ทำอย่างไรจึงจะลด ละ เลิกการใช้ชีวิตที่คิดลบ?

ทำอย่างไรจึงจะลด ละ เลิกการใช้ชีวิตที่คิดลบ?

ปัญหาอย่างหนึ่งที่คอยขัดขวางและสร้างอุปสรรคให้ชีวิตเราอยู่เสมอคือ ความคิดในเชิงลบมักจะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าความคิดลบกับความคิดบวกที่อยู่ในตัวเรานั้นมันแพ้ชนะกันตรงที่...

  • หัวหน้า สงสัยจะประจบหัวหน้าเก่ง ฯลฯ ในชีวิตประจำวันของคนเราส่วนใหญ่จะชอบจับผิดมากกว่าจับถูก เช่น คนเยอะแยะมากมายที่เดินบนถนนแต่ถ้ามีคนเพียงคนเดียวที่ไม่ลืมติดกระดุมหรือลืมรูดซิป เราจะตาไวมาก คนที่ไม่ทิ้งขยะมีเยอะมากเราเห็นเพียงสายตาแต่ใจไม่ได้คิดอะไร แต่คนทิ้งขี้บุหรี่ลงบนถนนเพียงคนเดียวนอกจากเราจะเห็นด้วยตาแล้ว ใจของเรายังคิดในเชิงลบต่อยอดขึ้นไปอีก

  • การคิดลบมักจะวิ่งแซงการคิดบวกการคิดลบมีปริมาณมากกว่าการคิดบวก โดยธรรมชาติของคนแล้วคนมักจะมีความเห็นแก่ตัวกันทุกคนขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีมากหรือมีน้อย ความเห็นแก่ตัวคืออยากได้ก่อน อยากมีมากกว่า คนอื่น พูดง่ายๆว่าคนเรามักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเสมอ ดังนั้น เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจิตใจก็เริ่มจับผิดคนอื่น เช่น ทำไมเพื่อนเราได้ปรับค่าจ้างประจำปีมากกว่าเรา สงสัยเป็นเด็กเส้นของเนื่องจากคนเกิดมาแตกต่างกันดังนั้นพฤติกรรมคนอื่นที่แตกต่างจากเรา เรามักจะคิดในเชิงลบมากกว่าการคิดบวก และการคิดลบมักจะมาก่อนเสมอ เช่น มีรถคันหนึ่งขับปาดหน้าเราไปแบบกระชั้นชิด รับรองได้ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดลบก่อนเสมอว่าคนขับรถคันนั้นนิสัยไม่ดี น้อยคนมากที่จะคิดว่าสงสัยเขามีธุระด่วน สงสัยเขาจะนำญาติที่ป่วยหนักส่งโรงพยาบาล

  • การคิดลบเกิดขึ้นง่าย แต่หายยากการคิดบวกเกิดขึ้นยากและหายเร็ว ไม่เหมือนกับการคิดลบเกิดขึ้นง่ายและเร็วมาก แต่หายยาก เช่น อารมณ์ที่เราคิดลบกับคนที่เดินชนเราแล้วไม่ขอโทษ ผ่านไปเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันมันยังคงอยู่ในหัวของเรา พูดถึงทีไรยังนึกโกรธไม่หายเมื่อเป็นเช่นนี้ รับรองได้ว่าโอกาสที่ความคิดบวกในชีวิตเราจะเอาชนะความคิดในเชิงลบได้คงจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เพื่อให้ความคิดเชิงบวกได้เข้ามาครอบครองชีวิตเรามากขึ้น เราควรจะช่วยเสริมทัพความคิดบวกด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • กำจัดความคิดลบออกจากหัวให้เร็วที่สุด
    ถ้าเรายังไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดความคิดลบขึ้นในหัวของเราได้ ก็ต้องพยายามกำจัดความคิดลบให้อยู่กับเราน้อยที่สุด ซึ่งสามารถกำจัดความคิดลบออกจากหัวของเราได้หลายวิธีดังนี้

    • หากิจกรรมอื่นทำเพื่อขัดจังหวะการคิดลบที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ากำลังขับรถอยู่และคิดลบกับคนขับรถคันอื่นก็ลองดึงสมาธิมาฟังเพลงหรือฟังข่าวแทนที่จะให้สมองหมกมุ่นอยู่กับการคิดลบกับคนขับรถคันอื่น

    • สร้างความคิดบวกเพื่อเจือจางความคิดลบ เช่น ถ้าพ่อแม่บ่นเรามากๆ เราลองพยายามคิดว่าพ่อแม่อาจจะเป็นห่วงเรา หวังดีต่อเรา หรือเขาอาจจะรู้น้อยกว่าเราเขาจึงสั่งสอนหรือเตือนเรา

