มหาบุรุษแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ 

                 เจ้าพ่อศรีนครเตา  ถือว่าเป็นมหาบุรุษแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ ที่เคารพนับถือของชาวทุ่งกุลาร้องไห้ 

ซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายหมู่บ้าน  ตำนานของเจ้าพ่อฯ  โดยการเล่าต่อ ๆ กันมา  ในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา  ซึ่งเมื่อจะลงมือทำอะไร   จะต้องมีการบอกกล่าวเจ้าพ่อฯ ให้ท่านรับรู้รับทราบ  เพื่อให้ท่านดูแล ปกปักรักษา คุ้มครอง  ทำให้การทำงานหรือกิจการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่น  ปลอดภัย 

             ตำนานเจ้าพ่อศรีนครเตา  ได้มีบางท่านพยายามรวบรวม เรียบเรียงบันทึกไว้เพื่อศึกษา  แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก  ทีมวิจัยชุมชนเมืองเตา โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยท้องถิ่น(สกว.) จึงได้ทำการศึกษาตำนานเจ้าพ่อศรีนครเตา โดยรวบรวม เรียบเรียง จากการบอกเล่าและเอกสารการบันทึกหลายแห่ง  ซึ่งมีราย ละเอียดที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่เค้าโครงยังมีส่วนคล้ายคลึงกัน บางส่วนอาจ จะยังไม่ละเอียดชัดเจนนัก  ในฐานะที่เราเป็นลูกหลานเจ้าพ่อศรีนครเตา โดยกำเนิดหรือเข้ามาอาศัยในดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้  จึงได้พยายามศึกษาค้นหาและรวบรวมข้อมูลไว้  หากมีส่วนใดขาดตกหรือผิดพลาดประการใดคณะผู้จัดทำยินดีน้อมรับคำแนะนำ และพร้อมที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป 

 

  <p class="MsoNormal" style="text-align: center; margin: 0cm 0cm 0pt;">ตำนานเจ้าพ่อศรีนครเตา    </p> <p style="text-align: center;">ตอนที่ 1   </p> <p style="text-align: center;">หัวหน้าส่วยอพยพตั้งถิ่นฐาน</p>

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            อัตปือแสนปาง(แสนแป) เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครจำปาศักดิ์ประเทศลาว  อยู่ติดกับชายแดนเขมรหรือกัมพูชา  ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกุย ที่เหลือคือ ข่า เยอ เยิ่น  ขุน ละหว้า หรือเรียกรวมกันว่าส่วย  ส่วยเป็นชนชาติที่เจริญ  มีภาษาเป็นของตนเอง  เป็นคนขยันขันแข็ง  อดทน  มีอาชีพทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์  หาของป่าและที่สำคัญคือมีอาชีพจับช้าง  เพราะส่วยมีคาถาอาคม  ชอบเครื่องรางของขลัง 

             ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2300 เกิดภาวะฝนแล้งติดต่อกัน 7-8 ปี  ทำให้ผู้คนอดอยาก  จึงได้พากันอพยพ(แตกบ้าน)หลบหนีไปหาแหล่งทำมาหากินใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งมีหัวหน้าคุมสมัครพรรคพวกที่สำคัญ คือ เซียงฆะ เซียงปูม  เซียงสง  เซียงสี  เซียงพัน  เซียงชัย  และเซียงขัน

                หัวหน้าส่วยแต่ละคนได้รวบรวมพรรคพวกแยกย้ายกันหาทำเลเพื่อตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง และทำมาหากินตามความเหมาะสม  พร้อมกับได้ช่วยกันสร้างบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรือง ดังนี้

1. เซียงฆะ  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่  อ.สังขะ

2. เซียงปูม  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองที จ.สุรินทร์

       ***3. เซียงสง  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองลิง

4. เซียงสี    ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านกุดหวาย บางตำนาน เป็นบ้านบุ่งหวาย บางตำนานเป็น บ้านเมืองเตา

