ตอนที่นั่งเขียนบันทึกนี้ ควรจะเป็นเวลาที่เข้าชั้นเรียนรายวิชาประเมินผลโครงการ ซึ่งเป็นวิชาเลือกของ MPA ชั้นปีที่ 2 เป็นวิชาเลือกที่ตั้งใจที่ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าถึงจะได้ยินคำร่ำลือจากหลาย ๆ รุ่นว่า ยากสุดกำลัง เพื่อน ๆ ในรุ่นตัดสินใจไปลงเรียนอีกวิชาหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะง่ายกว่า แต่ตัวเองก็ยินดีเลือกเรียน เพราะคิดว่าคงจะมีประโยชน์ต่อหน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ชื่นชมและชื่นชอบอาจารย์ผู้สอนเป็นพิเศษ (ผศ.จุฬาลักษณ์ พัฒนศักดิ์ภิญโญ) ตั้งแต่สมัยเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สมัยเรียนปริญญาตรี จนบัดนี้ ลูกศิษย์ไล่ความแก่ทันอาจารย์แล้วค่ะ ในขณะที่อาจารย์ดูยังงัย ยังงัย ก็เหมือนเดิม ถ้าอาจารย์ได้มีโอกาสอ่านบันทึกฉบับนี้ อยากให้อาจารย์ได้รับรู้นะคะว่า ลูกศิษย์คนนี้ ถึงแม้วันนี้ไม่ได้ไปเรียน แต่ไม่ได้หนีเกเรไปไหน ใจอยู่ในห้องเรียน แต่กายนั่งทำงานที่ผู้บริหารมอบหมายให้ทำ ซึ่งจำเป็นต้องแล้วเสร็จภายในวันหยุดสัปดาห์นี้ ซึ่งเชื่อว่า คนคุณภาพ (หมายถึง คนที่รับผิดชอบงานด้านประกันคุณภาพ) ของ มอ.หลาย ๆ คน ช่วงนี้คงจะมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างกับตนเองมากนัก ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ เนื่องจากช่วงนี้ทุกคณะ/หน่วยงาน ในมอ. ต่างเร่งจัดทำข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรับการประเมินคุณภาพภายนอก รอบสอง จาก สมศ. ซึ่งในการประเมินครั้งนี้ มีความสำคัญกับ มหาวิทยาลัยของเรามาก ทั้ง ๆ ที่งานนี้ เดิมทีหลุดไปจากหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองไปตั้งนานแล้ว เนื่องจากถูกมอบหมายให้รับหน้าที่ใหม่ และมีคนมาทำงานเดิมของตนเองแทน แต่เนื่องจากขณะนี้ เจ้าหน้าที่ท่านนั้น ลาป่วย ประมาณ 2 เดือน และจะกลับมาเดือนหน้า ท่านคณบดี ท่านพูดว่า กลับมาช่วยกันเหมือนเดิมเถอะนะ ถือว่าช่วยคณะฯ ก็แล้วกัน (ในใจตอนนั้น อยากบอกท่านว่า ถึงท่านไม่เอ่ยปาก ตนเองก็ยินดีกลับมาช่วย ถึงแม้ว่า จะต้องทำงานสองหน้าที่ก็ตามที) ในใจ ณ ตอนนั้น ย้อนนึกไปถึงคำพูดของผู้บริหารในคณะฯ ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเคยพูดให้เราฟัง ก่อนที่จะมอบหมายภาระงานใหม่ ในตำแหน่งใหม่ให้ ท่านพูดว่า "พี่จะคอยดูว่า หนูจะบริหารเรื่องครอบครัว เรื่องงาน และเรื่องเรียน ให้ดีทั้งสามอย่างได้อย่างไร" จริง ๆ แล้วท่านคงจะลืมไปว่า ท่านยังไม่ได้รวมอย่างที่ 4 คือ การบริหารชีวิต(และจิตวิญญาณ) ไปไว้ด้วย อยากจะเรียนให้ท่านทราบว่า เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องเลือกจริง ๆ สิ่งที่ตนเองเลือกและให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ งาน จนหลาย ๆ ครั้ง ถ้าคนที่บ้านทนไม่ไหวจริง ๆ ก็จะพูดว่า "องค์กรนี้เป็นของเธอคนเดียวเหรอ" ก็จะบอกเขาไปทุกครั้งว่า "องค์กรนี้ ไม่ได้เป็นของเราคนเดียวหรอก แต่งานนี้ เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราคนเดียว