"Money to Money" เปลี่ยนเป็น "Mind to Mind " ทำได้จริง ๆ หรือ ????
เรียนเพื่อนชาว Blogs ที่เคารพ
พี่เปิ้นได้อ่านหนังสืออ่านประกอบการเรียนของท่าน อจ. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ชื่อว่า“โลกพลิกโฉม : ความมั่งคั่งในนิยามใหม่” (Post Knowledge Based Society) อ่านแล้วดีมาก ๆนะคะ พี่เลยเอาConcept ที่ท่านอาจารย์ได้เขียนไว้ แนวคิดหลายประเด็น ขอพูดสั้น ๆดังนี้นะคะ
"โลกหลังสังคมฐานความรู้" จะเป็นโลกที่สัมพันธภาพของผู้คนได้แผ่ขยายออกไปจาก
-
" Money to Money" (เงินต่อเงิน) ทำธุรกิจเพื่อ "เงิน" ไม่ว่าจะได้ ชนะโดยวิธีใดก็ยอมทำ เพื่อให่ได้มาซึ่ง เงินตรา == >ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็น "Mind to Mind"==> จากใจถึงใจ ซึ่งจะทำให้เราเป็นเพื่อนกัน มีการช่วยเหลือ เกื้อกูลกันมากยิ่งขึ้น
-
" พันธมิตร " == >เปลี่ยนเป็น "กัลยาณมิตร" จะมีความลึกซึ่งมากกว่าพันธมิตรเพราะจะมีความลึกซึ่งมากกว่า กัลยามิตรจะเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งน้อง เป็นเสมือนเครือญาติ บ้างอย่างทำให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ===> มีแต่ให้ ช่วยเหลือ เกื้อกูล โดยไม่หวังผลใด ๆตอบแทน
-
" ต่างคนต่างปิด" โดยเฉพราะข้อมูล ข่าวสาร ที่มีผลต่อธุรกิจ สิ่งที่มีผลต่อการมีส่วนได้ ส่วนเสียขององค์กร == >ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนความคิดไปเป็น===> "ต่างคนต่างเปิด " คือนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำข้อมูลมาแบ่งปันกัน ===> Win-Win(ต่างคนต่างเปิด)ในลักษะต่างคนต่างได้ ===> ยิ่งให้ยิ่งได้
-
"การแข่งขัน" การแข่งขันบ้างครั้งยิ่งแข่งขันมาก ๆ ผลลัพธ์คือเจ็บตัวด้วยกันทั้งคู๋ไม่เกิดประโยขน์ == >ปัจจุบันเอาเวลาที่คิดที่จะเอาชนะคู่แข่งขันมาร่วมกันคิดเพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ===>เรียกว่า "การร่วมสร้างสรรค์ " นำไปสู่การเกิดนวัตกรรมสิ่งใหม่ ๆ เกิดเป็นพลังเสริม(Synergy) ที่มีพลังมากมายมหาสาร
-
"การร่วมรังสรรค์ทางสังคม" เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมเราไม่สามารถอยู่คนเดียวตามลำพังได้ ไม่เชื่อทดลองได้โดยอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปพบปะผู้คน ไม่คุยโทรศัพย์ ไม่ออกไปพบปะใคร ๆเลย เราจะอยู่ไม่ได้ จะรู้ว่าเราต้องพูดคุยโดยเฉพราะกับเพื่อนฝูงที่รู้ใจ เข้าใจ มีทุกข์ มีสุขสามารถสื่อสารกันได้ มนุษย์จึงต้องอาศัยกลุ่มทางสังคม ทั้ง พ่อ แม่ ลูก หลาน เพื่อน ญาติมิตร สหายที่เข้าใจเรา แล้วเราก็จะรู้สึก "ไม่เหงา ไม่เดียวดาย" ไม่ใช่ "การร่วมรังสรรค์ในเชิงพาณิชย์" การค้าส่วนใหญ่จะมองหาแต่ผลประโยชน์ มีแต่จะเอาผลประโยชน์ หักเหลี่ยม เฉือนคม ไม่มีคำว่า "มิตรแท้ - ศัตรูที่จีรังถาวร" สิ่งใดที่ได้จะต้องรีดกระทำทันที่ ซึ่งในปัจจุบันแนวโน้มจะเปลี่ยนไปทำงานเพื่อสังคมต่าง ๆในรูปแบบต่าง ๆ ในลักษณะคือกำไรสู่สังคมมากขึ้น
-
"ทรัพย์สินทางปัญญา"ในอดีตผู้คนจะห่วงสิ่งที่ตนคิดค้น หรือสิ่งประดิษฐ์คิดค้น หวงแหน ไม่นำเสนอต่อสาธารณะชน == > "ภูมิปัญญามหาชน" แต่ปัจจุบันผู้คนจะมีการนำสิ่งที่ต้นคิดค้น ไม่ปิดบังแตกลับนำมาแบ่งปันทั้ง Share + Care +Fair ต่อกลุ่ม ต่อชุมชน ต่อองค์กรมากขึ้น ต่อสังคมมากขึ้น แสดงถึงความเป็นมิตรไมตรีต่อกันมากขึ้น
-
"การพึ่งพิง"==>เสริมกันระหว่าง==>ความเป็นอิสระ+การพึ่งพาอาศัยกัน การพึงพิงจะ ต่างกับ การพึ่งพาอาศัยตรงที่การพึงพาอาศัยจะมี่ทั้งการให้และรับ แต่พึ่งพิงนั้นมีได้ "รับ" อย่างเดียว ไม่มีการให้ อยู่ในลักษณะ ผู้อุปถัมภ์(ผู้ให้) กับ "ผู้รับ" ผู้รับอุปถัมภ์ คอยรับอย่างเดียว(รอรับ)อยู่ในลักษณะพึงพิง(ไม่ใช่พึงพาอาศัย)
-
"สังคมฐานความรู้"(มีเหตุผล) ไปสู่ == > "โลกหลังสังคมฐานความรู้"(โลกแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน) ซึ่งโลกปัจจุบันอยู่ในสังคมหลังฐานความรู้ ใช้ความรู้ไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ สู่สังคมรูปแบบใหม่
