ผมเคยนั่งคุยกับทางรองคณบดีฝ่ายวิชาการของคณะฯ เกี่ยวกับการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครูให้กับนักศึกษาสาขาวิชาอื่นที่มาเรียนต่อ 1 ปี เพื่อให้ได้ใบรับรองวิชาชีพครู ซึ่งแปลว่า นักศึกษาเหล่านี้คือผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีมาแล้วเป็นอย่างน้อย

ดังนั้น การสอนวิชาครูให้พวกเขาเหล่านั้นควรจะต้องมีความเป็น "มาตรฐาน" ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ประจำ หรือ อาจารย์พิเศษสอน ย่อมต้องให้มีความเป็นไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหา วัตถุประสงค์ ชิ้นงาน การสอบ ฯลฯ

หากไม่มีความเป็น "มาตรฐาน" แล้ว อาจจะทำให้เกิดความแตกต่างและเหลื่อมล้ำในเนื้อหาความรู้ของแต่ละหมู่เรียนได้ อันนำมาซึ่งคำว่า "ไม่ได้มาตรฐาน"

แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดของการมองเรื่องของ "มาตรฐาน" แต่รองคณบดีฯ ก็ได้ให้ความคิดไว้ว่า คำว่า "มาตรฐาน" หรือ "ความยุติธรรม" ในโลกนี้นั้นไม่มีจริง คนเราไม่สามารถทำอะไรให้เท่าเทียมกันได้จริง ๆ ถึงได้ก็แค่ใกล้เคียง แต่จะให้เทียบเท่านั้นไม่มี

แต่โลกของการศึกษากลับพยายามทำให้มันเท่าเทียมกัน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "บัว ยังมีตั้ง 4 เหล่า"

ผมได้รับเรื่องราวใกล้ ๆ กับเรื่องคำว่า "มาตรฐาน" นี้จากท่าน ว.วชิรเมธี โดยผ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ "คนสำราญ งานสำเร็จ" พลิกโดยบังเอิญ เมื่อนั่งอ่านดู จึงพบว่า อืมม โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบจริง ๆ

 

ท่านเล่าให้ฟังไว้ดังนี้ครับ

 

มีลูกศิษย์มาเล่าให้ฟังว่า ตอนไปสอบเป็นนักศึกษาใหม่ หลังจากผ่านข้อเขียนแล้วต้องไปสอบสัมภาษณ์ แล้วก็ต้องสอบเป็นภาษาอังกฤษด้วยจึงไปเรียนพิเศษ ครูก็แสนดีสอนให้ท่องข้อสอบมาเป็นสูตรสำเร็จเลย เช่น พอถูกถามว่าฮาวอาร์ยู ก็ตอบว่า แอมไฟน์ แต่พอไปเจอคนสัมภาษณ์ตัวจริง เขาไม่ได้ถามฮาวอาร์ยู แต่ก็จำเป็นต้องตอบแอมไฟน์ทั้งหมด ครูผู้สัมภาษณ์หัวเราะตลอด

เด็กคนนี้มาเล่าให้อาตมาฟัง เขารักครูผู้สัมภาษณ์คนนั้นมาก เขาบอกว่า เรียนหนังสือแล้วถ้าตอบผิดเหมือนกับว่าไปฆ่าคนมา รู้สึกเหมือนมีความผิดอย่างรุนแรง แต่ครูผู้สัมภาษณ์ก็ไม่โกรธ กลับหัวเราะและค่อย ๆ อธิบายเพิ่มให้เขาเข้าใจว่า การพูดภาษาอังกฤษผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ได้หมายความว่าชีวิตไม่มีคุณค่าอีกแล้ว คนที่มีธรรมะ คนที่ปฎิบัติธรรม คือคนที่มีอารมณ์ขัน เข้าใจโลก เข้าใจว่าเด็กไม่พร้อม เพราะฉะนั้นไม่คาดหวังสูง บางคนเอาต้นกุหลาบไปปลูก สามสัปดาห์แค่นั้นเห็นผลแล้ว แต่ถ้าสอนภาษาอังกฤษสามเดือนต้องการเห็นผล พอเด็กพูดไม่ได้ โกรธเด็ก อย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามีธรรมะ ต้องมองออกว่าเป็นธรรมดา ถ้าปัจจัยมันไม่สมบูรณ์ ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ก็หัวเราะได้ มีความสุข มีทัศนคติที่ดี

