| ความเป็นมา |
|
- เมตาคอคนิชันมีความสำคัญต่อกระบวนการคิดและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เป็นการพัฒนาการคิดด้านนามธรรมหากเด็กได้รับการฝึกฝนการคิดแก้ปัญหาที่เหมาะสมสอดคล้องกับช่วงพัฒนาการของเขาแล้วจะทำให้การเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของเขาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์โดยเฉพาะนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงจะเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ จับประเด็นได้เร็วมีความจำดีชอบแก้ไขปัญหาด้วยวิธีของตนเอง สนุกในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์สามารถโยงความสัมพันธ์ได้ดี มองเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมได้มีความสามารถในการแสดงออกเป็นผู้มีอิสระในการคิดและสามารถมองโลกเป็นแบบอย่างคณิตศาสตร์ได้สมควรที่จะได้รับการส่งเสริมในด้านต่างๆให้สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาให้รวดเร็วและมีกลวิธีมากขึ้นเพื่อให้ได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและสามารถช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปตามแนวคิดเมตาคอคนิชันของ Beyer(1987) เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและควบคุมการคิดของตนเองในการแก้โจทย์ปัญหาและเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในระดับสูงขึ้นไป
|
| แนวคิดทฤษฎี |
| - |
| วัตถุประสงค์ |
|
- เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงโดยใช้เมตาคอคนิชัน
|
|
สมมุติฐานการวิจัย
|
|
- ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงหลังการสอนแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอคนิชันมีค่าสูงกว่าของคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อนได้รับการสอน
|
| ระเบียบวิธีวิจัย |
|
- การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research)
|
| ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง |
|
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูง ของโรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2539 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 59 คน
|
| ตัวแปร |
| - |
| นิยามศัพท์ |
| - |
| เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย |
|
- แบบสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
|
| วิธีการรวบรวมข้อมูล |
| - |
| การวิเคราะห์ข้อมูล |
|
- เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หลังการสอนด้วยการทดสอบค่าสถิติ t-test และนำวิธีการที่นักเรียนปฎิบัติในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์จัดหมวดหมู่และหาค่าร้อยละ
|
| สรุปผลวิจัย |
|
- ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงหลังการสอนแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอคนิชันมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามรถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05
|
| ข้อเสนอแนะ |
- 1. ผู้บริหารควรสนับสนุนการสอนแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอคนิชันและกลวิธีที่ใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาต่างๆด้วยการจัดหาเอกสารที่เกี่ยวกับการสอนโดยใช้เมตาคอคนิชันสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดหาและจัดทำสื่อการเรียนการสอนตามความเหมาะสม 2. ครูผู้สอนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงสามารถนำเมตาคอคนิชันไปใช้ในการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโดยเน้นขั้นการวางแผนโดยเฉพาะการวิเคราะห์เป้าหมายของการแก้โจทย์ปัญหาการเรียงลำดับขั้นตอนตามกลวิธีที่เลือกไว้ และการประมาณคำตอบที่คาดว่าจะได้รับขั้นการประเมินโดยเฉพาะการตรวจสอบคำตอบที่ได้เนื่องจากมีความสำคัญต่อความชำนาญในการแก้โจทย์ปัญหา 3. ครูผู้สอนควรพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนด้วยการสอนให้นักเรียนได้แก้โจทย์ปัญหาแปลกๆที่ไม่พบในหนังสือเรียน และกลวิธีแก้โจทย์ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะกลวิธีสร้างรายการกลวิธีสร้างตาราง และกลวิธีค้นหารูปแบบเพื่อให้นักเรียนสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างหลากหลายเลือกใช้กลวิธีแก้โจทย์ปัญหาให้เหมาะสมกับโจทย์ปัญหาความสามารถและความถนัดของตนเองมากที่สุด
|
ได้เลือกอ่านบทคัดย่อเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ได้รู้รูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลายจากนักวิจัยหลายๆท่าน มีประโยชน์มากสามารถที่จะนำไปเป็นแนวทางในการเลือกทำวิทยานิพนธ์