มิเฉพาะเพียงแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ สำหรับเกษตรกรเท่านั้น หากหมายรวมถึง การดำเนินชีวิตทางสายกลาง และการยึดหลักการพึ่งพาตนเอง
ตามรอยพ่อหลวง
'เศรษฐกิจพอเพียง''คำตอบที่แท้' แห่งชีวิตทุกสมัย
ปรัชญา 'เศรษฐกิจพอเพียง' ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ที่พระราชทานให้กับประชาชนคนไทยนั้น
ยิ่งใหญ่และเปี่ยมคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของคนไทยเหลือคณานับ
มิเฉพาะเพียงแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ สำหรับเกษตรกรเท่านั้น
หากหมายรวมถึง การดำเนินชีวิตทางสายกลาง และการยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ของ
'ทุกชีวิต' ที่ต้องเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนต่างๆ อีกด้วย
โดยเฉพาะการดำรงชีพในยุคสมัยปัจจุบัน เช่น พ.ศ.2549 นี้!!
จำเป็นเหลือเกินที่ต้องพึ่งหลัก 'เศรษฐกิจพอเพียง'
ในระดับบุคคลทั่วไปมาใช้ในชีวิตโดยเร่งด่วน
ด้วยระดับนี้ ถือเป็นความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างไม่เดือดร้อน
มีความเป็นอยู่อย่างพอประมาณตนตามฐานะ ไม่หลงใหลไปตามกระแสวัตถุนิยม
มีอิสรภาพในการประกอบอาชีพ เดินทางสายกลาง ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง
และสามารถพึ่งพาตนเองได้
"การกู้เงินที่นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้น
ไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ
เพราะว่าถ้ากู้เงินแล้วทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้
ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ"
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพรรษา : 4 ธันวาคม 2540)
เพราะว่าถ้ากู้เงินแล้วทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้
ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ"
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพรรษา : 4 ธันวาคม 2540)
แม้บางคนอาจจะพลาดไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้จ่ายเกินตัว หนี้สินล้นมือ ฯลฯ
แต่ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ]
"เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน
เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง
สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ท ี่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม
และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป"
(พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
จากวารสารชัยพัฒนา ประจำเดือนสิงหาคม 2542)
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้
ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะมายาวนานกว่า 30
ปีแล้ว โดยพระองค์ท่านทรงพระราชทานในวโรกาสต่างๆ กัน
เริ่มต้นในปี พ.ศ.2517 ทรงเน้นย้ำถึง
ความพอมีพอกินของประชาชนและประเทศชาติเป็นเบื้องต้น
แต่ปีที่ประชาชนให้ความสนใจมากเป็นช่วงหลังจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี
พ.ศ.2540 นั่นเอง โดยมีหลักการเกี่ยวกับ 'การใช้เงิน'
เท่าที่มีตามฐานะของตนเอง และให้รู้จักการวางแผนการใช้เงิน
ปีแล้ว โดยพระองค์ท่านทรงพระราชทานในวโรกาสต่างๆ กัน
เริ่มต้นในปี พ.ศ.2517 ทรงเน้นย้ำถึง
ความพอมีพอกินของประชาชนและประเทศชาติเป็นเบื้องต้น
แต่ปีที่ประชาชนให้ความสนใจมากเป็นช่วงหลังจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี
พ.ศ.2540 นั่นเอง โดยมีหลักการเกี่ยวกับ 'การใช้เงิน'
เท่าที่มีตามฐานะของตนเอง และให้รู้จักการวางแผนการใช้เงิน
"...การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบ 'พอมีพอกิน'
แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง
ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว
จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้น มันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ
จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้
แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก.."
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2540)
ในปีนั้น ในหลวงทรงมีรับสั่งถึงนิยามของเศรษฐกิจแนวทางใหม่นี้ด้วย
"Self-Sufficient Economy คือเศรษฐกิจแบบพอเพียงกับตัวเอง เราก็อยู่ได้
ไม่ต้องเดือดร้อน"
"...
