หลังจากที่บันทึกถึงเรื่องภิกษุณี จึงนึกถึง ภวตัณหา ของตัวเองในอดีตขึ้นมาได้ค่ะ
คืออยากบวช อยากใช้ชีวิตอีกแบบ
แต่เมื่อไม่สามารถทำได้ จึงทุรนทุรายอยู่พอสมควร
ความอยาก อันที่จริงไม่ได้เป็นตัณหาไปเสียทั้งหมด เพราะความอยาก (ฉันทะ) แบ่งเป็น 2 ประเภท
คือ กุศลฉันทะ หรือ ธรรมฉันทะ คือความอยากที่เป็นไปในทางดี ทางสร้างกุศล เช่นอยากศึกษาธรรม อยากบวช (แต่เรามักเรียกสั้นๆว่า ฉันทะ)
และ ตัณหาฉันทะ คือความอยากไปในทางอกุศล ไปในทางที่ก่อให้เกิดอุปาทาน นำไปสู่ทุกข์ (แต่มักถูกเรียกสั้นๆว่า ตัณหา)
เมื่อใจยึดมั่นอยู่กับที่หนึ่ง หากชีวิตจริงจำเป็นต้องอยู่อีกที่ เมื่อยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ ก็นำไปสู่ทุกข์
ความอยากที่ควรเป็นกุศลฉันทะ เมื่อไม่สัมพันธ์กับเหตุปัจจัยในปัจจุบันขณะ จึงกลายเป็นภวตัณหา
ต่อมา เมื่อพิจารณาได้ จึงรู้ว่ายังไม่ถึงเวลา เราทุกคนล้วนมีหน้าที่
ต่อให้เร้นร่างไปหลบในวัดตามลำพัง หากหน้าที่ยังทำไม่ลุล่วง อยู่วัดก็ใช่ว่าจะไม่ทุกข์เพราะห่วงหลายชีวิตที่บ้าน
จะฝึกกรรมฐานก็ใช่จะโน้มจิตลงสู่สมาธิได้เพราะปลิโพธ
การเปลี่ยนที่อยู่และเครื่องนุ่งห่ม ใช่ว่าทุกข์จะเปลื้อง
เพียงแต่เรื่องที่ทำให้ทุกข์นั้นเปลี่ยนแปรไป
จึงยอมรับความจริงในชีวิตได้
แล้วใช้ชีวิตตามที่เป็น
ไม่ยึดมั่นในความใฝ่ฝัน
ทำหน้าที่ต่างๆตามความรับผิดชอบที่มีในปัจจุบัน
ปฏิบัติธรรมไปตามเงื่อนไข
ได้เท่าไรก็รับเท่านั้น
สิ่งที่ฝัน อาจเป็นจริง
เมื่อหน้าที่เสร็จ ... ชีวิตไม่สิ้น
จึงมีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันได้ค่ะ
..........................................................
ไปๆมาๆ
บันทึกนี้เลยกลายเป็นเรื่องของคนแก่ขี้บ่นไป
เอ
อดคิดถึงพระคุณเจ้าประจักษ์ไม่ได้
ที่ท่านออกบวชในขณะที่ลูกยังเล็ก และท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว
ท่านคงมีศรัทธาอย่างแรงกล้า และต้องใช้ความหนักแน่นเป็นอย่างมาก
สาธุ
ป.ล. หากท่านใดปรารถนาจะใช้ชีวิตนอกเรือน ท่านไม่ติดเงื่อนไข หรือมีเงื่อนไข แต่ท่านสามารถผ่อนปรนได้ ก็ขออนุโมทนาด้วยนะคะ
ความอยาก อันที่จริงไม่ได้เป็นตัณหาไปเสียทั้งหมด เพราะความอยาก (ฉันทะ) แบ่งเป็น 2 ประเภท
คือ กุศลฉันทะ หรือ ธรรมฉันทะ คือความอยากที่เป็นไปในทางดี ทางสร้างกุศล เช่นอยากศึกษาธรรม อยากบวช (แต่เรามักเรียกสั้นๆว่า “ฉันทะ”)
และ ตัณหาฉันทะ คือความอยากไปในทางอกุศล ไปในทางที่ก่อให้เกิดอุปาทาน นำไปสู่ทุกข์ (แต่มักถูกเรียกสั้นๆว่า “ตัณหา”)
เมื่อใจยึดมั่นอยู่กับที่หนึ่ง หากชีวิตจริงจำเป็นต้องอยู่อีกที่ เมื่อยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ ก็นำไปสู่ทุกข์
ต่อมา เมื่อพิจารณาได้ จึงรู้ว่ายังไม่ถึงเวลา เราทุกคนล้วนมีหน้าที่
ชอบจังเลยค่ะ....ประโยคนี้..อ่านแล้วมีความรู้จัง..ทุกคนล้วนมีหน้าที่..จริงๆด้วยค่ะ..แล้ว...พระคุณเจ้าประจักษ์...คือ.....อธิบายหน่อยค่ะอันนี้ไม่ทราบจริงๆค่ะ..
พระคุณเจ้าประจักษ์ พระนักอนุรักษ์ ที่วงคาราบาวเอาเรื่องราวของท่านไปแต่งเป็นเพลงน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะ
พี่เองก็มีฉันทะ จึงพาตัวเองไปปฏิบัติธรรมตามที่ใจเรียกร้อง
เพิ่งกลับมาค่ะ
ขอบคุณบทความดีๆอย่างนี้นะคะ
สวัสดีค่ะ คุณครูต้อยติ่ง
อนุโมทนาด้วยนะคะ
ที่มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมมาค่ะ
และขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยมกัน
สวัสดี ครับ
เข้ามาอ่านบันทึกนี้ก่อนเลิกงาน นะครับ
ธรรมะไม่เคยแก่ และธรรมะอยู่ได้กับคนทุกเพศ และทุกวัย
มาด้วยความระลึกถึง ครับ
สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา..เมื่อถึงเวลาแล้วคงจะได้กระทำตามที่ใจปรารถนานะคะ..ครูรินดาก็อยากปฏิบัติธรรม..แต่ติดนั่นนี่คงเพราะยังไม่ถึงเวลานะคะ..กิเลสคงมากอยู่นะ
สวัสดีครับพี่ณัฐรดา
ผมชอบตรงนี้มากเลยครับพี่
"มีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันได้"
ผมว่าคนเราถ้ามีความพึงพอใจกับชีวิตในปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันน่าจะมีความสุขนะครับ
และผมก็คิดว่าวันนี้พี่ณัฐรดามีความสุขแล้วใช่ไหมครับพี่
มาอ่าน พบข้อความกินใจ
ตัณหา หรือความอยากมีสองทาง ทางดี-กุศล และ ทางไม่ดี-อกุศล
ตัวเราหมุนเปลี่ยนตามสิ่งกระทบ
คิดว่า เป็นเพราะยัง สะสมทุน เรียนรู้ เพียรไม่พอ
รู้สึก หน่าย อยากปลีกตัวจากโลกปัจจุบัน ภาระเล่า
ต้องพยายาม ทางสายกลาง สุขสงบกับชีวิตอันเป็นปัจจุบัน
คนแก่อีกหนึ่งคนมา..บ่นค่ะ
รตสว