เมื่อวาน (๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ผมตื่นนอนตอนตีสี่  เพราะเกรงว่าจะไปเข้าร่วมโครงการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่ทัน 

อันที่จริงจะว่าไปเข้าร่วมก็คงไม่ถูกนัก  เพราะผมไม่ได้ไปถีบจักรยาน  แต่ไปในฐานะของผู้จัดกิจกรรม หรือดูแลการจัดกิจกรรมนั่นเอง

 

 

โครงการที่ว่านี้เป็นความรับผิดชอบหลักของคุณสมปอง  มูลมณี โดยมีคุณรุ่งโรจน์  แฉล้มไธสง  เป็นเสมือนคู่หูที่เราให้ทำงานร่วมกันในแบบ “จับคู่” สร้างทีมไปในตัว  และมีคุณวัฒนพงษ์  คงสืบเสาะ  หัวหน้ากลุ่มงานกีฬาและนันทนาการมาร่วมเป็นพี่เลี้ยง

 

นี่เป็นครั้งแรกในหลายรอบปีที่เราหันกลับมามุ่งที่จะรณรงค์ให้นิสิตและบุคลากรหันมาใช้ “จักรยาน”  ในมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น  เพราะตอนนี้นิสิตและบุคลากรใช้จักรยานยนต์กันเยอะเหลือเกิน  ซึ่งผมคงไม่จำต้องบอกเล่าอะไรมากกระมังว่า  จักรยานช่วยให้คนเรามีสุขภาพดียังไง ลดอุบัติเหตุยังไง  ช่วยลดภาวะโลกร้อนยังไง  เพราะเชื่อว่าทุกคนรับรู้ข้อมูล หรือสรรพคุณเหล่านี้ดียิ่งอยู่แล้ว

 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต..อธิการบดี...นำทีมมาประกาศวาระนี้เอง

 

ผมพูดกับคณะทำงาน รวมถึงผู้บริหารอย่างตรงไปตรงมาว่า  ลำพังรณรงค์แค่นี้ไม่ได้หรอก  เราควรต้องทำกันจริงๆ จังๆ  ประกาศเป็นวาระแห่งมหาวิทยาลัยไปเลย  และทำกิจกรรมรณรงค์ให้ต่อเนื่องเป็นระยะๆ  รวมถึงการทำงานด้วยรูปแบบอื่นๆ  อาทิ

 

  • เอาร้านจักรยานมาตั้งร้านขายในมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็ฝากให้เราขายให้  ซึ่งเราก็หานิสิตมาเป็นผู้แทนจำหน่ายในราคาถูก  มีการขายระบบผ่อนส่งเป็นงวดๆ  นิสิตที่ขายได้ ก็ได้ค่าตอบแทนไปด้วย  
  • สอนให้นิสิตซ่อมบำรุงจักรยานเองได้  เพื่อให้เกิดกระบวนการบำรุงรักษาในสถานศึกษา ซึ่งเป็นการช่วยให้นิสิตมีรายได้ในระหว่างเรียน  พร้อมๆ กับเชิญเครือข่ายจักรยานมาให้บริการ หรือร่วมกิจกรรมกันเดือนละครั้ง
  • ขอรับบริจาคจักรยานจากนิสิตที่จบการศึกษา หรือประสงค์จะบริจาคมาซ่อมบำรุงใช้ต่อในมหาวิทยาลัย  หรือส่วนหนึ่งก็นำไปบริจาคตามโรงเรียนต่างๆ
  • จัดทำโครงการ “จักรยานผูกโบว์” ขึ้นมา  โดยให้ถือว่าจักรยานเหล่านี้เป็นสมบัติของ “ส่วนรวม”  ใครจะปั่นไปเรียน หรือไปร่วมกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยก็ได้  เมื่อจอดไว้แล้ว ใครจะปั่นต่อไปก็ไม่ถือว่าผิด  แต่ห้ามปั่นออกนอกมหาวิทยาลัยเท่านั้นพอ  หรือไม่ก็ให้นิสิตในหอพักเช่าเป็นรายสัปดาห์ในราคาแสนถูก  และนำเงินที่ได้มาใช้ในการซ่อมบำรุงรักษา
  • ชวนนิสิตปั่นจักรยานเยี่ยมชมหมู่บ้านตามโครงการที่ผมริเริ่มคือ “หนึ่งหมู่บ้าน...หนึ่งคณะ”  (พ่อฮัก แม่ฮัก...ลูกฮัก ลูกบุญธรรม)  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการไปร่วมกิจกรรม หรือเรียนรู้ชุมชน สุดแล้วแต่จะออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม  โดยมีบริบทของหมู่บ้านเป็นตัวตั้ง
  • จัดตั้งชมรมจักรยานทั้งในระดับนิสิตและบุคลากร  ฯลฯ

 

 