5. เซียงพัน ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านลำดวน

       ***6. เซียงชัย  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านจารพัตร)

       ***7. เซียงขัน  ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ อ.ขุขันธ์ ) 

บางคนจะไม่ได้กล่าวถึง  เซียงสง  บางคนจะไม่กล่าวถึงเซียงขัน บางคนจะไม่กล่าวถึงเซียงชัย และเซียงขัน บางคนบอกว่าหัวส่วยทั้ง 5 คือ ขุนปูม  ขุนมะ      ขุนกะจะ  เซียงศรี  และเซียงขันธ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เซียงสี   ได้เลือกตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านกุดหวาย  เป็นผู้มีวิชาอาคมเก่งกล้า  มีความชำนาญในการจับช้างและเลี้ยงช้าง ได้สร้างหลักปักฐานทำมาหาเลี้ยงชีพโดยการทำไร่   ทำนา  ปลูกถั่ว  ปลูกงา   จับสัตว์ป่าและหาปลา  ซึ่งท่านได้ไปสร้างบ้านไว้ที่ลำพลับพลาเพื่อเป็นที่พักในฤดูหาปลา  และปั้นคูไว้สำหรับดักไซ  นอกจากนั้นยังมีฝีมือในการถลุงเหล็กทำศาสตราวุธ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 2 

ซ้างแตกปอก 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ในปี พ.ศ.2302  สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระสุริยามรินทร์(พระเจ้าเอกทัศน์) องค์สุดท้ายของสมัยกรุงศรีอยุธยา  ได้เกิดสงครามสู้รบกับพม่าเป็นเวลายาวนาน  ช้างเผือกพระที่นั่งได้แตกโรงพลัดหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาไป   โดยมุ่งหน้าไปทางภาคอีสาน  เสนาอำมาตย์ราชบริวารประมาณ   30  คน ได้ออกติดตามช้าง

โดยมีเจ้าสองพี่น้อง คือพระยาจักรี(นายทองด้วง)และพระยาสุรสีห์(นายบุญมา)เป็นหัวหน้า  ซึ่งต่อมาภายหลังนายทองด้วงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของราชวงศ์จักรี  ทรงพระนามว่า  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  รัชกาลที่ 1  และนายบุญมาเป็น กรมพระบวรสถานมงคลอุปราช  ในรัชกาลที่ 1 

            ขบวนติดตามได้ตามรอยพญาช้างเผือกเรื่อยมา  เป็นเวลาแรมเดือนจนผ่านพ้นดงพระยาไฟเข้าเขตเมืองพิมาย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นหัวเมืองชั้นเอกของกรุงศรีอยุธยา  จึงเข้าทูลถามเจ้าเมืองพิมาย  ทราบว่าพญาช้างเผือกได้ผ่านไปหลายวันแล้ว  โดยมุ่งหน้าไปทางทุ่งใหญ่เลียบเลาะแม่น้ำมูลไปทางทิศตะวันออก(เขตทุ่งกุลาร้องไห้) ซึ่งมีพวกส่วยที่มีความชำนาญในการจับช้างและเลี้ยงช้างอยู่ หากสืบถามคงอาจจะทราบเรื่องดี  เจ้าสองพี่น้องจึงได้ออกติดตามเรื่อยมาจนได้พบกับเซียงสีและได้สอบถามกับอยู่นานวกไปวนมา เนื่องจากสื่อความหมายไม่ชัดเจน เพราะคนละภาษา เจ้าสองพี่น้องไม่เข้าใจคำว่า “ด่อน” เซียงสีไม่เข้าใจคำว่า “เผือก”  แต่ในที่สุดก็ได้ความว่าช้างเผือกได้ผ่านไปหลายวันแล้ว  เจ้า สองพี่น้องจึงได้ขอเป็นเพื่อน(ผูกเสี่ยว)กับเซียงสี  พร้อมกับขอร้องให้เซียงสีช่วยออกติดตามช้างด้วย  เซียงสีตกลง และได้พาไปพบเสี่ยวซึ่งเป็นหัวหน้าส่วย ช่วยออกติดตาม ทั้งหมดก็ได้พากันออกติดตามพญาช้างเผือก สอบถามชาวบ้านไปเรื่อย ๆ ผ่านทุ่งกุลาร้องไห้  บ้านห้วยแก้ว (อำเภอรัตนบุรีในปัจจุบัน) จนไปถึงหนองบัวขี้ตะโหลก หรือหนองบัวหนองโชค  ได้เห็นพญาช้างเผือก  2 เชือก กำลังลงเล่นน้ำอยู่กับโขลงช้างป่าประมาณ 50-60 เชือก เซียงสีผู้มีวิชาอาคมขลัง  จึงได้ทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์จับช้าง  โดยการ   เสกก้อนดิน  8  ก้อน โยนไป  8  ทิศร่ายคาถาพร้อมกับกล่าวคำอัญเชิญพญาช้างเผือก