การที่เราพูดผิดไม่ใช่ว่าเราไปทำอาชญากรรมมา พูดผิดเราก็พูดใหม่ได้ แค่นั้นเอง เราล้มเราก็ลุกใหม่ได้ แค่นั้นเอง เหมือนเวลาเราไปปฏิบัติธรรม บางคนบอกว่า กลัวศีลไม่บริสุทธิ์ จึงไม่อยากปฏิบัติธรรม อาจารย์ของอาตมภาพท่านบอกว่า ในการปฏิบัติธรรมนั้น อย่ารอให้ตัวเองมีศีลบริสุทธิ์เสียก่อนจึงคิดปฏิบัติธรรม แท้จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นขอแค่คุณเป็นคนและมีลมหายใจ แค่นั้นก็มาฝึกธรรมะได้เลย ถ้าถามว่า ทุกคนมีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ ต้องตอบว่า ไม่เลย คนเรากะดำกะด่างมากันแทบทุกคน ทุกคนที่มาปฏิบัติธรรมทั้งหมด หากบอกว่า ศีลบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนที่พูดแบบนี้เสี่ยงต่อการโกหกมาก ไม่ผิดศีลข้อนั้นก็ผิดข้อนี้ บางคนศีลทั้งห้าข้อ ผิดทะลุเรียงข้อมาเลยก็มี แต่อาจารย์ของอาตมาท่านจะบอกลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติธรรมกับท่านด้วยความเข้าใจโลกและชีวิตว่า ขอแค่เป็นคนและมีลมหายใจและตั้งใจมาปฏิบัติธรรม เดี๋ยวก็มีศีลขึ้นมาเอง

 

การทำงานก็เหมือนการปฏิบัติธรรมที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ หากเราอยากให้งานได้ผล สิ่งแรกก็คือ เราต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำงานเสียก่อน อาตมภาพพูดอยู่เสมอว่า พื้นฐานของมนุษย์คือความไม่สมบูรณ์ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากความสมบูรณ์ คนที่คิดว่าตนเองสมบูรณ์ที่สุด คือ คนที่ไม่เข้าใจโลกและชีวิต คนเช่นนี้เมื่อดำเนินชีวิตไปก็จะทุกข์มากกว่าคนทั่วไปมหาศาล

จริง ๆ แล้วโลกทั้งโลกไม่มีอะไรสมบูรณ์ แต่ว่าเราจะทำให้มันสมบูรณ์ได้ไหม ก็ทำได้ อะไร ๆ มันก็สมบูรณ์พอกล้อมแกล้มไปได้ คือ ให้เราตระหนักไว้ว่าไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ เผื่อว่าวันหนึ่งพนักงานของเราทำงานแล้วไม่เต็มร้อย ถ้าเราจะดุเขา ก็ขอให้ดุแค่ครึ่งหนึ่งพอ อีกครึ่งขอให้เราเข้าใจว่าโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรเต็มร้อยสมบูรณ์ครบถ้วน

 

คนที่ดีที่สุดเช่นพระพุทธเจ้ายังถูกชาวบ้านด่า 7 วัน 7 คืน นับประสาอะไรกับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา ในสมัยที่พระเยซูท่านสอนศาสนาก็เช่นเดียวกัน วันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งจับได้ว่าภรรยาคบชู้สู่ชาย กะว่าจะลงโทษให้ถึงตาย ผู้หญิงคนนี้ก็วิ่งหนี คนเป็นร้อยวิ่งถือท่อนไม้กรูตามกันไป ผู้หญิงคนนี้วิ่งไปจนมุมตรงหน้าที่พำนักของพระเยซู แล้วก็ไปก้มกราบแทบพระบาทของพระเยซู พลางอ้อนวอนว่า ถ้าพระองค์ไม่เป็นที่พึ่ง ลูกก็หมดที่พึ่งแล้ว พอกลุ่มคนวิ่งตามมาทันก็บอกว่า พระองค์ต้องช่วยตัดสิน แล้วก็ต้องตัดสินอย่างยุติธรรมด้วย

