ฝึกฝนคนรุ่นใหม่และมุ่งพัฒนาอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้เขาเติบโตมาเป็นตัวแทนเราให้ได้ในอนาคตต่อไป

ศิลปะท้องถิ่นเพลงพื้นบ้าน

สูญหาย เพราะเหตุใดกันแน่

ตอนที่ 2 เจ้าของเดิมไม่หาตัวตายตัวแทน

ชำเลือง มณีวงษ์

ผู้มีผลงานดีเด่น รางวัลราชมงคลสรรเสริญ ปี 2547

          คนในสมัยก่อน โดยเฉพาะนักแสดง นักเพลงพื้นบ้าน และผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการอาชีพต่าง ๆ เขามักจะหวงวิชาความรู้ของเขา เพื่อที่จะเก็บเอาไว้ถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ใช้เป็นวิชาทำมาหากินกันต่อไปเมื่อตัวเจ้าของความรู้จากไป ดังนั้นมรดกทางปัญญาในด้านต่าง ๆ ของผู้รู้ชาวบ้านจึงตกอยู่ในแวดวงคนใกล้ชิดเท่านั้น ยิ่งถ้าลูกหลานไม่สนใจ ไม่รับการสืบทอดด้วยแล้ว ศิลปะด้านนั้น ๆ ก็จำต้องสูญไป

          มาถึงในยุคปัจจุบัน ความคิดเก่า ๆ เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้ที่จะมารับมรดกทางวัฒนธรรมและรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นอาจไม่ใช่ลูกหลานแต่เป็นศิษย์ที่มีความศรัทธาในตัวของผู้รู้ผู้นั้นแทน จึงทำให้เกิดมีทายาททางศิลปะ เพลงพื้นบ้าน และการแสดงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เพียงแต่ว่าครูกับศิษย์ผู้นั้นจะมีความประสานสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด ผู้ที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญายอมที่จะถ่ายทอดให้ทั้งหมดด้วยความเต็มใจ และผู้ที่เข้ามารับการถ่ายทอดมีความตั้งใจที่จะรับความรู้และพัฒนาตนเองจนถึงขีดสูงสุดได้หรือไม่

          คนรุ่นเก่า ๆ ศิลปินนักแสดงรุ่นก่อนมักจะโอดครวญว่า “ถ้าหมดยุคของท่าน หมายถึงเมื่อถึงวันที่ท่านต้องลาจากโลกนี้ไป เพลงพื้นบ้านจะต้องสิ้นสูญไปแน่ ๆ” บางท่านก็บอกว่า “เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยที่จะให้ความสนใจเพลงพื้นบ้าน”  บางท่านก็กล่าวว่า “ศิลปะพื้นบ้านไม่มีคนสนใจ คนดูน้อย เขามองผ่านกันไปหมด น่าน้อยใจ”

           

         

         

          ผมขอมองทีละประเด็น นะครับ

          ในประเด็นที่ 1 “เมื่อถึงวันที่ท่านต้องลาจากโลกนี้ไป เพลงพื้นบ้านจะต้องสิ้นสูญไปแน่ ๆ”  ในประเด็นนี้มองเห็นได้อย่างชดเจนว่า จะต้องหมดแน่นอน ก็จะไม่ให้หมดได้อย่างไร ในทีมงานของท่าน มีนักแสดงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งวง อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ไม่มีคนวัยต่ำกว่านี้ หรือวัยรุ่นร่วมอยู่ในวงเลย เคยเห็นมีบ้างก็เพียงแค่มายืนประดับวง ไม่สามารถที่จะมีบทบาทในการแสดงร่วมกับคนเก่า ๆ ได้ หมายถึง ไม่มีตัวตายตัวแทน เมื่อหมดคนรุ่นเก่าก็ต้องหมด นี่หากท่านได้ฝึกฝนสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้ขึ้นมาได้ทันเวลา คำพูดที่ว่า “เพลงพื้นบ้านจะสูญก็จะไม่มีอย่างแน่นอน”

