อันเนื่องมาจาก...
จิตวิญญาณ..ของครูไทยในอนาคต







อันเนื่องมาจากบันทึกของอาจารย์หนิง เรื่อง จิตวิญญาณ..ของครูไทยในอนาคต
ตามความที่ปรากฏฃ้างล่างนี้
วันนี้สอนนักศึกษาครูที่กำลังจะออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้จัดกิจกรรมเล็กๆดดยตั้งประเด็นว่าถ้านักศึกษามีเงิน 1ล้านบ้านจะทำอะไรบ้างให้นักศึกษาคิดคนละ3 นาทีและจดบันทึกลงในกระดาษ หลังจากออกคำสั่งไปแล้วสังเกตเห็นว่า นักศึกษาทุกคนมีความสุข นั่งยิ้มและคิดคำนวนว่าจะใช้เงิน 1ล้านบาททำอะไรบ้าง ดูทุกคนตื่นเต้นและมีความสุขต่างใช้ความสามารถในการคิดกันอย่างตั้งใจ นักศึกษาบางคนถึงกับลงมือบวก ลบ ว่าจะพอไหม.... เวลาผ่านไป 3 นาที ลองให้นักศึกษานำเสนอส่งที่ตนเองคิดว่าจะใช้ทำอะไรบ้างประมาณ 10 คน พบว่า ...มีคำตอบดังนี้ ซื้อบ้าน ซื้อรถ ให้พ่อแม่ ซื้อของใช้ส่วนตัว ไปเที่ยว ฝากธนาคาร ใช้หนี้ ทำสัญญกรรม ฯลฯ คำตอบมากมายยังไม่ตรงตามเป้าหมายที่ครูต้องการ จึงถามนักศึกษาว่ามีใครไหมที่จะนำเงินไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก ซื้ออุปกรณ์กีฬา สร้างห้องสมุด ซื้อหนังสือเด็กเข้าห้องสมุด ซื้อเสื้อผ้าให้เด็ก...ไม่มีใครยกมือ ครูเลยถามว่า ใครที่จะใช้เงินเพื่อคนอื่นบ้าง....คำตอบคือ ไม่มี...วันนี้ทุกคนยังสอบไม่ผ่าน เพราะทุกคนยังนึกถึงตนเอง...ยังไม่ไมใครมีจิตวิญญาณของการเป็นครูที่เรียกว่า ผู้ให้ ยังไม่มีใครนึกถึงลูกศิษย์ เด็ก ๆ ซึ่งเป็นตนเหตุทำให้เขาเหล่านี้ต้องมาเรียนครู...นอกจากนี้ยังไม่มีนักศึกษาแม้แต่คนเดียวที่ตอบว่าจะยังไม่ใช้เงิน จะเก็บเงินนั้นไว้ เพราะยังไม่ต้องการอะไร ....มีแต่ใช้เงินให้หมด1 ล้าน บางคนไม่พอด้วยซ้ำ...ต้องคิดไหม่ แต่บางคนก็ตอบน่ารักมากคือ ใช้หนี้ กยศ.
|
ผมเห็นว่าเป็นประเด็นน่าสนใจ จึงได้แสดงความคิดเห็นต่อท้ายบันทึกของอาจารย์หนิงไว้ดังนี้
สวัสดีครับอาจารย์หนิง
- เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะมืดมนเมื่อมองหาคำตอบสำหรับโจทย์ "เราจะทำอย่างไรกันต่อไป...ดีกับจิตวิญญาณของครูไทยในอนาคต ....."
