มหัศจรรย์เวชจริยศาสตร์: สัญจรขนอมภาค 2

       27 กุมภาพันธ์ 2553 คือวันที่เรารอคอยครับ เชื่อไหมว่า ลูกสาวทั้งคู่ของผมถามแทบจะทุกวัน ว่าจะไปขนอมวันไหน เมื่อคืนก่อนเธอก็ยอมนอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อตื่นนอนตอน 6 โมงตรง ส่วนผมน่ะเหรอครับ ตี 5 ครึ่งก็ตื่นแล้ว กลิ้งไปกลิ้งมาราว 15 นาทีก็ลงมาข้างล่างเพื่อทำไข่ลวกไว้ให้ 2 สาวกินรองท้อง ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะว่า วิถีการกินของครอบครัวผมไม่ค่อยเหมือนใครอื่น ผมคาดว่าเธอคงกินอาหารที่จัดเตรียมในรถไม่ได้ ซึ่งก็เป็นการคาดเดาที่ไม่เคยผิดเลยสักครั้ง

       เราได้รถคันใหม่เอี่ยมของคณะ 2 คัน ยี่ห้อไหโน่ (เขาเขียนว่า HINO) คันสีเขียวกับสีเหลือง ใหม่ซะจนชาวคณะเดินทางต้องช่วยกันแกะพลาสติกห่อเบาะ กลิ่นใหม่ยังอบอวลอยู่เลย ลูกสาวของผม ลูกสาวของพี่เปิ้ล (คุณแตงกวาและคุณต้นข้าว) แย่งกันขึ้นไปจับจองที่นั่งแถวหน้าสุด เพื่อหวังจะได้จองวิวที่เธอคิดว่าเจ๋งกว่าใครเพื่อน ลูกชายทั้ง 2 ของพี่ตาล (น้องนายและน้องคุณ) แย่งไม่เป็นเพราะยังตัวเล็กอยู่ ปิดท้ายด้วยลูกของอาจารย์ชัชปวิตร (ไตเติ้ลและน้องพราว) ที่ไม่มีโอกาสได้แย่งพี่ๆ เพราะว่าพ่อกับแม่คุมอยู่ น่าเสียดายที่พี่พัฒน์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอาจารย์วิศิษฐ์ไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะว่าที่โรงเรียนเขาจะสอบวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันหยุด แม่เจ้า !! ไอ้โรงเรียนบ้าบอแบบนี้น่าร้องเรียนยิ่งนัก มีที่ไหน เอาวันหยุดมาจัดสอบ

       อาจารย์สุธรรมและเจ๊จินนั่งอญุ่ด้านหน้าอาจารย์วิรัชกับภรรยาแสนสวย (พี่เชอร์รี่) อาจารย์โสภณและอาจารย์วิศิษฐ์จับจองแถวหลังๆ อาจารย์แมวไปนั่งใกล้ๆกลุ่มลูกศิษย์ เรามีแขกต่างภาคมาด้วยก็คือ อาจารย์เจนจากภาคดมยา ส่วนอาจารย์สกลและพี่เพ็นนีจะขับรถไปเองพร้อมลูกสาวอีก 2 คน เช่นเดียวกับพี่ดิ๊กและครอบครัว จะตามมาในช่วงบ่าย อาจารย์วีระพลจะมีคนขับรถขับพาท่านมาร่วมงานเช่นกันและจะกลับช่วงค่ำ เนื่องจากติดธุระสำคัญ เป็นอันว่า ผมได้หอบพาคณะไปพร้อมกันรวมทั้งครอบครัวก็ราวๆ 80 คน

       ทีมสนับสนุนความสนุกในครั้งนี้คงต้องยกให้อาจารย์วิรัช เพราะท่านเตรียมลำโพงส่วนตัวพร้อมทั้งคอมพิวเตอร์ที่มีเพลงสำหรับร้องคาราโอเกะนับพันเพลง มีการลองเสียงและฝึกร้องไปล่วงหน้าด้วย เรายังมีแขกคนพิเศษซึ่งก็คือป้าหน่อยและป้าแดงไปร่วมกิจกรรมด้วย เรียกได้ว่า มีโอกาสหวนคืนความหลังร่วมกันได้อย่างเต็มอิ่มเลยเชียวครับ