ครับนั่นคือวิธีคิดแบบง่ายๆ ที่ผมรับรู้และสัมผัสได้ด้วยตนเอง  คิดเร็ว ทำเร็ว และคิดบนพื้นฐานของสัญชาตญาณบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเอง  โดยไม่ได้ใช้กรอบคิดทางในวิชาการใดๆ มาเป็นตัวจับมากนัก  และผมก็ไม่จำเป็นต้องฝากหวังว่า มหาวิทยาลัยเองก็ต้องจัดแต่งภูมิทัศน์ให้เอื้อต่อการปั่นจักรยาน  เพราะผมเป็นคนไม่ชอบต่อรอง  และรอคอยอะไรมากนัก อยากทำก็ทำ และเชื่อว่าสิ่งที่ทำ จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเหล่านั้นตามมาอย่างแน่นอน – ดีไม่ดี อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดด้วยก็เป็นได้  เพราะสำคัญก็คือ การพัฒนาอะไรๆ ยังคงต้องใช้เวลามากโขนัก  การจัดลำดับความสำคัญก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องให้กำลังใจและร่วมมือกับผู้บริหารฯ (ซึ่งก็เชื่อว่า หลายอย่างเดินทางมาถูกทางแล้ว)

 

การจัดงานครั้งนี้  จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการริเริ่มเอาจริงเอาจังจากท่านรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต (ผศ.ดร.สุจิน  บุตรดีสุวรรณ)  และประธานโครงการมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ คือ รศ.สุรชา  อมรพันธุ์  และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ “สสส”  แถมท่านอธิการบดี (ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต)  ก็ลงมาลุยเป็นขวัญกำลังใจให้กับเราด้วยเช่นกัน

 

อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดมหาสารคามเข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้เกิดกระแส  โดยการประสานงานผ่านบุคลากรมหาวิทยาลัยสองท่านคือ คุณอารยะ  เสนาคุณ และนิเวส  ศรีธัญรัตน์

 

 

 

ครั้งนี้, มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องจักรยานกับสุขภาพ  มีการแสดงผลงานของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพฯ  ออกร้านให้บริการซ่อมบำรุงจักรยานฟรี  สาธิตการปั่นจักรยานในรูปแบบต่างๆ  รวมถึงการร่วมปั่นเป็นขบวนรณรงค์ในมหาวิทยาลัยออกไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง  รวมระยะทางแล้วก็ในราวเกือบๆ จะ ๑๐ กิโลเมตรเลยก็ว่าได้

 

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ  ต้องปรบมือให้กับชาวหอพักนิสิตอย่างมาก  เพราะตบเท้ามาร่วมงานหลายชีวิต  ผ่านการรบเร้าและร้องขอจากผม  ด้วยหวังว่าจะใช้หอพักนิสิตนี่แหละ  เป็นหนึ่งในองค์กรนำร่องขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังในอีกทางหนึ่ง

 

 

และนั่นก็คือภาพรวมกิจกรรมที่เกิดขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นการหยิบเอางานเก่ามาปัดฝุ่นกันอีกรอบ  เพียงแต่คราวนี้ ดูเราจะมีแรงบันดาลใจมากกว่าทุกครั้ง  คล้ายกับมั่นใจว่า  เราจะสามารถสร้างกระแสสู่การสร้างความตระหนักได้บ้างเหมือนกัน  อย่างน้อย-ก็คงไม่ล้มเหลวเหมือนหลายปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

 

 

ในห้วงท้ายของกิจกรรม  ผมมีโอกาสได้เจอกับคุณตาภู  รัตน์พรเข้าอย่างบังเอิญ  ซึ่งก่อนหน้านั้น ทั้งผมและท่านคุ้นเคยกันดีแล้ว  เพราะท่านเห็นผมลงหมู่บ้านไปช่วยกิจกรรมชาวบ้านอยู่เนืองๆ  ...เราจึงคุยกันแบบสนิทสนม

คุณตาภู  ในวัย ๘๐ ปีเล่าให้ฟังประมาณว่า...  ดีใจที่เห็นมหาวิทยาลัยกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้กันอีกรอบ  ท่านชอบปั่นจักรยานมาก  ปั่นมาตั้งแต่เด็กๆ  จักรยานคันที่ใช้ก็ถือเป็นเสมือนเพื่อนชีวิตของคุณตา   เพราะเป็นคันแรกที่ซื้อมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๓  ถึงแม้จะเป็นจักรยานมือสองก็เถอะ  ท่านก็รักและหวงแหนมันมาก  เพราะกว่าจะเก็บเงินให้ได้จำนวน ๒๗๐ บาท  เพื่อนำไปซื้อจักรยานได้นั้น  มันยากลำบากเหลือเกิน  ... 



คุณตาภู รัตน์พร จากบ้านขามเรียง

 

แล้วท่านล่ะครับ  มีข้อเสนอแนะใดบ้างที่จะทำให้ผมและทีมงานขับเคลื่อนเรื่องการใช้จักรยานเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยได้อย่างสัมฤทธิ์ผล... 

เชิญครับ  เชิญบอกกล่าวเล่าความเสนอแนะมาเถอะ  ผมยินดีรับฟังและนำไปสู่การปรับแต่งเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 

ขอบคุณครับ...ขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้



๒๗ กุมภาพันธ์ ๕๓
มมส,....