ที่พูดกลับไปกลับมาในเรื่องการค้า การบริโภค การผลิต และการขายนี้
ก็นึกว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤตการณ์ ตั้งแต่คนที่มีเงินน้อย
จนกระทั่งคนที่มีเงินมากล้วนเดือดร้อน
แต่ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ก็นึกว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤตการณ์ ตั้งแต่คนที่มีเงินน้อย
จนกระทั่งคนที่มีเงินมากล้วนเดือดร้อน
แต่ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ไม่ต้องทั้งหมด
แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่
ก็จะสามารถอยู่ได้
การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ
โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้
ก็สามารถที่จะแก้ไขได้..."
โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้
ก็สามารถที่จะแก้ไขได้..."
ถึงอย่างนั้นยังคงยากต่อความเข้าใจ อีกทั้งตีความผิดๆ
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี พ.ศ.2541 จึงมีรับสั่งอธิบายซ้ำอีกครั้ง
"คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ไม่มีในตำรา ไม่เคยมีระบบเศรษฐกิจพอเพียง
มีอย่างอื่น แต่ไม่ใช้คำนี้ ปีที่แล้วพูดว่า 'เศรษฐกิจพอเพียง'
เพราะหาคำอื่นไม่ได้ และได้พูดอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว
คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ..."
"เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด
หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ ไม่ใช่เศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่
แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ.."
"...คำว่าพอเพียง มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก
ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน
พอมีพอกินนี้ ถ้าใครได้มาอยู่ที่นี่ ในศาลานี้ เมื่อปี 2517 เมื่อ 24 ปีมาแล้ว
วันนั้นได้พูดว่าเราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน
พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้
ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน
บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย
สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน
จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้"
จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้"
"ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า
มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้
แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข
ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ"
แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข
ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ"
ทรงเน้นย้ำว่าพอเพียง คือ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน
"...พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็เพียงพอ
เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย
เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด -
อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ -
มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง
หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง
ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก
อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ
พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง"
ในด้านพูดจาและความคิดก็ต้องพอเพียงด้วย เพื่อมิให้เกิดการทะเลาะกัน
ความพอเพียงในความหมายนี้ก็คือ ความพอประมาณ และความมีเหตุผลนั่นเอง
ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก
อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ
พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง"
ในด้านพูดจาและความคิดก็ต้องพอเพียงด้วย เพื่อมิให้เกิดการทะเลาะกัน
ความพอเพียงในความหมายนี้ก็คือ ความพอประมาณ และความมีเหตุผลนั่นเอง
"ความพอเพียงในความคิดก็คือ แสดงความคิดของตัว ความเห็นของตัว
และปล่อยให้อีกคนพูดบ้าง และมาพิจารณาว่า ที่เขาพูดกับที่เราพูด อันไหนพอเพียง
อันไหนเข้าเรื่อง ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข เพราะว่าถ้าพูดกันโดยที่ไม่รู้เรื่อง
ก็จะกลายเป็นทะเลาะกัน..."
(พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2541)

ในหลวงทรงเน้นย้ำถึงความหมายของ เศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy)
ซึ่งเป็นคำใหม่ของพระองค์ท่านอีกครั้งในปี พ.ศ.2543
"หมายความว่า ประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน
ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข"
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2543)
อีกทั้งยังมีพระราชดำรัสถึงแนวทาง 'อยู่อย่างประหยัด' ด้วย
"การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น
จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเอง และ ครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า
การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น
ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย"
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ : 31 ธันวาคม
2502)
"การประหยัด
เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในทุกแห่ง และในกาลทุกเมื่อ
ขอให้คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นจากการประหยัดนี้ให้มาก"
(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ : 30 ตุลาคม 2521)
ขอให้คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นจากการประหยัดนี้ให้มาก"
(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ : 30 ตุลาคม 2521)
'การประหยัด' ควบคู่ไปกับหลักการ 'พออยู่ พอกิน พอใช้'
จึงใช้ได้ทุกยุคสมัย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติตนตามเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้!!