และเราจำเป็นจะต้องทำมันให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ผู้บริหารให้ความไว้วางใจ" ที่คนที่บ้านพูดอย่างงี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เข้าใจเรานะคะ แต่เขาเป็นห่วง และสงสาร ในการทุ่มเทงานของเรา ในขณะที่คนอื่น ๆ กลับบ้าน 16.30 น. หนำซ้ำกลับถึงบ้าน วันไหนถ้ามีงานด่วน หรือต้องเตรียมข้อมูลประชุม หลายครั้ง ที่ต้องตื่นมาทำต่อตอนตีสาม ตีสี่ และที่ตนเองให้ความสำคัญของงานเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากตัวเองโชคดีที่มีคนที่บ้าน และครอบครัวที่เข้าใจ คืนไหนที่คุณแม่ยุ่ง ๆ ลูก ๆ ก็จะไม่มากวน ยกเว้นขอแค่ good night kiss ก่อนนอนเท่านั้น มีน้อง ๆ ที่สนิทบางคน พูดกับตนเองว่า หยุดทำบ้างก็ได้ 2 ขั้นหนะ เว้นสักปีก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาทุกปีหรอก อยากจะบอกน้องคนนั้นว่า ตลอดชีวิตการทำงาน 10 ปี ได้ 2 ขั้น แค่ 2 ครั้ง ถึงแม้คนส่วนใหญ่ในองค์กร จะคิดว่าจากภาระงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย และจากการทุ่มเทในการทำงาน ตัวเองต้องได้ 2 ขั้น ทุกปีแน่ แล้วตนเองก็ไม่เคยมีความคิดว่า ทำงานหนักเพื่อหวังจะต้องได้ขั้นพิเศษ อยู่ในหัวสมองเลย สิ่งที่ตัวเองได้รับจากองค์กร ไม่ว่าจะเป็น การได้มีโอกาสจากองค์กร ในการส่งชื่อเข้ารับการพัฒนา/อบรม ในหลักสูตรต่าง ๆ หรือ การที่องค์กรมอบหมายให้รับผิดชอบในภารกิจที่เป็นงานสำคัญและเป็นงานใหม่ในคณะฯ ถึง 2 เรื่อง สองหน้าที่ ในเวลาไม่กี่ปี นั่นคือ ขั้นพิเศษ ที่องค์กรได้ตอบแทนในการตั้งใจทำงานของตัวเองแล้ว และเป็นอะไรที่นึกถึงเมื่อไหร่ ก็เกิดความภูมิใจอยู่เสมอ
ถึงเวลาต้องเลือกอีกแล้วหรือเนี่ย
ชีวิต งาน ครอบครัว และการเรียน ทำอย่างไรถึงจะประสานกันได้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
JJ · 17 มิ.ย. 2549
Oscar · 17 มิ.ย. 2549
นางสาว นันทญารัตน์ อิ่มเพ็ง · 17 มิ.ย. 2549
นาย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ · 17 มิ.ย. 2549
อุ๊ยตาย เผลอทำงานบ้าน ซะ ครึ่ง ค่อนวัน ลืมนึกถึงข้อมูลที่ต้องส่ง ให้ใครต่อใครต่อใคร ในต้นสัปดาห์หน้า เหมือนกัน แต่ยังไงพรุ่งนี้ต้องขออนุญาต ลูกและ คุณ samee ไปทำงาน 1 วัน ทั้งที่เคยตกลงกันแล้วว่าจะไม่ไปทำงานวันอาทิตย์ (จะเสร็จมั๊ยเนี่ย…..ไม่เสร็จก็ค่อยขนมาที่บ้าน ) ระวังเป็นอย่างคุณเมตตา นะ มัวแต่ทำงานจนไม่ได้นักศึกษาให้สมบูรณ์ ทำหน้าที่ภรรยาก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ หน้าที่แม่ก็น่าจะดี ประเมินจาก คุณปลากับคุณแปมติดแม่ยังกับ กาวตราช้าง การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ฉันรู้ได้อย่างนั้นจริงๆ เพราะเราต้อง ”วิริยะ” กว่างานจะเสร็จ เราต้อง”ขันติ” เราต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เข้าใจความในบันทึกข้างต้น ขอเป็นกำลังใจค่ะ ดีนะที่เธอรู้รูปการณ์ของคณะ เธอตั้งแต่ต้น
เป็นกำลังใจให้ครับ ภารกิจชีวิตคือชีวิตครับ ทั้งชีวิต งานองค์กร งานบ้าน และการศึกษา เรื่องเดียวกัน เนียน ๆ อยู่ในชีวิตเราทั้งนั้นครับ