สวัสดีครับอาจารย์ครูคิม

  • ได้ทราบจากการเข้าไปอ่านบันทึก๔๙๐.เหนือกว่าวิชามาร (59) ว่าจะออกจากราชการแน่ ๆแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ไม่ว่าจะอยู่หรือจะออก ถ้าตัดสินใจด้วยจิตอันเป็นกุศล ย่อมดีเสมอ
  • อาจารย์ครูคิม ได้ให้ความเห็นไว้  2 เรื่อง สำคัญ ที่ผมอยากนำมาสนทนาต่อ
  • เรื่องแรก คือ เรื่องครู :
    เห็นด้วยที่ว่า"อยากให้มีสถาบันผลิตครูเพียงอย่างเดียว  เหมือนสมัยก่อน" และไม่จำเป็นต้องมีมากแห่งเหมือนในปัจจุบัน...
    ...ปัจจุบันสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตครูมีมาก นับเฉพาะที่ผลิตครูเพื่อตอบสนองการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในนามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ(ไม่นับเอกชน) คณะครุศาสตร์ คณะศึกษาสาสตร์ มีไม่น้อยกว่า 50 แห่ง สำหรับประเทศไทยถือว่ามากเกินไป ในขณะเดียวกันแต่ละแห่งก็ไม่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษอะไร ดูเหมือน ๆกันไปหมด 
    ...สถาบันฝึกหัดครูไม่ควรมีมากแห่ง ควรให้กระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ควรเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตครูเพียงอย่างเดียว ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแบบปัจุบัน เพราะการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันฝึกหัดครูเป็นเหตุให้สถาบันฝึกหัดครูนั้น ๆอ่อนแอลงทุกวัน ๆ
    ...สถาบันฝึกหัดครูแต่ละแห่งควรมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นเฉพาะของตน ทั้งในด้านปรัชญาหรืออุดมการณ์ และในด้านเทคนิค
    ...สถาบันฝึกหัดครูควรเป็นที่เดียวกับโรงเรียน เหมือนสถาบันฝึกหัดแพทย์ตั้งอยู่ในที่ที่เดียวกับโรงพยาบาล  การแยกการฝึกหัดครูออกจากการประกอบวิชาชีพครูเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวิชาชีพครู
    เห็นด้วยกับที่อยากให้"คัดเลือกครูจากเกณฑ์การเป็นคนดีให้มาก ๆ"
    ...สถาบันฝึกหัดครูไม่เก่งกาจถึงขนาดปั้นใครก็ได้ให้เป็นคนดี มีอุดมการณ์ได้หรอก ดังนั้น ในเบื้องต้น ต้องคัดคนที่ดี ๆเข้ามาเป็นครูอย่างที่อาจารย์ครูคิมว่า เพราะคนที่มีพื้นนิสัยที่เหมาะกับการเป็นครูอยู่แล้วจึงจะฝึกหัดขัดเกลาได้ง่าย ในปัจจุบันค่านิยมเกี่ยวกับวิชาชีพครูในสายตาของเด็ก ๆค่อนข้างจะตกต่ำ  คนมาเรียนครูจึงเป็นคนที่ไม่มีทางจะไปเสียเป็นส่วนใหญ่  ใครมาสมัครก็รับหมด ถึงกระนั้นก็ยังได้จำนวนไม่เพียงพอจะเปิดเป็นห้องเรียนได้  เงื่อนไขตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทบทวน คือ การเน้นปริมาณ โดยอ้างว่าจะไม่คุ้มกับค่าดำเนินการ
    ปัจจุบันกล่าวได้ว่าเราไม่ได้มีการคัดเลือกคนมาเรียนครูกันเลย
    ...ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆของการฝึกหัดครูไทย มีการคัดเลือกคนเรียนครูโดยท้องถิ่น มีครูเป็นคนสำคัญที่คอยสังเกต ติดตามและเสนอชื่อเด็กที่ครูเห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นครูให้ไปเรียนครู
  • เรื่องที่สอง คือ เรื่องการสอนจิตสาธารณะ
    เห็นด้วยที่ว่า "ควรริเริ่มสอนจิตสาธารณะกันได้แล้ว" จริง ๆควรสอนมานานแล้ว
    ...การศึกษาในโรงเรียนของเราถนัดที่จะสอนด้วยการบอกและสอนแบบสอนหนังสือเป็นสำคัญ ซึ่งการสอนแบบนี้ยากที่จะปลูกฝังด้านจิตใจแก่เด็ก ๆได้  มีวิธีการเยอะแยะที่สามารถทำได้อย่างสัมฤทธิ์ผล อย่างที่อาจารย์ครูคิมจัดค่าย เป็นต้น แต่เทคนิคเหล่านี้ครูส่วนใหญ่ทำไม่เป็น อีกทั้งตนเองก็ไม่มีจิตสาธารณะ จึงเป็นแบบอย่างไม่ได้ จึงเป็นปัญหาอย่างมากเมื่อเราคิดถึงเรื่องการปลูกฝังคุณนิสัยให้กับเด็ก ๆ
  • ขอบคุณครับที่ได้เข้ามาร่วมสนทนากันนะครับ
  • ขอให้อาจารย์ครูคิมจงมีความสุขครับ
  • สวัสดีครับ

paaoobtong
22/02/53
21:57