น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

     ผมมีข้อคิดที่น่าสนใจ ท้าทายคนไทยเป็นอย่างยิ่ง คนไทยเป็นอย่างนี้หรือไม่ เชิญทุกท่านช่วยตอบหน่อยครับ......

 

น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
         แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ

 

น่าเสียดาย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
         แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

 

น่าเสียดาย ที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
         แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

 

น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
         แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว 14 ครั้ง

 

น่าเสียดาย ที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
         แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา

 

น่าเสียดาย ที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
         แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา

 

 น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
         แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด

 

น่าเสียดาย ที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
         แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า

 

น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
         แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา

 

น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
         แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด

 

น่าเสียดาย ที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
         แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊

 

น่าเสียดาย ที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
         แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

 

น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
         แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา

 

น่าเสียดาย ที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
         แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล

 

น่าเสียดาย ที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
         แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

 

น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
         แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้
ทาน

 

คุณสุ(สุมาลี)ส่งสิ่งนี้มาให้ผม แม้ว่าบางจุดจะมีพิรุธบางประการ แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ เป็นข้อเตือนผู้หญิงได้ดีมาก อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน เชิญอ่านได้ครับ 

 

ผมมีตัวตนแต่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
เรื่องต่อไปนี้จะเป็นตัวบอกว่าทำไมผมจึงบอกไม่ได้ ประมาณสองสัปดาห์หลังปีใหม่ ภรรยาผมลางานเพื่อไปติดต่องานราชการ
เสร็จแล้วแวะ Central ลาดพร้าว เพื่อหาซื้อหนังสือแนวที่เธอชอบอ่านที่ B2S ระหว่างที่กำลังเลือกหาซื้อหนังสืออยู่นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ สามสิบเข้ามาทักทายบอกว่าชอบหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเช่นกันและ มีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มที่น่าอ่านมาก 
 การสนทนาก็เป็นไปอย่างมีมิตรไมตรีต่อกัน จากลักษณะท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนเป็นคนทำงานทั่วไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ให้นามบัตรภรรยาผมมา ส่วนภรรยาผมก็ให้เบอร์มือถือเธอไปเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกัน  การติดต่อพูดคุยก็มีขึ้นเป็นระยะๆ และมีนัดเจอกัน! เพื่อให้หนังสือภรรยาผมมาอ่าน  แล้วก็บอกว่า จะรีบไปทำงานแต่หนังสือที่ให้มาเป็นหนังสือแนวสืบสวนธรรมดาที่ภรรยาผม เคยอ่านมาแล้ว จึงอยากจะคืนกลับไป

         การนัดเจอกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นชวนทานข้าวเพราะเป็นช่วงเกือบเที่ยงวันแล้วและได้แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่ Food Center เธอบอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานชอบอ่านหนังสือแนวนี้เช่นกัน ผู้ชายคนนั้น ถามภรรยาผมและผู้หญิงคนนั้นว่า จะทานอะไรจะไปซื้อมาให้ ด้วยความเกรงใจ จึงทานเหมือนกันเป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู  ภรรยาผมพยายามจะขอตัวไปซื้อน้ำมาให้  แต่ทางผู้หญิงคนนั้นชิงเดินไปซื้อมาให้ก่อน พอนั่งทานไปได้ประมาณ ครึ่งชามและดื่มน้ำไปหน่อย ภรรยาผมก็เกิดอาการมึนๆ และเริ่มง่วงนอน เพียงอีกไม่กี่นาทีต่อมา เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ 
ผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาประคองตัวภรรยาผม แล้วพูดบอกผู้ชายว่า
คงเป็นลมช่วยพาออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย ตอนนั้น ภรรยาผมบอกว่าไม่สามารถพูดอะไรได้ ร่างกายยืนแทบไม่ไหว ระหว่างเดินผ่านตัวห้างมาลานจอดรถ  เห็นผู้ชายโทรศัพท์เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที รถตู้สีขาวก็มาจอด แล้วทั้งคู่! ก็พาภรรยาผมขึ้นรถ วินาทีนั้นภรรยาผมบอกว่าเธอพยายามขัดขืน แต่ทั้งคู่ก็ใช้กำลังพาเธอขึ้นรถแล้วปิดประตูรถ บนรถมีผู้ชายสองคนนั่งมาในรถด้วย เมื่อรถวิ่งออกจากห้างภรรยาผมพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีเสียง  และผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเอามือมาปิดปากเธอไว้ พอรถวิ่งออกมาระยะหนึ่งผู้ชายที่เจอกันที่ Food Center เริ่มปลดเสื้อผ้าภรรยาผม เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือและต่อสู้แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงผู้ชายอีกสองคนที่นั่งรออยู่บนรถก็ช่วยกันถอด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคงไม่ต้องบรรยายกันอีก โดยมีผู้หญิงเป็นคนเก็บภาพเป็นระยะๆ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่ทราบ รู้สึกตัวอีกที่ภรรยาผมถูกนำมาทิ้งที่ห้องน้ำหญิงของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวสุขาภิบาลสองย่านบางกะปิ ผมไปรับเธอแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอไม่พูดอะไรได้แต่ร้องไห้และไม่ไปทำงานอีกเลย นั่งซึมอยู่กับบ้าน สามวันต่อมาคุณแม่ของภรรยาโทรมาบอก ว่ามีจดหมายลงทะเบียนส่งมาที่บ้านให้ไปรับ  ผมก็ไปรับแล้วเปิดออกดู มีภาพถ่ายพร้อมขอเงินสดสี่แสนบาทเป็นค่าฟิล์มและภาพถ่ายทั้งหมด ผมพูดไม่ออก ทุกความรู้สึกวิ่งพุ่งเข้ามาในใจ สับสน เสียใจ แค้นใจ เจ็บใจ ผมปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่อและเพื่อนท่านที่เป็นนายตำรวจ มีความเห็นเหมือนกันว่าต้องแจ้งความกับตำรวจเพราะเงินสี่แสนครอบครัวเราคงหามาให้ได้ยาก ผมกับภรรยาเป็นเพียงลูกจ้าง กินเงินเดือนเท่านั้นในวันส่งเงินตามนัดหมายตำรวจกองปราบวางแผนอย่างดีและสามารถจับ พวกเดนสังคมได้สองคน ได้ฟิล์มและภาพจำนวนหนึ่งและตำรวจกำลังตามจับพวกที่เหลืออีกสามคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าภาพถ่ายยังคงมีเหลืออยู่อีกหรือเปล่าซึ่งหลังจากพวกมันถูกจับผมก็ได้รับโทรศัพท์ขู่ว่าจะนำภาพลง internet
สองครั้งทุกวันนี้ภรรยาผมไม่ได้ทำงานอีกแล้ว อยู่บ้านด้วยอาการซึมเศร้าและไม่ต้องการ พบปะกับใครเลยส่วนผมก็ไม่กล้าออกไปไหนเช่นกันทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่มีแต่ความกลัว ระแวง คิดมาก เหมือนเป็นโรคประสาท ผมจึงอยากฝากบอกเรื่องราวของผมให้เป็นข้อมูลกับทุกคน ทุกวันนี้การหากินบนความทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วครับ 
         ขอบุญกุศลในการให้ข้อมูลนี้ ทำให้ชีวิตครอบครัวผมดีขึ้นด้วยเถอะ

ผมขอเตือนอีกประการ(โดยเฉพราะผู้หญิง) หากมีพวกใบปลิวติดที่หน้ารถ ไม่ต้องไปสนใจ ขับออกไปก่อน ถ้าจะเอาออกก็ให้มีคนมากหรือจอดที่สถานีตำรวจก็ได้