ให้กลับกรุงศรีอยุธยา  บรรดาช้างป่าทั้งหลายพากันแตกตื่นวิ่งหนีไป  เหลือเพียงพญาช้างเผือก 2 เชือก เซียงสีจึงได้ประกอบพิธีประกำจับช้าง   ในที่สุดพญาช้างเผือกก็ขึ้นมาบนฝั่งหมอบกราบลงต่อหน้าเซียงสีและคณะ  และสามารถจับช้างเผือกได้  ต่อมาจึงได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนั้นว่า “ห้วยทัพทัน”

เมื่อเจ้าสองพี่น้องกลับมาถึงบ้านเซียงสี  ได้เหลือบไปเห็นดาบเล่มหนึ่ง  ดูลักษณะแล้วถูกใจก็เลยคิดอยากจะได้จึงเอ่ยปากขอ  เซียงสีจนปัญญาที่จะบอกว่าไม่อยากจะให้  จึงบอกว่าดาบเล่นนี้มันเก่าใช้มานานแล้วไม่มีคมสามารถฟันต้นไม้ได้เพียง 100 ท่อนเท่านั้นเอง  ถ้าอยากได้จริง ๆ ให้หาเหล็กมาให้ 7 แหย่งช้าง(บางท่านบอกว่า 60 เล่มเกวียน) จะทำให้ใหม่  เจ้าสองพี่น้องจึงตกลง และก่อนที่จะลากลับเจ้าสองพี่น้องได้เชื้อเชิญเซียงสีและเสี่ยวทั้ง 5 คน ว่าเดือนห้าให้ไปเยี่ยมที่กรุงศรีอยุธยาในฐานะเพื่อนกัน(เสี่ยว) และจะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ  เพื่อจะได้โปรดพระราชทานความชอบให้  เซียงสีพร้อมกับเสี่ยวทั้งห้า ก็รับคำเชิญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 3   