       รถบัสเราทำเวลาได้อย่างดี แม้ว่าจะต้องหยุดฉี่ถึง 2 สถานีน้ำมัน เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ เพื่อการจัดซื้อรถในครั้งต่อไป แหม..ก็รู้ทั้งรู้ว่าคนในคณะแพทย์แห่งนี้อายุอานามก็ไม่ใช่น้อย เวลาเดินทางก็มีความจำเป็นต้องฉี่กันได้เกือบตลอดทาง อีกทั้งคอกาแฟก็มีหลายคน เมื่อจอดปั๊มนี้ก็ซื้อกาแฟ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงฤทธิ์ของการขับปัสสาวะก็เริ่มแสดงออกมา ฉะนั้นในเมื่อรถที่ซื้อใหม่ทุกคันไม่มีห้องส้วม ก็ต้องใช้วิธีจอดกันร่ำไป ฮา....

       เรามาถึง “ตาลคู่บีช รีสอร์ท” ก่อนเที่ยงเล็กน้อย หลังจากแยกย้ายกันเข้าห้องพักก็เริ่มไปกินข้าวกันที่ห้องอาหารริมทะเล ซึ่งบรรยากาศนั้นสุดจะบรรยาย เพราะว่าหน้าห้องอาหารที่หันหน้าออกไปหาทะเลนั้นเขารักษาต้นหูกวางไว้อย่างดี กิ่งก้านที่แผ่สาขาออกมานั้นได้ช่วยเป็นร่มเงาสำหรับคนที่อยากกินอาหารภายนอกได้เป็นอย่างดี กอปรกับอาหารที่ทางร้านได้ตระเตรียมมานั้น รสชาติก็ช่างดีเสียเหลือเกิน เอาเป็นว่าพุงเริ่มสบายในมื้อแรกเสียแล้ว

       กิจกรรมแรกที่ได้จัดก็คือ การบรรยายเรื่อง “การฟังอย่างมีคุณภาพ” โดยผมได้เชิญอาจารย์วิรัช วุฒิภูมิ มาช่วยบรรยายให้ฟัง อาจารย์ได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องนี้แล้วได้ข่าวว่ามีคนติดอกติดใจ ไม่รู้ว่าติดใจเนื้อหาหรือติดใจอาจารย์ แต่นั่นแหละ เมื่อเริ่มได้ฟังก็รู้คำตอบ ว่าเขาติดใจเนื้อหา เพราะว่าอาจารย์ท่านช่างสรรหาสิ่งต่างๆมาบรรยายได้มากมาย ไม่รู้ว่าไปหาอ่านมาจากกี่เล่มหนังสือ เชื่อไหมว่า ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงนับจากบ่ายโมงสิบห้าเป็นต้นไป ไม่มีใครคนไหนหลับได้ลงเลย

       กิจกรรมต่อมาเป็นช่วงของอาจารย์สกล ซึ่งโจทย์ที่ผมให้อาจารย์ไปก็คือ “อยากได้ world café โดยหัวข้อที่จัดประชุมคือการสื่อสาร ดังนั้นอาจารย์ช่วยผมหน่อย” ซึ่งก็ไม่ผิดหวังสำหรับอาจารย์สกลครับ

       ท่านเริ่มจากการเรียกสมาธิมาสู่สมาชิกทุกคน เปิดเพลงสบายๆให้ฟัง เชิญชวนสมาชิกชื่นชมกับชีวิตที่เรามี ตา หู ปาก และหัวใจ แถมด้วยการมีอวัยวะต่างๆเหล่านี้ทั้งเพื่อตัวเองและผู้อื่น บรรยากาศในห้องเลยเปลี่ยนจากวุ่นวายไปเป็นสงบอย่างรวดเร็ว จะเหลือเพียงก็แต่เสียงเดินไปเดินมาของท่านไตเติ้ลที่ลากเท้าแครกๆไปมาหน้าโปรเจคเตอร์ เล่นแสงเงาอยู่ตรงนั้น

