจ้าของ เป็นต้นไม้ป่าที่มีมานานแล้วต้นใหญ่มากๆ เตี่ยจะเรียกว่า "ป่าแก่"
จากการค้นหาข้อมูลเรื่องเหรียงได้รายละเอียด...
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Parkia timoriana Merr.
ชื่อวงค์ : MIMOSACEAE
ชื่ออื่น ได้แก่ กะเหรี่ยง, เรียง, สะเหรี่ยง (ใต้); นะกิง, นะริง (มาเลย์-ใต้) (เต็ม สมิตินันทน์, 2523); สะตือ (ใต้) (กัญจนา ดีวิเศษ,2542)
เหรียงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30-50 เมตร
ไม่ค่อยมีกิ่งก้านที่ลำต้น เปลือกเรียบและหนาสีเทาปนเขียวอ่อน มีกลิ่นฉุน
ลักษณะทั่วไปคล้ายสะตอ แต่พุ่มใบแน่น และเขียวทึบกว่า ใบใหญ่และหนากว่าสะตอ
ลักษณะใบเป็นแบบช่อ ใบประกอบมี 18-33 คู่ ใบแคบปลายแหลม ใบแก่จะเป็นสีเหลืองร่วงเกือบหมดต้น และผลิใบใหม่แทน
ลักษณะดอกเป็นดอกช่อแบบสะตอ ออกที่ปลายยอด เป็นก้านยาวสีเขียวสลับน้ำตาล
•ลักษณะผลเป็นฝัก ฝักแก่เต็มที่มีสีดำ...
กว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร
•เมื่อเก็บมาจากต้น นำมาตากแดดจนแห้งกรอบแล้วทุบเปลือกเพื่อเอาเมล็ดออก
•เมล็ดรูปไข่(รูปรีๆ) ประมาณ 15-20 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดในสีดำ
•เมล็ดเมื่อแก่ตัดส่วนปลาย (ส่วนที่มีตาหน่อ)นำไปเพาะให้แตกรากสั้นๆ
•เนื้อในเมล็ดมีสีเขียวเข้ม และมีกลิ่นฉุน ...หลังเพาะเปลือกดำๆจะหลุดออก เหมือนถั่วงอกค่ะ
รับประทานเป็นผักเหนาะได้ทั้งแบบสดและแบบดอง
หรือจะทำเป็นกับข้าว เช่นแกงกะทิกับเนื้อ - หมู , หรือจะผัดเผ็ดก็อร่อย...
อร่อยกินคล้ายสะตอ...แต่เหรียงจะเหนียวและแข็งกว่าสะตอ (สะตอจะกรอบ)
*สรรพคุณทางยา :เปลือกต้นเป็นยาสมานแผล ลดน้ำเหลือง
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลค่ะ...วิทยาศาสตร์กับสุราษฎร์ธานี - เหรียง
ขอขอบคุณท่านผู้อ่านค่ะ...ขอให้มีความสุข สุขภาพดี
สวัสดีค่ะ♥
....................................



เรื่องนี้หมดปัญญา กินผักเหล่านี้ไม่เป็น
พี่ไม่คุ้นกลิ่น...ยอมแพ้ค่ะ
" ลูกตอ ลูกเหรียง ลูกเนียงเพาะ นำชุบเหราะส้มกำ ยำใส้วัว"
หรือ"ไก่กินอุด ลูกมุดกินท้าย ย่าหนัดกินใส้ ควายกอนลิ้น"
ล้วนมีความหมายถึงวิถ๊บริโภคของคนใต้เราครับน้องหนูรี
(เข้ามาบ้านน้องหนูรีไม่มีอดฮ่าฮาๆๆๆๆๆๆ)
สวัสดีค่ะหนูรี สบายดีนะคะ หน้าร้อนแบบนี้ต้องกินแกงส้ม ๆๆ เห็นแล้วคิดถึงป๋าอี๋ที่บ้าน ชอบๆ แต่ปูกินลูกเนียง ลูกเหรียง ลูกตอไม่เป็น เพราะขมๆ
รู้จักอยู่ 2 ชนิดค่ะคือ สะตอ กับ ลูกเนียง แต่เคยทานแค่สะตอ
วันนี้ได้รู้จักลูกเหรียงเพิ่มขึ้นอีก 1 ชนิดค่ะ
ไว้ไปคุยกับคนใต้ได้ไม่อายเขา 5555
เพราะที่ภาควิชาต๋อยมีนักศึกษาจากภาคใต้หลายคนเลยค่ะ
"ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ นะคะ"
สะตอกลิ่นแรงค่ะ แต่ที่บ้านชอบค่ะ
เป็นลูกชาวใต้ (เมืองนคร)เหมือนกันค่ะ..แต่มาอยู่กทม. นานๆจึงจะได้รับประทานผักเหล่านี้..ชอบมากค่ะ..
ครูนกทานได้แต่สะตอ...บรรดาลูกๆ ไม่ว่าลูกเนียง หรือลูกเหรียง...ขอยอมแพ้ค่ะ
-สวัสดีครับ
-แวะมาชมครับ
-เคยเห็นผักเหลียง...แต่ ยังไม่เคยชิมครับ...
ผมไม่ได้เข้ามานานพอสมควร ยังมีมิตรภาพอยู่เสมอ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมชมบันทึกนะคะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ นี้ค่ะ
^__^
แค่แวะมาก้อชื่นใจแล้ว ขอบคุณค่ะ
หวัดดีค่ะบังวอญ่า
" ลูกตอ ลูกเหรียง ลูกเนียงเพาะ นำชุบเหราะส้มกำ ยำใส้วัว"
หรือ"ไก่กินอุด ลูกมุดกินท้าย ย่าหนัดกินใส้ ควายกอนลิ้น"
หนูรีต้องแปลเล่าหม้ายล่ะบัง 5555...
ขอบคุณค่ะ
ก๊อกๆๆ แวะมากินลูกเหรียง..ชาดหรอยคาดนิ
•สงสัยจังว่าทำไมเรียกป๋ากะอี๋
•หนูรีกินแต่ลูกตอ...อย่างอื่นก็ไม่ชอบ
คุณต๋อยสวัสดีค่ะ
ขอบคุณที่แวะมา...ขอให้มีความสุขค่า
ก๊อกๆๆ แวะมา ลูกเหรียง ปะทะ..พสุธากัมปนาท จ้า 555++