พระศรีนครเตาท้าวเธอ 

เจ้าสองพี่น้องได้นำเหล็ก  7  แหย่งช้าง มาให้เซียงสีตามที่ตกลง   เซียงสีจึงได้จัดแจงให้ลูก ๆ ทั้ง 6 คนคือ อันชะนอน ,พรสวรรค์, แม่นจันทร์ทองห้าว,  ท้าวน้อยบุญชู , ท้าวหูสามแหง่  , ท้าวแผ่บุญยัง   ไปทำเตาเผาตีเหล็ก(ถลุงเหล็ก) ซึ่งต่อมาภายหลังบริเวณนั้นมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขัง ชาวบ้านเรียกว่าหนองเตาเหล็ก อยู่ในบริเวณดอนกอก  และบริเวณใกล้ ๆ แอ่งน้ำนั้นจะมีขี้เหล็ก ลักษณะถูกความร้อนสูงอยู่มากมาย  ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในเขตโรงเรียนเมืองเตาวิทยาคม  และยังมีร่องรอยเศษขี้เหล็กปรากฏอยู่  การตีดาบของ   เซียงสีนั้นใช้  นวโลหะคือโลหะเก้าชนิด ได้แก่ เหล็กไหล เหล็กปลีก  เหล็กกล้า  ทองเหลือง  ทองแดง  นาค  เงิน  ทองคำ  ทองขาว  เป็นส่วนผสม รวมกันได้น้ำหนักเก้าสิบหาบ และเซียงสีได้เริ่มตีดาบตั้งแต่ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9   ปีมะเส็ง  ถึงวันเพ็ญเดือนสามในปี พ.ศ. 2304  จึงแล้วเสร็จ  โดยเซียงสีได้มีเคล็ดลับก็คือ เอาขี้เป็ด 7 คอกมาชุบ แล้วเสกคาถาพระร่วง “อิมังสัจจะวาจัง อธิฐามิ  ทุติยัมปิ  อิมัง  สัจจะวาจัง อธิฐามิ  ตะติยัมปิ  อิมัง  สัจจะวาจัง  อธิฐามิ”  ซึ่งใช้เวลา 6 เดือน 15 วัน ได้ดาบ 1 เล่ม  จากนั้นได้นำไปทำการทดลองฟันไม้ที่ดงมูลครั้งเดียวขาดแสนต้น  จึงให้ชื่อ ดงสะตาว เป็นภาษามคธ  ซึ่ง ตาว แปลว่า ดาบวิเศษฤทธิ์กล้า  หรือบางคนก็เรียก ดงแสนตอ

                พอถึงเดือนห้าเซียงสีพร้อมกับเสี่ยวทั้ง 5 คน  จึงปรึกษาหารือและตกลงกันไปเยี่ยมเจ้าสองพี่น้อง โดยแต่ละคนนำของไปฝากตามที่หาได้ในท้องถิ่นของตน ดังนี้

  1. เซียงปูม ได้โค้งสามหวาย (หวาย 3 โค้ง)
  2. เซียงสง  ได้ลืม  3  กระบอง (ขี้ไต้  3  มัด )
  3. เซียงสี    ได้ตะกุบตะกับ 2 ( เต่า  2  ตัว) และดาบ  1  เล่ม
  4. เซียงพัน ได้ละอองละแอง  4 ตัว (เนื้อสัตว์ป่า  4  ตัว ซึ่งบางตำนานบอกว่าแลน  บางตำนานบอกว่า เนื้อกวาง ละอง ละมั่ง)
  5. เซียงฆะ  ได้ระหวี่ระวอน 5  (น้ำผึ้งเดือนห้า 5 กระบอกไม้ไผ่)
  6. เซียงชัย   ได้ตรวยฟ้า 2 (ไก่ฟ้า  2  ตัว)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เมื่อทั้งหกไปถึงก็ได้มอบถวายของฝากที่ตนได้นำมา  ส่วนเซียงสีได้นำดาบที่นำมามอบถวาย แก่เจ้าสองพี่น้อง ปรากฏว่าเจ้าสองพี่น้องกลับไม่พอใจ  เนื่องจากเหล็กตั้งมากมายถึง7 แหย่งช้าง ทำดาบได้แค่เล่มเดียวคิดว่าไม่ยุติธรรม  จึงเกิดการต่อว่ากันขึ้น  ถึงแม้เซียงสีจะอธิบายอย่างไรเจ้าสองพี่น้องก็ไม่รับฟัง   เซียงสีจึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นก็จะหาเหล็กมาคืนให้ครบทั้งหมด  จากนั้นจึงลากลับ 

ขณะที่เซียงสีขยับลุกขึ้นเท่านั้นเอง ก็เกิดอภินิหารท้องพระโรงสั่น สะเทือน  ดาบกระเด็นกระดอนไป  เซียงสีกลัวดาบจะกระเด็นไปโดนเจ้าสองพี่น้อง  จึงได้คว้าจับดาบแล้วโยนทิ้งออกไป  นอกท้องพระโรง  บังเอิญปลายดาบได้ทิ่มลงบนพื้นดิน   ทำให้ดินแยกออกจากกันกลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่าบ่อแท่งเหล็กแท่งทอง หรือสระกัดเหล็กกัดทองในเวลาต่อมา ดาบก็จมหายไป เจ้าสองพี่น้องก็ไม่ได้ดาบเล่มนั้น

หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น  ทำให้เจ้าสองพี่น้องมีความเข้าใจในความซื่อสัตย์  จริงใจของเซียงสี  และได้นำเสี่ยวทั้งหกเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเห็นบุคคลเหล่านี้มีความดีความชอบต่อบ้านเมือง จึงพระราชทานยศฐานะบรรดาศักดิ์ให้ ดังนี้

  1. เซียงฆะ  เป็นหลวงสังฆะบุรีศรีอัจจะ
  2. เซียงชัย   เป็นขุนชัยสุริยวงศ์
  3. เซียงปูม  เป็นหลวงสุรินทร์เสน่หา
  4. เซียงสง   เป็นขุนวานรนิวาส
  5. เซียงพัน  เป็นขุนพนาดนิคมคาม
  6. 10

    เซียงสี     เป็นหลวงศรีนครเตาท้าวเธอ  และยกฐานะบ้านกุดหวาย

เป็นเมืองเตา (เตา หมายถึง เตาถลุงเหล็ก ทำมีด ดาบ)  ในปัจจุบันยังมีร่องรอย เศษขี้เหล็กปรากฏอยู่ ซึ่งบริเวณนั้นเรียกว่า “หนองเตาเหล็ก”  รอบ ๆ หมู่บ้านมีหนองน้ำและคูเมืองล้อมรอบ   

             หลวงศรีนครเตาท้าวเธอ  ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี  มีวิริยะอุตสาหะมาโดยตลอด  มีความดีความชอบ ได้ช่วยราชการในการสงครามต่อต้านศัตรูหลายครั้งหลายหน  และได้รับชัยชนะตามวิสัยของชายชาตินักรบ  และได้ออกเยี่ยมดูแล ทุกข์สุขของประชาชนในเขตปกครอง พร้อมกับสร้างบ้านแปลงเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา  ในที่สุดจึงได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น  “พระศรีนครเตาท้าวเธอ”   คนทั่วไปเรียกว่า   “เจ้าพ่อศรีนครเตา”

 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่

บั้งเมล์เป็นเหตุ

             พระศรีนครเตาท้าวเธอ  ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา  จนต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชสาส์น(บั้งเมล์)   ส่งให้กับอุปราชเมืองอุบลให้ยกทัพไปช่วยเมืองเชียงใหม่  ปรากฏว่าพระราชสาส์นนั้นไปถึงเมืองอุบลล่าช้า เป็นเหตุให้ทัพเมืองอุบลไปไม่ทันทัพหลวง  จึงทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง ให้ไต่สวนตามรายทาง และได้ทรงทราบแน่ชัดว่าตกหล่นสูญหายที่เมืองเตา โดยขณะนั้นบังเอิญพระศรีนครเตาท้าวเธอไม่อยู่  ภรรยาของท่านจึงรับแทน  และได้มีผู้คิดยุแหย่ให้ภรรยาของท่านเปิดดู   เมื่อความทราบถึงพระเจ้าเหนือหัว  จึงโปรดเกล้าฯให้ลงอาญาแก่พระศรีนครเตาท้าวเธอ  โดยการประหารชีวิต