9. "โลกหลังสังคมฐานความรู้" จะประกอบด้วยโลก 2 โลกที่สร้งเสริมกันคือ
1) โลกแห่งความเป็นอิสระ = เปลียนโลกความมีเหตุผลและเรื่องทางโลกทางวัตถุ มาเป็น ==> อุดมการณ์ + คุณค่าของความเป้นมนุษย์ นำมาสู่ การปลดปล่อย "ศักยภาพ" + ความคิดที่เป็นอิสระ ทางความคิดและการเพาะบ่มทางวัฒนธรรม
2) โลกแห่งการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน มีการเปลี่ยนจาก
- "อัตตานิยม" ==> ไปสู่ "จิตสาธารณะ"
- "ส่วนบุคคล" ==> ไปสู่ "สาธารณะ"
- "ผลประโยชน์ส่วนตัว" ==> ไปสู่ "ผลประโยชน์ส่วนรวม"
- ความพอดีระหว่าง "ทรัพย์สินส่วนตัว" ==> กับ "ทรัพย์สินสาธารณะ"
10. โลกหลังสังคมฐานความรู้ ==> จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงใน "โครงสร้างความสัมพันธ์" และ "การปฏิสัมพันธ์" ของผู้คนมากมาย นำไปสู่
- การลงตัวระหว่าง "วัตถุ" กับ "จิตใจ"
- เกิดความพอดีระหว่าง "ส่วนตัว" กับ "ส่วนรวม"
- เกิดความสมดุลย์ระหว่าง "ความรู้" กับ "คุณธรรม"
ท่านได้อธิบายให้อีกต่อไปอีกว่า... “ผู้คนกำลังช่วยกัน” แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องของระบบทุนนิยมในอดีต เพื่อนำพาไปสู่ == > ระบบทุนนิยมที่ยั่งยืน เพื่อให้แต่ละสังคม สามารถรับมือและใช้ประโยชน์จาก==>กระแสโลกาภิวัตน์(Globalizations) ได้อย่างเต็มที่ พร้อม ๆ กับกำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองจาก "สังคมฐานความรู้" ไปสู่ == >โลก"หลังสังคมฐานความรู้"
11. โลกหลังสังคมฐานความรู้ จะเกิดก็ต่อเมื่อมีการผสมผสานใน 4 ฐานรากคือ
Landscape(สังคมเกษตรกรรม) ===> Marketscape(สังคมอุตสาหกรรม) ===> Cyberscape(สังคมฐานความรู้) ==> Mindscape (โลกหลังสังคมฐานความรู้) และในสังคม Cyberscape จะทำให้ผู้คนได้เปลี่ยนแปลงจาก One to One ==> One to Many ==> Many to One ของยุคก่อน ๆมาสู่ ==> Many to Many ในสังคมฐานความรู้เกิดประโยชน์มากมาย และเป็นการขยายปฏิสัมพันธ์ในแนวกว้าง เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถ ติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ในเครือข่าย Cyber ก่อให้เกิด ===> Democreatization of Information และ Network Externallity
- Cyberscape เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใน "แนวกว้าง" ผ่าน ==> "Many to Many"
-Mindscape จะมีบทบาทมากขึ้นในโลก "หลังสังคมฐานความรู้" จะเอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใน "แนวลึก" ผ่าน ==> Mind to Mind
สรุปได้ว่า การผนวก Cyberscape เข้ากับ Mindscape ==> ทำให้ โลก"หลังสังคมฐานความรู้" สามารพัฒนาต่อยอดโลกใน "สังคมฐานความรู้" โดยบูรณาการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทั้งใน "แนวกว้างและแนวลึก" เข้าด้วยกันเป็นการ "สนธิ"(Intigation) ระหว่าง Many to many กับ Mind to Mind ให้เป็น "หนึ่งเดียว"
เพื่อน ๆชาว Blogs อ่าน Key-Ward เหล่านี้ รู้สึกมัน ๆ อยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาแล้วใช่ไหมเอ่ย..??? ==> โลกพลิกโฉม : ความมั่งคั่งในนิยามใหม่" อ่านแล้วได้อะไรที่...ดี๊....ดีคะ .....ไม่ได้เชียร์แต่เชิญชวนนะคะ วันนี้ขอคุยเพียงแค่นี้ก่อนนะคะ ==> สวัสดีคะ
ขอบคุณนะคะที่อ่านบทความ
สมศรี นวรัตน์
รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
เรียนเพื่อน ๆชาว Blog
ในปัจจุบัน "สังคมไทยมีปัญหาเรื่องความแปลกแยกทางความคิดอย่างน่าเป็นห่วง" ดังนั้นเพื่อน ๆคิดเรื่อง Mind to Mind อย่างไรบ้างค่ะ? คิดเรื่อง จิตสาธารณะอย่างไร? คิดเรื่อง จิตอาสาอย่างไร? คิดเรื่อง "ความรู้คู่คุณธรรมอย่างไร?" คิดเรื่อง "เงิน/วัตถุ กับ คุณภาพทางจิตใจอย่างไร?"
คิดอย่างช่วยตอบใน Blog ด้วยนะคะ
ด้วยความเคารพ
Somsri Nawarat