          ในประเด็นที่ 2  “เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยที่จะให้ความสนใจเพลงพื้นบ้าน” เป็นความจริงอยู่แล้วในประเด็นนี้ เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่เขาเกิดมาท่ามกลางความเจริญที่มีการเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและกว้างขวาง เด็กเขาสามารถเลือกที่จะรับวัฒนธรรมที่เด่นกว่า และง่ายต่อการแสดงออกเป็นสากลมากขึ้น จะให้คนกลุ่มนี้หันมาให้ความสนใจของเก่า ๆ ที่มีมานานโดยมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมาก ๆ ดูจะเป็นเรื่องยาก เพียงแต่มีเด็กรุ่นใหม่สักกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่นให้ความสนใจก็น่าจะพึงพอใจได้ว่ายังมีเชื้อไม่ถึงกับดับมอดไปเสียเลยทีเดียว การที่เราสามารถขยายผลไปยังกลุ่มวัยรุ่น 1 กลุ่ม 10 คน หรือ 20 คน ถ้าได้เป็นแกนนำก็ยังมีโอกาสที่จะขยายจำนวนสมาชิกออกไปได้อีก ดังนั้นผู้ที่มีจิตสำนึกในการสานต่อทางด้านนี้จะต้องจัดหากลุ่มสนใจ นำเอามาสร้างสรรค์ผลงานให้ได้ แต่อย่าได้ตีคลุมสอนคนกลุ่มใหญ่ สอนไปเป็นจำนวนมากมาย แต่กลับไม่มีผลิผลิตที่ชัดเจน เป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปได้ วันนี้คงได้เห็นวงเพลงอีแซวแสดงบนเวทีในงานวัดวาอารามต่าง ๆ กันอย่างมากมาย แต่ในความเป็นจริงยังไม่มี (คำว่ามี คือจะต้องเล่นเพลงประเภทนั้นได้ทั้งคืน หรือ 3-4 ชั่วโมง) นั่นคือของจริง

          ในประเด็นที่ 3 “ศิลปะพื้นบ้านไม่มีคนสนใจ คนดูน้อย เขามองผ่านกันไปหมด น่าน้อยใจ” ก็จะไม่ให้มองผ่าไปได้อย่างไร วงเพลงเก่า ๆ ที่มีผู้แสดงอายุ 60 ปี ขึ้นไป ยังคงเล่นด้วยบทเพลงเดิม ๆ ที่เล่นกันมานานกว่า 40 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปรังปรุงบ้างเลย เคยเล่นกันมาอย่างไรก็เล่นกันอยู่อย่างนั้น (อยู่ที่เดิม) ที่หนักไปกว่านั้นครูเพลงบางท่านฝึกหัดนักเพลงรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่กลับไปนำเอาเพลงเก่าเมื่อ 50 ปี มาให้เด็ก ๆ แสดง แต่เมื่อท่านผู้เชี่ยวชาญได้เห็นกลับบอกว่า “น่าชื่นชมที่สามารถอนุรักษ์ของเก่าเอาไว้ได้” ความจริงไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด เพราะมันคนละยุคกัน อดีตกับปัจจุบันมันมีข้อแตกต่างกันมากมาย เหตุการณ์ในปัจจุบันมีแง่คิดข้อเขียนที่สามารถชี้ประเด็นได้อีกมากมาย มิใช่หยิบของเก่าเอามาให้เยาวชนแสดง ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากับบรรยากาศเลยแม้แต่น้อย เด็กนักแสดงเขาไม่สามารถเข้าถึงบทที่นำมาให้แสดงได้เลย หากมีการปรับปรุงให้ผูกสมัยกันได้บ้างก็ว่าไปอย่างหนึ่ง

          การไม่หาตัวตายตัวแทน เมื่อขาดเสาหลัก ครูภูมิปัญญาทางด้านการแสดงจากโลกนี้ไปก็จะต้องพบกับคำว่า “สูญสิ้น” สิ่งที่จะต้องร่วมกันผนึกกำลังอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับประเด็น เฝ้าระวังมิให้ศิลปะท้องถิ่นเพลงพื้นบ้านสูญหาย คือ

         - อย่ามัวแต่รับใช้สังคมจนลืมวันหมดอายุขัย กว่าที่จะนึกได้ก็จะสายเกินแก้

         - อย่ามุ่งขยายผลให้กับคนจำนวนมาก จนลืมคำว่า คุณภาพที่ยั่งยืนถาวร

         - อย่าคิดว่าสิ่งที่ตนเองกระทำถูกต้องที่สุด ให้มองดูที่ผลงานว่า มีคนจ้างวานหรือไม่

         - อย่าเชื่อว่า เมื่อได้รับรางวัลแล้ว เราคือคนเก่งที่สุดดีที่สุด ให้มองหาคนดูที่หน้าเวที

         - อย่าลืมว่า เราเป็นผู้ที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ต้องทำให้เห็นผลงานที่ถูกต้องเด่นชัด

          ศิลปะท้องถิ่นจะยังคงอยู่ได้ ถ้าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครูเพลง ให้ความสนใจที่จะฝึกฝนคนรุ่นใหม่และมุ่งพัฒนาอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้เขาเติบโตมาเป็นตัวแทนเราให้ได้ในอนาคตต่อไป เพียงเท่านี้ศิลปะท้องถิ่น เพลงพื้นบ้านก็อยู่ได้ต่อไปอีกยาวนาน

(ติดตาม สาเหตุ ที่ทำให้ศิลปะท้องถิ่นต้องสูญหายไป ในตอนที่ 3)