“...พอมีพอกิน ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าประเทศมีพอกินยิ่งดี...” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง“เศรษฐกิจพอเพียง เป็น เสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอก รองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”
“รู้จักพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง นี่คือ หลักของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ ตัวเราเอง ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา และประเทศของเรานั้นไปสู่ความสุข พระองค์ท่าน ทรงให้ไว้ ในคำนิยามของปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าต้องมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยน แปลงทั้งในระบบโลกาภิวัตน์ หรือการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคม ระบบนิเวศทาง ด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จนถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแม้ในเรื่องชีวิตของเราเอง”
การจะไปถึงเป้าหมายของการปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความสุขในครอบครัว ชุมชนและประเทศของเรา มีอยู่ 2 เงื่อนไขด้วยกัน เงื่อนไขแรก คือ ความรู้ ต้องรู้ลึก รู้กว้าง รู้รอบคอบ ก่อนที่จะนำสิ่งต่าง ๆ ไป ปฏิบัติ ไม่ว่า จะเป็นการปฏิบัติในตัวของเราเอง เช่น วันนี้จะรับประทานอะไรดี ถ้าเรามีความรู้ เราจะเลือกรับประทานในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าเราไม่มีความรู้ เราก็ รับประทานอะไรโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ นั่นคือความสุขในตัวของเราเอง ซึ่งอาจจะ ทำให้ปวดท้องได้
เงื่อนไขที่ 2 คือ จริยธรรม ไม่ใช่รู้แต่เพียงว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ต้องรู้ว่าจะปฏิบัติจริยธรรมเหล่านั้น อย่าง ไร ให้เกิดผลสำเร็จด้วย สิ่งเหล่านี้ คือเงื่อนไขหลักในการที่จะปฏิบัติ สู่แนวทางของเศรษฐกิจ พอเพียงที่นำไปสู่ความสุข ความสุขนั้น มีหลากหลายทาง ในทางธรรมะ คือ สุข ที่ได้ปฏิบัติธรรม ได้แสดงความเมตตากรุณาต่าง ๆ สุขทางด้านวัตถุหรือทางด้านกาย สุขทางด้าน จิตใจ และสุขสุดท้าย ซึ่งเป็น ความสุขสูงสุด คือสุขของการเสียสละ เพราะฉะนั้นความสุขของแต่ละคนจึงมีได้หลายระดับ ระดับของการปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสุข ระดับสุดท้าย คือ การพึ่งพาตัวเราเองได้ มากที่สุดและไม่เบียด เบียนผู้อื่น นั่นก็คือ ถ้าเราไม่ เบียดเบียนครอบครัวข้างบ้านเรา ชุมชนต่าง ๆ ก็มี ความสุข เมื่อไม่เบียดเบียนชุมชนต่าง ๆ จังหวัดต่าง ๆ ก็ไม่เบียดเบียนกัน แต่กลับมีความเกื้อกูลกัน ประเทศทั้งประเทศก็จะมีความสุข
หลังจากที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว จำเป็นต้องทดลองนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองทั้งในชีวิตประจำวันและการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น โดยการประยุกต์ใช้นั้นต้องคำนึงถึง ความ พอประมาณ ในการดำรงชีวิตในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการบริโภค การกินอยู่หลับนอน การเข้าสังคม การใช้เวลาและทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็น หลัก ใช้เหตุผล เป็นพื้นฐานใน การตัดสินใจและการกระทำสิ่งต่าง ๆ สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อ พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และ ไม่ทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป จน ทำ ให้ตนเองหรือคนรอบข้างเดือดร้อนในภายหลัง ต้องใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง และใช้ความรู้ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง มี คุณธรรม คือความซื่อสัตย์ ความไม่โลภ รู้จักพอ ไม่เบียดเบียนกัน รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งมีความเพียร เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ จะทำให้ชีวิตมีความสุข เจริญก้าวหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืน จะเห็นว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิตของตนเอง ครอบครัว องค์กร จนถึงระดับประเทศเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต้องคำนึงด้วยว่า ระดับความพอเพียงของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน หรือความพอเพียงของคนคน เดียวกันแต่ต่างเวลาก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้แล้วแต่เงื่อนไขภายในและภายนอก ตลอดจนสภาวะแวดล้อมหรือสภาพภูมิสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน
หากจะพูดถึง เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นระบบเกษตรกรรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากร การผลิตแบบยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตประกอบด้วย การคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ มีการปรับปรุงและฟื้นฟูดิน ยุติการใช้สารสังเคราะห์ ทั้งปุ๋ยเคมี สารกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นภัยต่อมนุษย์และสัตว์ เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกระบวนการผลิตที่เกษตรกรเป็นหลักในการพัฒนา ความรู้ในท้องถิ่นได้รับการพัฒนาและฟื้นฟู
และมีความสำคัญอย่างไรต่อเกษกรรมแบบยั่งยืน การที่ดำรงชีพด้วยความไม่ประมาท และทำการเกษตรแบบไม่ประมาท มีสติ รอบครอบ และหาแนวทางแก้ปัญหาในชีวิตที่ทำให้เราอยู่รอดโดยไม่จำเป็นที่ต้องรวยมหาสานแต่มีความสุขเท่าที่เรามีและมีคุรภาพชีวิตที่มีความยั่งยืนไม่เบียดเบียนใคร ก็เมหมือนกับการทำการเกาตรแบบยั่งยืนเหมือนกันที่ว่าเราจะทำอย่างให้การเกษตรที่เราทำนั้นอยู่รอดไม่เหมือนกับหารทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เมื่อเรามีปัญหาการเกาตที่เราทำก็ได้รับความเสียหาย
ยกตัวอย่างเช่น ลุงนิลเป็นเกษตกรที่ปลูกทุเรียนเพียงอย่างเดียวหรือที่เรียกกันว่าการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไปทำมาก็มีแต่ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทั้งค่าปุ๋ยยาเคมีจนเป็นหนี้เป็นสินไม่มีเงินมาใช้หนี้เขาซึ่งทำให้ลุงนิลเคยที่จะคิดฆ่าตัวตายแต่ลุงนิลได้ฟังพระราชดำรัชของในหลวง เหมือนเป็นไฟจุประกายให้กับลุงนิลที่ไม่คิดสั้งและลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาต่างๆโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงและการทำการเกษตรแบบผสมผสานเข้ามาร่วมด้วยช่วกกันจนทำให้ทุกวันนี้ลุงนิลมีความสุขมากที่ ได้กินข้าเย็นกัยพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว มัความสุจฃขที่ได้ถ่ายทอดข้อมุลแบบที่ลุงนิลทำให้กับเกษตรกรรายอื่นที่ยังหลงผิดกับการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวอยู่และการใช้ปุ๋ยายาเคมีที่สิ้นเปลืองเงินเป็นอย่างสูง หาอะไรรอบรอบตัวเอามาผสมหมักทำเป้นนำปุ๋ยชีวภาพก็สามารถใช้ได้ทั่งบำรุงดินและไล่แมลงแถมยังเสียค่าใช่จ่ายน้อยอีกด้วย
ตรวจแล้วค่ะ
อ.ตุ้ม