       กติการของ world café ก็คือการฟัง ฟังเสมือนหนึ่งว่า ใน 10 นาทีจากนี้ไป จะมีคนคนหนึ่งได้รวบรวมเรื่องราวทั้งชีวิตของเขามาเล่าให้เราฟัง ฟังอย่างมีสติ ไม่โต้แย้ง ไม่ซักถามหรือขัดจังหวะ และอาจจะได้ฟังเรื่องแบบนี้เพียงครั้งนี้ครั้งเดียวในชีวิต หัวข้อของการพูดคุยมี 3 เรื่องครับ เรื่องแรกก็คือ “รารักใครมากที่สุด” ข้อต่อมาก็คือ “ใครรักเรามากที่สุด” ตามด้วยท้ายสุดก็คือ “เราเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อทำอะไร” มาถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกเต็มตื้น ไม่ใช่เพราะการพูดคุย แต่เป็นเพราะการดู ดูสมาชิกนั่งคุยกัน กว่า 10 คนน้ำตาร่วง จมูกแดง เช็ดขี้มูกกันพัลวัน ลูกศิษย์จากภูฏานเธอร้องห่มร้องไห้ตั้งแต่โจทย์ข้อแรกและเรื่อยมาจนข้อสุดท้าย อาจารย์สกลบอกผมว่า กลุ่มนี้มีความสามารถในการคุยกันจนถึงระดับ open heart เลยครับ

       จากช่วงนี้ก็มาถึงการแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่มเพื่องานหลักของการมาสัมนาที่นี่

       ว่าด้วยเรื่องการใช้ SBAR model มาใช้ในการสื่อสารนั้น อาจารย์เจ๊จินกับพี่เปิ้ลได้กรุณาเขียนตัวอย่างผู้ป่วยมาจำนวน 6 ตัวอย่าง เพื่อให้สมาชิกแต่ละกลุ่มได้ระดมความคิดหาคำพูดที่เหมาะสมในการรายงาน โดยเรียงลำดับ situation-background-assessment-recommendation โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด กระชับที่สุด และผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ในขั้นตอนนี้ อาจารย์สุธรรมได้มอบหมายให้มีคุณหมอ 6 คน ทำหน้าที่รับผิดชอบเตรียมตัวนำเสนอในวันรุ่งขึ้น และยังมอบหมายอีกว่า ทั้ง 6 ท่านนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญที่สุดไปตลอดปีการศึกษานี้ในการรายงานกรณีผู้ป่วยเฉพาะเรื่อง และจะต้องติดตามพัฒนาการการรายงานของเพื่อนๆอีกด้วย ดังนี้ครับ

       คุณหมอเมสิตา รับผิดชอบเรื่อง ผู้ป่วยที่มีปัญหาครรภ์เป็นพิษและชัก

       คุณหมอครรชิต เรื่องผู้ป่วยตั้งครรภ์ทารกท่าก้น มีรกเกาะต่ำ มีเลือดออกปริมาณมากจนเกิดอาการช๊อคและเตรียมผ่าท้องคลอดด่วน

       คุณหมอก้อง กรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูก เกิดปัญหาปวดท้องน้อยฉับพลัน ต้องได้รับการวินิจฉัยร่วมกันระหว่างเราและหมอศัลย์

       คุณหมอไอลดา กรณีผู้ป่วยตกเลือดหลังคลอด

       คุณหมออาร์ท เรื่องผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยฉับพลัน และสงสัยว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก

       และคุณหมอส้มโอ กรณีผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่มีปัญหาทารกเกิดภาวะวิกฤติในครรภ์

       สำหรับผมเองเสร็จงานก่อนใครเพื่อนตั้งแต่ 4 โมง ทั้งนี้เพราะพี่เปิ้ลจะช่วยดูแลลูกศิษย์ไปก่อน ว่าแล้วผมก็แอบหนีออกมาดูแลลูกสาวทั้ง 2 ที่รายงานมาทางโทรศัพท์ว่า “พ่อจ๋าใส่ชุดว่ายน้ำเสร็จแล้วจ๊ะ” เพียงเท่านี้พ่อมันก็เกิดอาการแข้งเข่าอ่อน รีบคลานไปเปลี่ยนชุดว่ายน้ำด้วย ถูกคุณแม่โปะหน้าด้วย SPF สูงสุด โดยเธอกะว่าแสงแดดจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนสีผิวของสมาชิกในครอบครัวเธอได้เลย