- ที่ว่าดูเหมือนจะมืดมน ผมมองไปที่ข้อจำกัดปัจจัยในการสร้างครูไทยที่เอื้อต่อการสร้างจิตวิญญาณของครู ดังนี้
- หนึ่ง คือสังคม : สังคมไทยไม่ใช่สังคมอุดมการณ์ เรื่องจิตวิญญาณของความเป็นครูเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เป็นเรื่องของคุณค่า เป็นเรื่องของคุณธรรม แต่เป็นสังคมที่เน้นการปฏิบัติ หรืออาจเรียกว่าเป็นนักปฏิบัตินิยม ลองสังเกตดูก็ได้ ให้ลองยกเรื่องในเชิงอุดมการณ์ขึ้นในวงสนทนาที่กำลังคุยกันสนุกในเรื่องทั่วๆไป เราจะเห็นว่า เริ่มมีคนมีธุระโน่นนี่ ทะยอยขอตัวออกไปจากวงสนทนา
...และในปัจจุบันที่สังคมไทยถูกครอบงำด้วยค่านิยมแบบทุนนิยมบริโภคด้วยแล้ว อุดมการณ์จึงแทบจะหาร่องรอยไม่เจอในสังคมบ้านเรา
...เมื่อสังคมไม่เอื้ออำนวย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะสร้างคน หรือ ครูที่มีอุดมการณ์ขึ้นมา -
สอง คือ สถานฝึกหัดครู : ในเมืองไทยมีศึกษาศาสตร์ หรือ ครุศาสตร์ที่ไหนบ้างที่มีอุดมการณ์ หรือจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่ชัดเจน มีการประกาศออกมาว่า ศึกษาศาสตร์นี้ ครุศาสตร์นั้น มีปรัชญาหรืออุดมการณ์ในการผลิตครูอย่างนั้นอย่างนี้
...อย่าง
...ศานตินิเกตัน หรือ วิศวะภารตี ของ ท่านรพินทรนาถ ฐากูร นักคิด นักเขียน รางวัลโนเบล เป็นต้น
...ในเมืองไทย วิทยาลัยวิชาการศึกษาในช่วงที่ ดร.สาโรช บัวศรี ท่านเป็นอธิการบดีอยู่ก็พยายามประกาศตัวว่าจะสร้างครูที่มีความรู้ดุจนักปราชญ์ และมีคุณธรรมดุจผู้ทรงศีล เป็นต้น
...สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งหล่อหลอมคน สถาบันจึงต้องมีรูปร่าง หน้าตา ท่าทาง ที่ชัดเจนและเข้มแข็ง ถ้าสถาบันฝึกหัดครูไม่สามารถกำหนดตนเองได้ว่าเป็นอะไร ผลผลิตที่ออกมาก็ยากที่บอกได้ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร -
สาม คือ ครูของครู : หมายถึงผู้บริหาร และครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารและผู้สอน อยู่ในคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ในบ้านเรา ในบรรดาคนเหล่านี้ มีใครที่ไหนที่เป็นนักปราชญ์ นักปรัชญา หรือมีความเป็นศิลปิน ในตัวบ้าง
...กล่าวได้ว่า หาทำยายากจริง ๆ คนที่จะสร้างคนให้เป็นคนที่มีอุดมการณ์ ก็จะต้องเป็นคนที่มีอุดมการณ์ก่อน ไม่เช่นนั้นจะนำลูกศิษย์ได้อย่างไร
...ครูบาอาจารย์ในสถานครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ที่เรามีอยู่ มีคนที่พูดเรื่องอุดมการณ์ได้มีมาก แต่หาคนที่ปฏิบัตนอย่างมีอุดมการณ์มีน้อยเต็มที(แม้แต่ตัวผู้เขียนเอง)
...เมื่อสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ การศึกษาในสถานฝึกหัดครูทั้งหลายจึงเป็นไปในลักษณะแม่ปูสอนลูกปู นั่นเอง - สี่ คือ นักศึกษาครู : คนมาเรียนครูในบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นคนจิตอ่อนล้า ปัญญานิ่ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะสร้างให้เป็นคนมีอุดมการณ์ได้ยาก ในยุคแรก ๆที่เรามีการฝึกหัดคนไปเป็นครู เรามีคนที่มีจิตแกร่งกล้า ปัญญาดีเข้ามามากกว่า ในสมัยนั้นจึงปรากฏว่ามีครูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นครูที่ควรบูชา หรือเรียกว่าเป็นครูที่มีอุดมการณ์ให้เห็น
...ในปัจจุบันเราได้คนที่อ่อนเปลี้ยทั้งสองด้านมาเรียนครู จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากที่เราจะสร้างคนเหล่านี้ให้เป็นครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู
...คำตอบที่พวกเขาตอบโจทย์ของอาจารย์ มันสะท้อนความอ่อนเปลี้ยของเขาที่ชัดเจน -
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ให้งอมืองอเท้าไม่ทำอะไร ถ้าเราเห็นว่า"จิตวิญญาณของความเป็นครู"เป็นสิ่งสำคัญ เราจะต้องไม่ทำอย่างที่ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในปัจจุบันทำกันอยู่
...เราต้องคัดเลือกคนมาเรียนครูอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่ให้ได้คนมาเรียนก่อน เอาให้มาก ๆไว้ก่อน คุณภาพเป็นอย่างไร ช่างหัวมัน เพื่อจะได้มีงบประมาณมายาใส้ผู้บริหารและผู้สอนมาก ๆ
...เราจะต้องได้คนที่มีทั้งจิตที่แกร่งกล้า ปัญญาที่ดี ๆ มาเรียน