               พระศรีนครเตากลัวความผิด  จึงได้หนีไปบวชที่บ้านไพรขลาและเพื่อมิให้คนรู้จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “เมื่อย” (บางคนออกเสียงเป็น เม้ย ซึ่งเป็นภาษาเขมร) ชาวบ้านได้พึ่งบุญบารมีไปเล่าเรียนวิชามหาเวชอย่างมากมาย  จนได้สมณะศักดิ์เป็นอุปัชฌาย์  นามว่า ฌาย์เมื่อย    จนถูกตามจับตัวได้  จึงถูกประหารชีวิตโดยการใช้แผ่นกระดานขนาบคอ  แล้วใช้ดาบตัดพระศรีนครเตาจึงสิ้นใจตายที่นั่น การตายครั้งนี้ทำให้ประชาชนที่เคารพนับถือพระศรีนครเตาเสียใจมาก ชาวบ้านเมืองเตาและหัวเมืองอื่นๆ  จึงได้สร้างศาลไว้เป็นที่ระลึกและทำพิธีฉลองทุกปีพระศรีนครเตาได้กลายเป็นเจ้าพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองเตา  ซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ  รวมทั้งชาวบ้านตามหัวเมืองต่าง ๆ ในเขตใกล้เคียงด้วยเช่น อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์ , อำเภอรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์  , อำเภอเกษตรวิสัย  อำเภอสุวรรณภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด

จากบันทึกปากคำของ  คุณปู่เสน  ผาจีบ  อายุ  96  ปี  

ก่อนถึงแก่กรรม ในปี 2495  ว่า ฌาย์เมื่อย ได้เสียชีวิตที่วัดไพรขลา เมื่อ               

พ.ศ.2338  รวมอายุได้  86 ปี 

ส่วนทางเมืองเตาได้ขาดผู้ปกครองบ้านเมือง  กอร์ปกับการทำมาหากินไม่สะดวก  ชาวบ้านลูกหลานบางส่วนได้พากันย้ายบ้านใหม่ไปอยู่ที่ห้วยแก้ว ซึ่งภายหลังตั้งชื่อว่ารัตนบุรี  ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ก็ได้สืบตามหาเซียงสีเรื่อยมาแต่ก็ไม่เจอ  จึงได้แต่งตั้งท้าวอังชะนอนแทนหลวงศรีนครเตาและให้ท้าวพรสวรรค์ครองเมืองห้วยแก้วหรือรัตนบุรี  ท้าวจันทองห้าวให้ครองเมืองเสือ ท้าวน้อยบุญชูครองเมืองเจีย  ท้าวหูสามแหง่ไปอยู่เมืองชุมพล  ท้าวแผ่บุญยังไปอยู่บ้านชุมแสง (อำเภอท่าตูมในปัจจุบัน)

คณะผู้จัดทำ       

ผู้รวบรวมข้อมูล

              ทีมวิจัยชุดที่ 1  

นายบุญทัน  กมลม, นายพรมมา  จำปาทอง, นายส่อม  ดาราวรรณ,

นายสัมภาษณ์ อามาตย์เสนา,นายสม ปานทอง,นายภา โพธิ์เงิน, 

นายอุดม  ประทุมทอง,พระไพจิตร สุมังคโล,นายสมพงษ์  อาษากิจ,

นายหนุน อากิจ, นายประสิทธิ์ จำปาทอง, นางเจริญศรี  ชิณรัตน์,

นายสวานิตย์  ศิริบูรณ์

              ทีมวิจัยชุดที่ 2  

นายบุญทัน  กมล, นายจิรยุทธ์  แสงมณี, นายสุรสีห์ ไชยสงคราม,

นายส่อม  ดาราวรรณ, นายสุดตา  ประทุมทอง, นายหนุน  อาษากิจ,

นางศศิวิมณ โดดเคริอ,นายทองพูน อามาตย์เสนา, นายเคน พรเสนา,

นายสมพงษ์  อาษากิจ, นางสาวศรัญญา  ภาบับภา,

นางเจริญศรี ชิณรัตน์, นายสวานิตย์  ศิริบูรณ์

ผู้จัดทำและเรียบเรียง

                นายสวานิตย์  ศิริบูรณ์ และคณะ

ที่ปรึกษา

                นายแดง  สร้อยทอง, นายประวัติ  ประทุมทอง, นายจำนง  ดาราวรรณ,

             นายสุกรี  เป้าน้อย, นายปรีดา  ศิริ, นายวาณิช  จรรยา,

             นายทองสุก  พรมเสนา, นายเสาร์  บุราณรมย์