เปรียบเหมือนยามกลางคืนมีชายคนหนึ่งจุดให้เกิดแสงไฟเพื่อส่องดูตัวเลขบนกระดานที่ตนเองเขียนไว้แล้วดับไฟ แต่ตัวเลขบนกระดานนั้นยังอยู่นั้นแล...

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้วนะครับ  พระยามิลินท์ถามว่า...คนชายหญิงและฝูงสัตว์ทั้งหลายเกิดมาในโลกนี้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม..?

พระนาคเสนตอบว่า...คนสัตว์เดียรัจฉานทั้งปวงเกิดมาแล้วเป็นชาย  คนนั้นก็เป็นชาย  ถ้าเป็นหญิงคนนั้นก็เป็นหญิง  ถึงสัตว์เดียรัจฉานก็เหมือนกันเป็นอย่างอื่นไม่ได้...

อย่างคุณโยมเมื่อก่อนเป็นทารกแต่ตอนนี้ก็เป็นคุณโยมเป็นอย่างอื่นไม่ได้...ด้วยจิตแรกเกิดมานั้นเป็นจิตดวงเดียวเหมือนแสงไฟดวงเดียวที่จุดไว้ตั้งแต่หัวค่ำจนรุ่งสาง...หรือเหมือนน้ำนมวัวที่คนรีดแล้วใส่ไว้ในถังขังไว้นานจนเป็นนมข้น  นมเปรี้ยวก็คือนมนั้นแล...

พระยามิลินท์ถามว่า...คนที่ตายแล้วไม่เกิดอีกนั้นเขารู้ตัวไหมว่าจะไม่เกิดอีก..?

พระนาคเสนตอบว่า...รู้

พระยามิลินท์ถามว่า...ทำไมจึงรู้ขอฟังคำอธิบาย..

พระนาคเสนว่า...ก็เหตุปัจจัยที่ไม่เกิดอีกนั้นดับหมดจึงรู้ว่าไม่เกิดอีก  เปรียบเหมือนชาวนารู้ทั้งกระบวนการทำนาเพราะลงมือทำจนถึงเก็บข้าวขึ้นยุ้งรู้ว่าทำเท่าไรได้เท่าไร...แล้วปีต่อไปทำอย่างนี้จึงรู้นั้นแล...คือผู้มีเหตุปัจจัยที่แต่งกรรมให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมานานและเหตุปัจจัยที่ไม่ทำให้เกิดอีกก็รู้ได้ทำนองนี้แล

พระยามิลินท์ถามว่า...แล้วปัญญาเกิดในจิตละจะหลงบ้างไหม..ขอฟังคำอธิบาย..?

พระนาคเสนตอบว่า...บางทีหลงอย่างคนเดินป่าไม่รู้ทิศทางไปเพราะไม่มีใครแนะนำจำจุดต่าง ๆ ที่พบเห็น...บางทีไม่หลงเพราะมีปัญญาเห็นความจริงที่ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเห็นความไม่มีตัวตนที่จะพึงยึดถือได้

พระยามิลินท์ถามว่า...ที่ปัญญาไม่หลงโมโหอยู่ในสันดานท่านไปหลบอยู่ที่ไหน..?

พระนาคเสนตอบว่า...ก็เมื่อปัญญาเกิดแล้วโมโหก็ดับอยู่ที่ปัญญานั้นแล...

พระยามิลินท์ถามว่า...ก็ปัญญานั้นเกิดแล้วไปดับอยู่ที่ไหนละ..?

พระนาคเสนตอบว่า...เมื่อปัญญาเกิดทำกิจของตนแล้วก็ดับอยู่ในกิจของตน  แต่กิจแห่งปัญญาเป็นสิ่งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา...นั้นยังคงอยู่.

พระยามิลินท์ว่า...ยังงง ๆ ขอฟังคำอธิบาย...

พระนาคเสนตอบว่า...เปรียบเหมือนยามกลางคืนมีชายคนหนึ่งจุดให้เกิดแสงไฟเพื่อส่องดูตัวเลขบนกระดานที่ตนเองเขียนไว้แล้วดับไฟ  แต่ตัวเลขบนกระดานนั้นยังอยู่นั้นแล...อิ อิ อิ.