วันนี้ ได้รับการติดต่อจากน้องเหมียว วารินทิพย์ นาคำ ซึ่งเป็นเคสที่รัตน์ดูแลอยู่ ซึ่งดูแลในที่นี้หมายความว่าเป็นคนรับคำร้องและกรอกข้อมูลลงในฟอร์มซึ่งเราใช้กัน ๑๖ หน้า ยาวที่สุด ซึ่งรัตน์ได้รับการติดต่อจากเขามาเรื่อย ๆ ทางโทรศัพท์

 

เหมียวเป็นคนแม่สอด จังหวัดตาก เกิดในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ เกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด จากพ่อและแม่ที่ไม่มีบัตร อะไรเลย ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว

เมื่อตอนเขาเกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด ทางโรงพยาบาลไม่ได้ให้หลักฐานการเกิดอะไรเลยกับครอบครัวเหมียวเลย เหมียวอาศัยอยู่กับยาย  และ น้าสาว (ซึ่งเหมียวเรียกว่าแม่ลั้ว) ทางราชการให้บัตรสีเหลือง(บัตรพม่าเชื้อสายไทย) กับยายและน้าสาว และต่อมาก็ได้ทำการแปลงสัญชาติเป็นไทยให้น้าสาว ตอนนี้เอกสารพิสูจน์ตนของน้าสาวของเหมียวคือใบต่างด้าว (ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว)

 

ต่อมาตอนเหมียวอายุประมาณ ๑๔ ปี ทางราชการได้เข้ามาเพื่อทำบัตรสีเหลือง(บัตรพม่าเชื้อสายไทย)ให้กับคนในหมู่บ้าน ซึ่งเหมียวก็ไปทำด้วย เหมียวได้มาแต่บัตรสีเหลือง แต่ทางราชการไม่ได้ให้ทะเบียนบ้าน หรือ ทร. ๑๓ มาให้เหมียวด้วย ปัจจุบันก็ยังไม่ได้สถานะของเหมียวตอนนี้คือเป็นราษฎรไทย ซึ่งตามพรบ.ทะเบียนราษฎร ถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ชั่วคราวในประเทศไทยได้

 

เหมียวมีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนซึ่งทางโรงเรียนก็ออกวุฒิบัตรให้ เรียนจนถึง ม. ๓ ไม่ได้เรียนต่อเพราะโรงเรียนมีถึงแค่ ม.๓ ดังนั้นเหมียวจึงเอาวุฒิบัตร ม.๓ ออกนอกพื้นที่ มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ โดยการออกนอกพื้นที่ของเหมียวนั้นก็ไม่ได้ขออนุญาตออกนอกพื้นที่จากอำเภอ  ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตำรวจจับ

 

เหมียวมาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นคนทำตัวเรือนจิวเวอรี่อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งแถวถนนสุริยวงศ์ ซึ่งรายได้ดีพอสมควร แต่เจ้านายของเหมียวก็ถามถึงหลักฐานประจำตัวของเหมียว ได้แก่บัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้าน ซึ่งเหมียวไม่มีให้ เหมียวไม่กล้าให้บัตรสีเหลืองแก่เจ้านายเพราะกลัวที่จะถูกไล่ออกจากงาน

 

เหมียวเข้ามาหาอ.พันธุ์ทิพย์ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เพราะได้ดูรายการโทรทัศน์ในช่วงนั้น รัตน์เลยนัดเหมียวและน้าสาว เข้ามากรอกประวัติที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัตน์ได้แนะนำให้เหมียวไปขอใบรับรองการเกิดจากอำเภอก่อน และให้ไปเอาทะเบียนบ้านมาให้ดู พร้อมกับไปสมัคร กศน. สีลม เพื่อสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการศึกษาว่าสามารถออกนอกพื้นที่เพื่อศึกษาต่อได้ตลอดทั้งหลักสูตร ดังนั้นเหมียวเลยกลับบ้านที่แม่สอดช่วงก่อนเลือกตั้งครั้งแรกของปี ๒๕๔๙ เพื่อดำเนินการ ๓ เรื่อง คือ ๑.ใบรับรองการเกิด ๒. สอบถามเรื่องทะเบียนบ้านว่าทำไม่ไม่ได้รับมาพร้อมกับบัตรสีเหลือ และ ๓. ขออนุญาตออกนอกพื้นที่เพื่อมาศึกษาต่อในกรุงเทพ

 

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙เหมียวไปอำเภอ เหมียวไม่สามารถให้ทางอำเภอออกใบรับรองการเกิดให้ได้ เพราะอำเภอบอกให้เหมียวไปที่เทศบาลเพราะงานส่วนนี้อยู่ที่เทศบาลอำเภอ ดังนั้นเหมียวก็เลยไปที่เทศบาล ซึ่งระยะทางจากอำเภอไปยังเทศบาลก็มีระยะทางไกลพอสมควรต้องจ้างรถรับจ้างไป ซึ่งเทศบาลก็บอกว่าให้ไปที่โรงพยาบาลที่เหมียวเกิด หาพยาน หลักฐานมา พร้อมกับทำเรื่องขอออกนอกพื้นที่เพื่อมาศึกษาต่อ ทางเทศบาลบอกไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้ในกรณีนี้ โดยอ้างว่าทำไมไม่เรียนที่แม่สอด เพราะที่แม่สอดก็มีโรงเรียน มี กศน. เหมือนกัน และยังบอกอีกว่าการขออนุญาตออกนอกพื้นที่นั้นสามารถขอได้ ในระยะเวลา ๓ วัน และ ๗ วัน มากที่สุดคือ ๑๕ วันซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเหมียวที่ต้องการเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ การปฏิเสธของทางราชการในครั้งนี้ทำให้ชีวิตของเหมียวเปลี่ยนไป

 

วันนี้ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ เหมียวโทรมาอีกครั้งบอกว่าทางเทศบาลออกใบรับรองการเกิดให้แล้ว และตัวเองตัดสินใจที่จะอยู่ที่แม่สอด เพื่อเรียนหนังสือโดยสมัครเรียนที่วิทยาลัย แห่งหนึ่งเรียนในสาขาการตลาด ซึ่งเป็นการเรียนในระดับ ปวช. ประกาศวิชาชีพ หลักสูตรมีระยะเวลา ๓ ปี ทางวิทยาลัยอนุญาตให้เหมียวเรียนได้ แต่เรียกร้องเอาสำเนาทะเบียนบ้านจากเหมียวเช่นกัน ซึ่งเหมียวบอกว่าได้สอบถามกำนันแล้วกำนันบอกว่าหลังสงกรานต์จะได้ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้

 

 การตัดสินใจของเหมียวเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ตนไม่ต้องขอออกนอกพื้นที่กับทางอำเภออีกต่อไป แต่ปัญหาของเหมียวก็ยังไม่จบ เพราะการเรียนสาขานี้ก็ต้องมีระยะเวลาฝึกงาน ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของเหมียวขอให้เหมียวไปทำใบขับขี่สำหรับการฝึกงานในปีที่ ๒ ซึ่งเหมียวก็ไม่สามารถทำใบขับขี่รถยนต์ได้เช่นกัน

 และหาก ๓ ปีผ่านไป เหมียวต้องการที่จะทำงานตามวุฒิการศึกษาที่ตนได้รับ เหมียวก็ไม่สามารถทำงานตามวุฒิที่ตนเรียนจบมาได้ เพราะตามพรบ.การทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ. ๒๕๒๒ งานที่เหมียวสามารถทำได้คืองานกรรมกร ไม่สามารถทำงานเสมียนได้