ก่อนที่จะตัดสิน พระเยซูก็ตรัสถามว่า ในที่นี้มีใครบ้างที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน ใครที่ไม่เคยทำผิดขอให้ก้าวออกมาข้างนอก จะให้คนคนนั้นมาพิพากษาผู้หญิงคนนี้ พอพระเยซูตรัสเสร็จ ทุกคนนิ่งหมด เพราะในชีวิตทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น ไม่ทำผิดมากก็ทำผิดน้อย คนที่ไม่เคยทำผิดเลยแทบไม่มีในโลก เห็นดังนั้นแล้วพระองค์ก็สรุปว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครที่พร้อมจะตัดสินผู้หญิงคนนี้ใช่ไหม ตัวฉันเองก็เคยทำผิด ในเมื่อทุกท่านล้วนเคยทำผิด ทำไมจึงไม่คิดจะพิพากษาตนเอง ต่อตัวเองกลับผ่อนปรน แต่กับคนอื่นทำไมจึงคาดคั้นให้เขาสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็รอดตาย เพราะไม่มีใครกล้าพิพากษาเธอ

 

ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมของมนุษย์ว่า โดยสัจธรรมพื้นฐานแล้ว ไม่มีใครสมบูรณ์ ก็จะเรียกร้องจากคนอื่นน้อยลง และเข้าใจตนเองมากขึ้น ครูบาอาจารย์ต้องการให้ลูกศิษย์ทำข้อสอบได้ แต่คนทุกคนมีขีดจำกัดไม่เหมือนกัน พอเขาทำไม่ได้ตามเป้าหมาย เขาก็จะมองว่า ตัวเองโง่ ไร้ค่า และไม่มีความหมาย ลูกศิษย์บางคนเก่งภาษาต่างชาติ แต่ภาษาไทยไม่ได้เรื่อง ครูสอนภาษาไทยอยากให้เขาเก่งภาษาไทย แต่เด็กไม่รู้เรื่อง หาว่าเด็กโง่ ในระบบการศึกษาจะเห็นความเข้าใจผิดเช่นนี้อยู่ทั่วไป

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าไม่มีใครดีที่สุด เพราะว่าคนทุกคนก็จะได้อย่างเสียอย่าง ส่วนไหนที่เขาเสีย เราก็พยายามมองข้าม แล้วหันมาช่วยกันพัฒนาส่วนที่ดีให้มันดีที่สุด คนที่ไม่เข้าใจโลก คิดอยากให้ไก่ว่ายน้ำดีเท่าเป็ด และคิดอยากให้เป็ดขันดีเสมอไก่ จะกลายเป็นคนที่มีชีวิตทุกข์ตรมขมไหม้ เขาจะทุกข์มากมายไม่ใช่จากการกระทำของคนอื่น แต่ทุกข์เพราะโลกทัศน์อันผิดพลาดของตัวเองต่างหาก

ถ้าเราพบว่า ในชีวิตไม่มีอะไรดีที่สุด หาคนสมบูรณ์แบบแทบไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะว่าคนเราทุกคนมีความไม่สมบูรณ์เป็นพื้นฐานของชีวิต แม้แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกมีคนฟังแค่ 5 คน ใน 5 คนนั้นก็บรรลุธรรมเพียงคนเดียว แล้วเราเป็นใครถึงจะทำสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่าง สมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่อง การที่เราตระหนักรู้ความจริงของโลกและชีวิตว่าวางรากฐานอยู่บนความไม่สมบูรณ์เช่นนี้ จะทำให้เราไม่เป็นคนสุดโต่งเกินไป ไม่เรียกร้องมากเกินไป แต่จะเป็นคนที่ยืดหยุ่น ผ่อนปรนได้ พร้อมจะเข้าใจคน เข้าใจงาน และเข้าใจโลก

 


 

หาก "มาตรฐาน" คือ ความสมบูรณ์แบบ

โลกนี้จึงไม่มีอะไรที่เป็นมาตรฐาน หรือ สมบูรณ์แบบจริง

แค่ทำทุก ๆ วันให้ดีที่สุดแล้วเป็นพอ

เขียนบันทึกไว้เพื่อเตือนตนเอง

อีกนัยหนึ่ง สอนตัวเองเพราะเป็นครูด้วย

 

บุญรักษา ทุกท่าน ;)

 


แหล่งอ้างอิง

ว.วชิรเมธี.  คนสำราญ งานสำเร็จ.  พิมพ์ครั้งที่ 14.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2551.