ชีวิตเรา เราเลือกได้และเราเลือกอยู่เสมอที่จะให้ปัจจุบันและอนาคตดำเนินไปอย่างไร ก่อนหน้านี้หนูมีแต่คิด และอยู่กับความคิด ความคาดหวัง หวังให้ใคร ๆมารัก มาเอ็นดู มาสนใจ ก็เลยมีอาการเจ็บปวดเจ็บช้ำ น้อยใจ เครียด เมื่อไม่เป็นดั่งหวัง จะมีอาการลิงโลด ดีดดิ้น ดีอก ดีใจ พอได้ดั่งหวัง หนูหาไม่เจอช่องว่างแห่งการเลือกหรือการตัดสินใจ
เมื่อก่อนทำอะไร ก็ทำ ทำไปเรื่อย ๆ อยากให้ใครยอมรับก็ทำตามคำสั่ง หรือสิ่งที่รู้สึกได้ว่าคนผู้นั้นเรียกร้อง พอหนูทำได้ แล้วเขาพอใจ จึงจะรู้สึกมีความสุข “ฉันเจ๋ง” ยิ่งทำแล้วมีคนมาสนใจมากเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกเจ๋ง แม้การกระทำนั้นใครจะมองว่างี่เง่า อย่างเช่น การลุกขึ้นมาเต้นท่าประหลาด ๆ แต่ทำให้คนสนใจได้ เป็นต้น
อืม มิน่าหล่ะทุก ๆครั้งที่ทำพฤติกรรมแบบนี้ จะมีอาการเหนื่อยล้า มีความรู้สึกโดดเดี่ยวตามมา หลังออกมาจากฝูงชน อืมแต่บางทีตอนอยู่บนฟอร์ก็เคยรู้สึกเหมือน “โดดเดี่ยวในคนหมู่มาก” บางทีก็มีคำถามโผล่มาว่า “ฉันเต้นอยู่อย่างนี้ทำไม” หนูแค่ได้ยินเสียง แต่ไม่มีปัญญาจะเข้าใจอะไร ณ ตอนนั้น
แต่พอดิ้นรนทำแล้วไม่สำเร็จ แถมด้วยคำตำหนิ หรือบางทีหนูสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดหวัง ใจหนูจะมีอาการผิดหวังเหมือนทำงานล้มเหลว
หันมองกลับไป ผู้หญิงคนนี้น่าสงสารจังเลยค่ะ ใจหนูโดนตนเองหลอกล่อ หลอกลวงให้เจ็บปวดเจ็บช้ำเพราะขาดสติ หลอกว่าถ้ามันทุกข์มากก็คลายทุกข์ด้วยการเต้นรำแบบหลงไปเลย หลุดโลกไปเลย กลายเป็นว่า บ่มเพาะให้ตนเองเคยชินกับความหลง เมื่อไหร่ที่มีความทุกข์บีบคั้นแล้วความอดทนในใจไม่พอ จะมีอาการ “หลบไปหลง”
หลบไปหลง คือ อะไร ก็คือการ หนี หนีไปดูหนัง หนีไปฟังเพลง หนีไปกิน หนีไปช๊อปปิ้ง อืมที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้จริง ๆนี่หว่า
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีสติเต็มพร้อม ปัญญาจะเกิดให้คิดหาหนทางแก้ปัญหา หรือทำความเข้าใจสิ่งนั้น ๆ
โอ้ แสดงว่าที่ผ่านมา หนูโดดลงหลุมพลางแห่งความหลงบ่อยมาก ๆ แล้วใจก็คิดว่าเป็นหลุมหลบภัย แต่เปล่าเลย มันเป็นหลุมพรางที่ล่อลวงให้ใจ ติดกับดักของสังสารวัฏ

ขอบพระคุณครูค่ะ ขอบพระคุณทุกวิถีชีวิตที่ดำเนินไปทุกขณะ เพราะทุกอย่างเป็นอย่างที่เป็นจึงทำให้เข้าใจว่าแท้ที่จริงเรา