GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บ้าละ...เกวียนกว่า

นักเรียนชาวนา หรือ ที่ได้ยินบ่อยๆ คือ “พวกบ้า และวันนี้อาการของพวกเขาได้กำเริบหนักเข้าไปอีกในสายตาของคนทั่วไป
วันนี้ข้าพเจ้าอยากให้ทุกๆท่านที่อ่านได้ร่วมเดินทางเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆกับการที่คนกลุ่มหนึ่งที่เขากำลังต่อสู้กับความเคยชินของตัวเอง ต่อสู้กับกระแสต่อต้านและเสียดสีจากคนรอบข้าง รวมทั้งสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบันเพื่อที่จะหันมาสู่การพึ่งตนเองนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องการกำลังใจและเพื่อนร่วมทางจากพวกเราทุกคน และวันนี้จากการกระทำของเขาเองได้เป็นบทพิสูจน์ที่เป็นประโยชน์แก่ใครหลายคนได้ศึกษาเรียนรู้และเปลี่ยนตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เช้าวันที่ 23 ธันวาคม 2548 ที่บ้านดอน ต.บ้านดอน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สถานที่...ที่มีกลุ่มคนที่ทุกคนรู้จักกันในนามนักเรียนชาวนา หรือ ที่ได้ยินบ่อยๆ คือ “พวกบ้า และวันนี้อาการของพวกเขาได้กำเริบหนักเข้าไปอีกในสายตาของคนทั่วไป เมื่ออยู่ดีๆก็พากันไปปูพลาสติกในนาโกยเลนใส่แล้วหว่านข้าวลงไป “พวกเอ็งทำบ้าทำอะไรกันอีก” เสียงทักทายจากผู้คนผ่านไปผ่านมา” หนักเข้าพอถึงวันที่ 13 ม.ค. 49 เป็นวันที่ต้นกล้าโตพอพร้อมที่จะปักดำ พวกที่เขาว่าบ้าเหล่านี้ก็ทยอยกันมารวมตัวกันอีกที ที่เป้าหมายเดิมคือผืนนาของนักเรียนชาวนาบุญรอด สระทองดี ซึ่งเป็นอีกแปลงเรียนรู้ร่วมกันของนักเรียนชาวนาแห่งนี้ ทันทีที่รถดำนามาถึงพร้อมทีมงานมือใหม่หัดขับ นับได้ไม่ถึง 10 นาที ชาวบ้านรอบๆพอเห็นเข้ารีบหอบลูกจูงหลานมามุงดู เพราะตั้งแต่อยู่มาก็ห้าหกสิบปีผ่านพ้น ยังไม่เคยได้ยลผลงานของเขาว่านารถดำมันเป็นยังไง มันสงสัยจริงๆ บรรยากาศเซ็งแซ่อื้ออึงเหมือนผึ้งแตกรังยังไงยังงั้น ครั้นได้เวลา 3 โมงเช้า 9 นาฬิกา อันถือเป็นเวลาฤกษ์งามยามดี ทันทีก็มีเสียงเครื่องยนต์ทำงาน ขับเคลื่อนเลื่อนผ่านลงสู่แปลงนา ทีมงานอาสาขนกล้าป้อนใส่ให้รถดำ พอสัญญาณบอกว่าพร้อม โชว์เฟอร์มือใหม่รุ่นใหญ่ใจดีออกสตาร์ททันที กะว่าคราวนี้จะได้โชว์เต็มที่ไปเลย แต่แล้วดำไปได้ยังไม่ถึง 5 นาที แกร่ก ๆ ๆ!เสียงอะไร ทีมงานทุกคนต่างมองหน้ากันสีหน้าชักไม่ค่อยดีแล้ว ต่างก็ช่วยกันดูจับนู่นหมุนนี่ก็ไม่หาย ทำขายหน้าแล้วไหมละไอ้เทคโนโลยี หลายนาทีผ่านไปกว่าจะรู้ว่าก้อนหินเข้าไปขวางช่องดำกล้าก็ทำเอาใจหายไปตามๆกัน ยิ่งท่านผู้ชมทั้งหลายไม่ต้องห่วงครับได้ทีซ้ำทันที “ ข้าว่าแล้วทำนาหว่านดีๆไม่ว่าดีคราวนี้คงจะได้ไร่ละสองเกวียนหรอกนะ” นี่เป็นเพียงบางส่วนของกำลังใจจากท่านผู้ชมครับ “ยังไม่ทันจบครับ แกร่ก ๆ ๆ!คราวนี้หนักกว่าเก่า คนนั้นก็วู้ คนนี้ก็ว้า ภายในพริบตาครับ! คนที่มามุงดูกว่า 50 คน หายไปในพริบตา ช่างรวดเร็วจริงๆ ปล่อยทิ้งไว้แต่พวกนักเรียนชาวนาที่เขาว่าบ้าทั้งหลาย ยังดีที่มีกำลังใจจากทีมงานนครสวรรค์ฟอรั่ม ที่ได้นำเครือข่ายโรงเรียนชาวนาจากเมืองนครฯ มาร่วมฝ่าความร้อนจากลม(ปากคน)และแสงแดดที่แผดเผาอยู่ทั้งวัน ต้องบอกว่าขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ไม่ทอดทิ้งกัน ตั้งแต่หว่านกล้ามาปักดำยังจำมิเคยคลาย