    • ระบายความคิดลบออกจากหัว โดยการเล่าให้คนอื่นฟังหรือพูดคนเดียว เพื่อให้อารมณ์ที่เกิดจากการคิดลบได้ระบายออกมาบ้าง จะช่วยให้ความคิดลบที่เก็บกดไว้อยู่ในระดับที่ต่ำลง

  • ฝึกซ้อมคิดทั้งบวกและลบทุกครั้งก่อนตัดสินใจ
    เมื่อเราสามารถกำจัดความคิดเชิงลบได้บ้างแล้ว ต่อไปก็เริ่มสกัดความคิดลบที่จะเกิดขึ้น โดยการคิดทั้งสองด้านเมื่อเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่คนทั่วไปมักจะคิดลบ เช่น หัวหน้าให้งานเรามากกว่าคนอื่น ขอให้ฝึกคิดทั้งสองด้าน(ด้านลบไม่ต้องฝึกก็ได้เพราะมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ) โดยให้ฝึกคิดบวกคู่กับการคิดลบ คนทั่วไปมักจะคิดว่าแสดงว่าหัวหน้าลำเอียง แต่ถ้าเราคิดบวกเราอาจจะคิดได้ว่าแสดงว่าหัวหน้าเห็นว่าเราทำงานดีกว่าคนอื่น หรือแสดงว่าหัวหน้าไว้ใจเรามากกว่าคนอื่น หรือหัวหน้าต้องการพัฒนาเราให้เก่งกว่าคนอื่น ในครั้งแรกๆความคิดลบอาจจะเป็นฝ่ายมาก่อนหรือชนะความคิดบวก แต่ถ้าเราซ้อมคิดบ่อยๆรับรองว่าวันหนึ่งความคิดเชิงบวกน่าจะกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้เหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ความคิดบวกชนะ เราจะทำสิ่งต่างๆได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าความคิดลบเป็นฝ่ายชนะเราจะทำสิ่งนั้นๆด้วยความทุกข์มากกว่า

  • ตั้งเป้าคิดบวกเพิ่มขึ้นทุกวัน
    ใครอยากจะพัฒนาความคิดเชิงบวก ควรจะตั้งเป้าให้กับตัวเองเลยว่าวันนี้เราจะต้องคิดบวกอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง พรุ่งนี้นี้ สัปดาห์หน้า เราจะเพิ่มการคิดเชิงบวกขึ้นอีก ถ้าเรามีเป้าหมายในการคิดบวกและมีการทบทวนผลการคิดทุกวันก่อนนอน รับรองได้ว่าคงจะใช้เวลาไม่นานในการเปลี่ยนจากคนคิดลบเป็นคนคิดบวกได้ อาจจะทำรายการตรวจสอบไว้ก็ได้ว่าแต่ละวันเราคิดบวกกี่ครั้ง คิดลบกี่ครั้ง เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการคิดบวกได้อย่างเป็นระบบ

  • เปิดวิดีโอการคิดบวกให้บ่อยขึ้น
    เมื่อไหร่ที่เราคิดบวกได้นอกจากเราจะได้อารมณ์ดีๆในการดำรงชีวิตกลับคืนมาแล้ว ถ้าต้องการให้ความรู้สึกดีๆนั้นๆอยู่กับเรานานขึ้น ก็ควรจะนำเอาวิดีโอเทปของการคิดบวกนั้นไปเปิดให้ตัวเองดู(โดยการนั่งทบทวนตัวเอง) หรือการนำไปเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะทุกครั้งที่เราเล่าเรื่องที่เราคิดบวกให้คนอื่นฟัง เราจะได้ความรู้สึกดีๆกลับคืนมาทุกครั้ง ยิ่งเราเล่าให้คนอื่นฟังมากเท่าไหร่ ความคิดเชิงบวกก็จะยิ่งอยู่กับเรานานขึ้นมากเท่านั้น และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรจะบันทึกผลการคิดเชิงบวกไว้อ่านเองหรือให้คนอื่นๆอ่านด้วยได้ยิ่งจะเป็นการดี

สรุป การพัฒนาความคิดเชิงบวก นอกจากจะเป็นหนทางในการลด ละ เลิกความคิดเชิงลบแล้ว ยังจะช่วยเสริมพลังให้ชีวิตเราเดินไปสู่จุดหมายได้ดีกว่าและเร็วกว่าคนทั่วๆไปที่มัวแต่เสียเวลาในชีวิตอยู่กับการคิดในเชิงลบ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางนี้น่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้นะครับ

ขอให้************กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวให้มีความสุขกันนะครับ(ถ้าไม่กลับทำเพื่อไคร) คิดดูดีๆนะ

 ศาสนาที่พึงทางใจครับ