...สถานฝึกหัดครูจะต้องยกระดับตนเองให้มีจิตวิญญาณที่แกร่งกล้าและท้าทาย แต่ละแห่งควรมีปรัชญาในการจัดการศึกษาของตนเองที่ชัดเจนและแตกต่าง สถานฝึกหัดครูในบ้านเราไม่มีความแตกต่าง แม้แต่ชื่อเรียกสถาบันก็สะท้อนว่าผู้คนในสถาบันนั้น ๆขาดจินตนาการอย่างสุด ๆ
...สถานฝึกหัดครูจะเป็นเช่นนี้ได้ก็จะต้องหาคนที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
มาบริหารและมาสอน ดีกรีน่าจะไม่ใช่สิ่งสำคัญในกรณีเช่นนี้
- อย่างไรก็ตาม ผมชื่นชมในความตั้งใจดีของอาจารย์ แม้มองในภาพกว้างจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีอย่างน้อยคนคนหนึ่งที่มองเห็นอย่างอาจารย์
- ขอให้อาจารย์มีความสุขและสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์
- สวัสดีครับ
paaoobtong
22/02/53
03:45

สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับอาจารย์ครูคิม
...ปัจจุบันสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตครูมีมาก นับเฉพาะที่ผลิตครูเพื่อตอบสนองการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในนามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ(ไม่นับเอกชน) คณะครุศาสตร์ คณะศึกษาสาสตร์ มีไม่น้อยกว่า 50 แห่ง สำหรับประเทศไทยถือว่ามากเกินไป ในขณะเดียวกันแต่ละแห่งก็ไม่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษอะไร ดูเหมือน ๆกันไปหมด
...สถาบันฝึกหัดครูไม่ควรมีมากแห่ง ควรให้กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ควรเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตครูเพียงอย่างเดียว ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแบบปัจุบัน เพราะการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันฝึกหัดครูเป็นเหตุให้สถาบันฝึกหัดครูนั้น ๆอ่อนแอลงทุกวัน ๆ
...สถาบันฝึกหัดครูแต่ละแห่งควรมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นเฉพาะของตน ทั้งในด้านปรัชญาหรืออุดมการณ์ และในด้านเทคนิค
...สถาบันฝึกหัดครูควรเป็นที่เดียวกับโรงเรียน เหมือนสถาบันฝึกหัดแพทย์ตั้งอยู่ในที่ที่เดียวกับโรงพยาบาล การแยกการฝึกหัดครูออกจากการประกอบวิชาชีพครูเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวิชาชีพครู
...สถาบันฝึกหัดครูไม่เก่งกาจถึงขนาดปั้นใครก็ได้ให้เป็นคนดี มีอุดมการณ์ได้หรอก ดังนั้น ในเบื้องต้น ต้องคัดคนที่ดี ๆเข้ามาเป็นครูอย่างที่อาจารย์ครูคิมว่า เพราะคนที่มีพื้นนิสัยที่เหมาะกับการเป็นครูอยู่แล้วจึงจะฝึกหัดขัดเกลาได้ง่าย ในปัจจุบันค่านิยมเกี่ยวกับวิชาชีพครูในสายตาของเด็ก ๆค่อนข้างจะตกต่ำ คนมาเรียนครูจึงเป็นคนที่ไม่มีทางจะไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ใครมาสมัครก็รับหมด ถึงกระนั้นก็ยังได้จำนวนไม่เพียงพอจะเปิดเป็นห้องเรียนได้ เงื่อนไขตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทบทวน คือ การเน้นปริมาณ โดยอ้างว่าจะไม่คุ้มกับค่าดำเนินการ
ปัจจุบันกล่าวได้ว่าเราไม่ได้มีการคัดเลือกคนมาเรียนครูกันเลย
...ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆของการฝึกหัดครูไทย มีการคัดเลือกคนเรียนครูโดยท้องถิ่น มีครูเป็นคนสำคัญที่คอยสังเกต ติดตามและเสนอชื่อเด็กที่ครูเห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นครูให้ไปเรียนครู
...การศึกษาในโรงเรียนของเราถนัดที่จะสอนด้วยการบอกและสอนแบบสอนหนังสือเป็นสำคัญ ซึ่งการสอนแบบนี้ยากที่จะปลูกฝังด้านจิตใจแก่เด็ก ๆได้ มีวิธีการเยอะแยะที่สามารถทำได้อย่างสัมฤทธิ์ผล อย่างที่อาจารย์ครูคิมจัดค่าย เป็นต้น แต่เทคนิคเหล่านี้ครูส่วนใหญ่ทำไม่เป็น อีกทั้งตนเองก็ไม่มีจิตสาธารณะ จึงเป็นแบบอย่างไม่ได้ จึงเป็นปัญหาอย่างมากเมื่อเราคิดถึงเรื่องการปลูกฝังคุณนิสัยให้กับเด็ก ๆ
paaoobtong
22/02/53
21:57
ปัจจุบันมีแต่ครูไทยทำผลงาน มากกว่าผลของงานที่นักเรียนหรือลูกศิษย์ที่จะได้รับ
ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านอีเมลได้นะครับ
ปัจจุบันมีแต่ครูไทยทำผลงาน มากกว่าผลของงานที่นักเรียนหรือลูกศิษย์ที่จะได้รับ
ขอเถอะครับคุณครูผู้น่าเคารพรักของเด็กทุกคนจงคิดถึงเด็กมากว่าตนเองเถอะ
ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านอีเมลได้นะครับ