เอาเป็นว่านา 5 ไร่ 2 งาน ดำกัน 2 วันครับ ผ่านไปได้ขั้นหนึ่ง แต่ผ่านไปแบบทุลักทุเลเพราะข้าวที่ดำไว้มันห่างโหรงเหรงเว้นวรรคยังกะคนบางพรรคการเมือง เพราะความไม่ได้เรื่องในการเพาะกล้าก็อย่างว่ามันไร้ประสบการณ์ผลมันก็เลยเป็นเช่นฉะนี้ ของดียังมีอีกเรื่องยังมีอีกเยอะอย่าเพิ่งเบื่ออ่านต่อให้จบละกัน ที่น่าสงสารก็เจ้าของนานี่ละครับ ออกนอกบ้าน “พวกก็บอกว่าทำอย่างเอ็งมันจะได้กินข้าวรึ ไถทิ้งหว่านใหม่เถอะ บ้างก็บอกว่าทำอย่างเอ็งคงจะได้ไร่ละสองเกวียนนะ หนำซ้ำกลับมาบ้านเมียยังบ่นกระหน่ำซ้ำเข้าไปอีก มันช่างเป็นอะไรที่หนักหนาจริงๆ ทั้งในบ้านนอกบ้านคราวนี้ละแย่แน่ “ไอ้รอดเอ๋ย” แกบ่นให้ผมฟัง ไม่แย่ได้ไงละครับแม้แต่คนใบ้ยังบอกว่า หือ.... แถมโบกมือบ๊ายบ่ายส่ายหัวอีกต่างหาก รับรองว่าขำไม่ออกครับ ยังดีที่น้าแกใจยังสู้แต่ไม่วายที่จะพูดอย่างปลงๆว่าขอแค่ไร่ละห้าสิบหกสิบถังก็พอ เท่านี้ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้วพอใจแล้ว คนดีไม่โชคร้ายเสมอไปหรอกครับ “หนึ่งเดือนผ่านไปคนเริ่มมอง แล้วพูดว่าเออข้าวมันก็สวยดีนี่ (ฮันแน่!) สองเดือนผ่านไปข้าวตารอดมันสวยจริงๆ (ชักแปลกๆแล้วซิครับ) พอสามเดือนผ่านไป นาของเอ็งใส่ข้าวอะไรวะ ข้าขอจองเอาไปทำพันธุ์ข้าวละกันคนนั้นก็จอง คนนี้ก็ด้วย สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วครับ ทำเอาเจ้าของนาจะไปไหนมาไหนก็ยิ้มแก้มแทบปริ บอกแล้วว่ามันบ่แน่ดอกนาย” สุดท้ายวันที่รอคอยก็มาถึง (23 เม.ย. 49) จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวก็รู้ เช่นเคยครับวันเกี่ยวก็ไม่ต่างจากวันดำผู้คนยังคงให้ความสนใจเหมือนเดิม มองอีกนัยหนึ่งถือว่าเป็นการดีที่จะได้ช่วยมาเป็นสักขีพยานในผลงานชิ้นโบว์แดง พอรถเกี่ยวเสร็จทุกคนต้องอึ้งไปตามๆกันเพราะผลที่ได้มันเกินคาดครับจากตั้งเป้าไว้ 60 ถัง ต่อไร่ กลับได้ถึง 104 ถัง ต่อไร่ มันน่าทึ่งจริงๆ ทั้งที่ปุ๋ยเคมีก็ไม่ได้ใส่ ปุ๋ยหมักก็ไม่ได้ใส่ ที่ใส่มีเพียงน้ำหมักจุลินทรีย์สูตรของโรงเรียนชาวนาและใช้วิธีการหมักฟางเท่านั้นเอง เท่านี้ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่ากำไรหรือขาดทุน เป็นไงบ้างละครับผลงานของคนบ้า นี่มันไม่ใช่บ้าธรรมดา มันบ้าละเกวียนกว่าเลยนะเนี่ย ยังมีอีกครับเรื่องวุ่นวายยังไม่จบแต่เอาไว้อยากรู้ต้องมาถามเจ้าของนาแกเอง และที่สำคัญทำนารุ่นนี้น้าแกเพิ่มเป็น 10 ไร่ แถมใจถึงรับคำท้า ของโรงเรียนชาวนาที่บอกว่าทำนาต้องไม่ใส่อะไรเลยไม่ว่าปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมี หรือ ไม่ให้ฉีดแม้แต่สมุนไพร แกยังกล้ารับโดยไม่มีข้อแม้หรือต้องให้ใครมารับประกันความเสี่ยงให้เลย ต้องบอกว่าข้าน้อยขอคารวะ 1 จอก(น้ำชานะ) ปัญหาในการเพาะกล้าก็ยังมีอีกเยอะครับแต่บางส่วนได้ถูกนักเรียนชาวนาแก้ได้แล้วเดี๋ยวผมจะนำมาแฉในโอกาสต่อไปละกัน สำหรับวันนี้สวัสดีครับ นกน้อยผู้ไกลรัง พรชัย ชูเลิศ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ข้าวขวัญ(--)
หมายเลขบันทึก: 34038
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

เข้ามาอ่านครับ เคยไปหาความรู้ที่มูลนิธิ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นะครับ ตอนนี้กำลังสนใจอยากทำนาแล้วครับ