ที่มา : Forward Mail
อันที่จริงระบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์ในหลวงก็ดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนไทยก็จะตีความไปเพียงด้านการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ที่จริงแล้วน่าจะรวมถึงโทรศัพท์ด้วย หมายถึง ระบบการคิดเงินค่าบริการทางโทรศัพท์จะสวนทางกับความพอเพียง หมายถึงยิ่งโทรนานยิ่งจ่ายถูก ทำไมไม่โทรน้อยจ่ายน้อย โทรมากจ่ายมาก
ผลเสียของการโทรนานจ่ายถูกมีหลายด้าน
1. เสียเวลา
2. เสียพลังงาน (ต้องใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งกระทบถึงราคาน้ำมันด้วย)
3.เสียบุคลิกภาพ (คุยนานคอเอียง ซุกซ่อนตัวในมุมมืด, หลบเลี่ยง,ฯลฯ)
4.เสียการงาน
5.เสียความมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนผู้ใกล้ชิด
ฯลฯ(เสียวัฒนธรรม)
6.ขาดการเตรียมตัวในการพูด ขาดการวางแผน ไม่มีความสามารถด้านการผูกประโยคใจความสำคัญ มีผลเสียด้านการใช้ภาษา กลายเป็นคนมีนิสัยพูดเรื่อยเปื่อย
7.ไม่มีธุรกิจก็โทร
ผลดีของการโทรน้อยจ่ายน้อย โทรนานจ่ายมาก
1. เป็นธรรมชาติของการใช้จ่ายที่เป็นไปตามหลักของการกิน อยู่ ดู ฟัง เช่น กินมากก็ต้องจ่ายมาก หรือเวลานั่งรถโดยสารประจำทางถ้านั่งไปลงไกลๆก็ต้องจ่ายค่าโดยสารมาก
2.สร้างนิสัยที่ดีให้กับคนไทยที่จะต้องประหยัด คือ เมื่อรู้ว่าโทรน้อยจ่ายน้อย ก็ต้องประหยัดคำพูด พูดเฉพาะสาระที่สำคัญ และก็จะรู้เรื่องกันได้เร็ว ก็จะประหยัดเวลา และประหยัดค่าโทร ก็ถือว่าสนองพระราชดำรัสพอเพียง
ถึง คุณไม่แสดงตน
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ.. แต่ก็ที่รู้ๆ กันว่ากลุ่มทุนธุรกิิจมีอำนาจครอบงำกันมากมายขนาดไหน แผนการตลาดที่ล่อตาล่อใจ ย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคที่หลงตามคำโฆษณากลายเป็นเหยื่อของกิเลสได้ง่ายๆ
ทั่วโลกชื่นชมในพระอัจริยภาพของพระองค์ท่านและในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทย จะนำแนวพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง ดังที่โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยาได้จัดตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้ธรรมชาติ สนองแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งจะดำเนินการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
คิดว่าการดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นควรนำมาใช้กับทุกด้านไม่ใช่ใช้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นในอดีตมีการนำมาใช้มากในด้านการเกษตรปัจจุบันมีการนำมาใช้กับด้านต่างๆมากขึ้นทำให้บ้านเมืองมีการพัฒนามากขึ้นควรใช้แนวทางนี้ต่อไปในอนาคต
ด้วยความรัก..ศรัทธา..และเทิดทูน
ทุกคนในครอบครัว..รักในหลวง..มากที่สุดครับผม
ครอบครัว..จารุณี สุขสวัสดิ์..ณัฐพงศ์-อัจฉรา พุดหล้า
คุณแม่สำรอง พุดหล้าและครอบครัว
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นได้ทั้งคำพูดและทฤษฎีปฏิบัติตามรอยพ่อหลวงของเราถ้าทุกคนมีสำนึกเท่าๆกันคือหมายถึงความเข้าใจบรรลุจุดประสงค์ของคำว่าเพียงพอหรือพอเพียงเอาแค่พื้นฐานของการดำเนินชีวิตประจำวันและอยู่อย่างพอเพียงในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเราทุกคนก็จะมีความสุขได้ไม่เดือดร้อนที่อยู่ที่กินไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่นต่างแดนครอบครัวไม่ขาดความอบอุ่นอันนี้คือความพอดีของชีวิตที่พอเพียงและมีความสุขด้วย...และสุดยอดปรารถนาของพ่อหลวงคือได้เห็นคนไทยมีความสุขอันยืนยาวนั่นเอง..เราจะคิดจะทำตามแนวพ่อหลวงเพราะเรารู้ว่าท่านทรงห่วงใยประชาชนที่ท่านรักเหลือเกิน..