       ผมพาลูกสาวลงทะเลก่อน เพราะว่าคลื่นลมกำลังดี ผิวน้ำยกตัวหัวแตกเล็กน้อย ทั้งสองสาวจะได้มีโอกาสโยนตัวขึ้นลงตามการยกตัวของคลื่น ลักษณะชายหาดของที่นี่เป็นลักษณะของทางฝั่งตะวันออกอย่างแท้จริง เพราะความลาดชันมีน้อยมาก เราสามารถเดินออกไปได้ไกลๆโดยน้ำยังไม่ลึกเลย แต่นั่นต้องระวังว่ามันจะมีความลึกเป็นช่วงๆ บ้านผมเรียกลักษณะความลึกแบบนี้ว่า “ปึก” กฎเหล็กของผมก็คือ ลูกต้องใส่ห่วงยางเสมอ อย่าลืมนะครับว่า “คืบก็ทะล ศอกก็ทะเล” เราประมาทไม่ได้เลยแม้แต่จะคิด เราก็ต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะหากเราจมหายไป ลูกสาวเราก็จะลอยไปไหนต่อไหนได้อีก ฮา.....

       เล่นทะเลได้พักหนึ่งก็รู้สึกเหนื่อย จึงย้ายตัวเองไปลงสระน้ำ

       สระน้ำที่นี่จัดว่าสวย ไม่ลึกจนเกินไป น้ำอุ่นกำลังดีเพราะตากลมห่มแดดมาทั้งวัน สระเด็กแฝงตัวอยู่ในสระใหญ่ ครั้งนี้โลมาทั้ง 2 ตัวไม่ยอมพ่นน้ำเหมือนครั้งที่ผมมาคราวก่อน ผมเล่นน้ำในสระเพียงไม่นาน สมาชิกคนอื่นๆในห้องก็เริ่มทะยอยออกมาจากห้องประชุมและเปลี่ยนชุดสวยมาเดินที่ชายหาด บรรดาลูกศิษย์ที่รักต่างพากันไปลงทะเล ลูกสาวผมก็ย้ายตัวเองไปลงทะเลอีกหน แตงกวาและต้นข้าวก็ลงทะเล ไตเติ้ลและน้องพราวก็ลงทะเล รายสุดท้ายนี่เก๋สุด เพราะเธออายุอานามราวขวบเศษ เลยไม่มีความกลัวอยู่ในหัว ป้าเล็กอุ้มเธอลงทะเลไป เจ้าตังเล็กก็หัวเราะลูกเดียว ลูกคลื่นตีถูกหน้า เธอก็จะทำหน้าตื่นๆแล้วพึมพัมดังๆ “เค็มๆ เค็มๆ” ไม่ร้องไห้สักแอะ

       มื้อค่ำของวันนี้ผมยกนิ้วให้กับปลาแห้งทอด มันอร่อยเสียจนคุณจ้าของผมต้องเติมข้าวไปถึง 3 ครั้ง สงสัยจะถูกกระตุ้นด้วยหิวเพิ่มไปด้วย เพราะตอนเที่ยงเธอหยอดของลงท้องไปนิดเดียว และเมื่อแสงแดดเริ่มหลบหายไป คาราโอเกะก็เริ่มทำงาน อาจารย์วิรัชเริ่มขับกล่อมสมาชิกด้วยเพลงจากคาราบาว และที่เรียกเสียงได้อย่างมากมายก็คือ อาจารย์กระแต ซึ่งท่านออกมาร้องเพลงและหนีบเอาบรรดาสาวๆออกมาเป็นหางเครื่องด้วย สวยๆทั้งนั้น พี่อารีย์ พี่ศิริรัตน์ พี่จัน พี่แกน ป้าเอี้ยง ป้าแดง ป้าหน่อย และแป๋ว เล่นเอาผมท้องคัดท้องแข็ง

       เมื่อ BBQ เริ่มออก ความสนุกก็เริ่มขึ้นในอีกบรรยากาศหนึ่ง หมึกกล้วยย่าง หอยแครงลวก กุ้งเผา และปลาสำลีย่าง ช่างอร่อยถึงลิ้นถึงเหงือกจริงๆ

       คืนนี้สนุกมากครับ บรรดาลูกศิษย์ทั้งกิน ทั้งดื่ม ทั้งร้อง ทั้งดิ้น ผมหมดแรงราวๆ 3 ทุ่มครึ่ง ต้องแอบกลับห้องไปก่อน อาจารย์วิรัชเล่าว่า ตัวอาจารย์และลูกศิษย์ยังคงนั่งคุยกันต่อไปจนถึงเวลาตีหนึ่งเศษ ฟังเขาบ่นและระบาย

       ถึงช่วงนี้ ผมคิดว่า เราบรรลุจุดประสงค์ข้อ “happiness workplace” ได้แล้วข้อหนึ่ง