วันนี้ราวๆบ่ายสี่ โทรศัพท์ที่บ้านแทบจะดังไม่ขาดสาย เพราะเพื่อนพ้องน้องพี่ต่างโทรมาถาม ว่าดูโทรทัศน์ช่อง 9 รายการชีวิตสดใสอยู่หรือเปล่า เหตุเพราะเทปที่ดิฉันไปบันทึกกำลังออกอากาศ

บอกว่าดูอยู่

ทุกคนที่ดูต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันประมาณว่า เธอถ่ายรูปไม่ขึ้นเนาะ

(คัทรียาควีนสิริกิติ์ สีอะคริลิคบนผ้าไหม)

ที่ตั้งใจเขียนถึงเรื่องนี้เพราะพลาดไปหลายประการในการที่พูดถึงปิติในขณะบันทึกเทป

ที่พูดในเทปคือ การจัดการกับปิติ เช่น เมื่อเวลามีคนชมผลงานเรา เราก็มักปิติ โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดปิติ องค์ธรรมจะตามมาเป็นชุด นั่นคือปัสสัทธิ สุข สมาธิ หากเราจัดการปิติด้วยปัญญา เราจะใช้จิตที่เป็นสมาธิในขณะนั้นไปพิจารณาธรรมอีกที

แต่หากเราหลงปิติแล้วยึดว่าอารมณ์นั้นน่าพอใจ ผลงานนั้นทำให้เราได้รับความพอใจ ก็จะยึดมั่นว่าผลงานนั้นเป็นของเรา ก่อให้เกิดการยึดถือมั่นตามมาอีกหลายเรื่อง

เมื่อมีของเรา ก็มีตัวเราตามมา ก็อดยกตัวไปเปรียบกับคนอื่นไม่ได้ เกิดอิจฉา ริษยา โทสะ ตามมาไม่ได้

ที่ควรเพิ่มคือ การยึดมั่นว่าผลงาน อาจนำไปสู่การหวงกั้น หรือหากเราใจดีหน่อย ไม่หวงงาน ก็อาจนำไปสู่การยึดมั่นในความดี คือทำดีแล้วต้องมีคนเห็น ต้องได้รับผลตอบแทน อย่างน้อยก็คำชื่นชม

และที่ลืมอย่างไม่น่าเป็นไปได้ คือควรพูดถึงการรู้ทันปิติ เมื่อเรายังเป็นปุถุชน ยังอดปิติไม่ได้ ก็ควรใช้ประโยชน์จากปิติเพื่อการพิจารณาธรรม ต่อเมื่อค่อยๆฝึกฝน จนเวลามีคนชมแล้วเฉยๆ ไม่เกิดปิติ จึงจะถือว่าดีที่สุด

เพราะปิติก็แค่เวทนาชนิดหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ไป ไม่ใช่อะไรที่ควรจะยึดถือไว้สักนิด

พลาดไปแล้วค่ะ ไม่โทษใคร

โทษตัวเองที่สติไม่ดี

_/|\_