ครอบครัวสมสุข..ณัฏฐณิชา พันธุ์สัมฤทธิ์
ครอบครัวกองจันทร์
ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินทองชื่อเสียงแต่อยู่ใจ มีชีวิตอยู่ในความพอเพียงและมีอย่างเพียงพอ รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน ไม่วุ่นวายไม่สับสน สงบนิ่งเหมือนสายลม ที่พัดผ่าน อยู่อย่างเป็นสุข
หนูอยากให้พี่ๆน้องๆได้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในหัวข้อพระราชดำรัสของพ่อหลวงของเราและหวังว่าทุกๆจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันนะค่ะ
ขอให้ในหลวงทรงพระเจริญยิ่งยือนาน
.......ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง
จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันก็เกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร
บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่
ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน
แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..................
จากคำสอนของพ่อ
สัจวาจานั้นเป็นรากฐานของการทำงาน หรือการดำรงชีวิตที่ดีที่งาม ที่มีความก้าวหน้า มีความสำเร็จ สัจเป็นการตั้งใจ ตั้งจิตใจ วาจาเป็นคำพูดออกมา แสดงถึงคำพูดนั้นต้องออกมาจากใจ คือเป็นการตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อความสำเร็จในงานนั้น
(ในโอกาสที่ผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรมเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ
ก่อนเข้ารับหน้าที่ 18 มีนาคม 2525)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธา เชื่อถือ และความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด
(ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10 กรกฎาคม 2540)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้
(ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25 กรกฎาคม 2506)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
ที่ มั่นใจ มั่นคง ยั่งยืน ยาวนาน ค่ะ ... ขอบคุณค่ะ
ประเพณีทั้งหลายย่อมมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เรามีประเพณีของชาติไทยเป็นสมบัติ เราควรจะยินดีอย่างยิ่งและช่วยกันส่งเสริมรักษาไว้ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
(ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 21 เมษายน 2503)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะสาระดีๆตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ตอนนี้กำลังเริ่มบูรณาการสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอนค่ะ
สู้ๆคร๊า
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายเป็นของมีคุณค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ศิลปะโบราณคดี เป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย ที่มีมาแต่อดีต ควรสงวนรักษาไว้ให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล
(ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 26 ธันวาคม 2504)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
การสร้างงานศิลปะทุกอย่างทุกประเภท นอกจากจะต้องใช้ความฝึกหัดชัดเจนในทางปฏิบัติ ประกอบกับวิธีการที่ดีอย่างเหมาะสมแล้ว ศิลปินจำต้องมีความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจในงานที่ทำด้วย จึงจะได้ผลงานที่มีค่าควรแก่การยอมรับนับถือ
(ในพิธีเปิดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 21 8 กันยายน 2515)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่ง เช่นในทางวรรณคดีเป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี
(ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 29 กรกฎาคม 2505)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์
งานด้านการศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมนั้น คืองานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญาและทางจิตใจ ซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุทั้งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของความเจริญด้านอื่นๆ ทั้งหมด และเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เรารักษาและดำรงความเป็นไทยไว้ได้สืบไป
(ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร 12 ตุลาคม 2513)
ที่มา http://fighto.igetweb.com/index.php?mo=3&art=94664
เครือข่ายร่วมใจเทิดไท้องค์ราชันย์