เมื่อยังไม่มีอยู่ก็ดีก็ควรสร้างให้เกิดให้มี หรือเมื่อเห็นจุดที่ด้อยประสิทธิภาพก็อุดรูรั่วของจุดนั้น อีกทั้งเมื่อขาดก็ดี ก็ต้องเติมให้เต็ม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดีอยู่แล้วมีความปรารถนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

การกระทำใดที่เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่จักต้องการปรับปรุง แก้ไข พัฒนา "หน้าที่" ที่เรา (ครู อาจารย์) กระทำในการถ่ายทอดสรรพวิชาทั้งที่เป็นความรู้จากตัวเรารวมถึงสรรพสิ่งรอบข้างนั้นจัดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตามแนวทาง "การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research)

การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) จึงมีจุดเริ่มต้นจากการที่เรา "มองเห็นปัญหา" และต่อมาจักต้องประกอบด้วย "ความต้องการที่จะแก้ไข"

ปัญหานั้นอาจจะเป็นปัญหาในเชิงลบ คือ เกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน แล้วเราต้องการที่จะเติมเต็มในส่วนที่ขาดนั้น

หรือจะเป็นปัญหาในเชิงบวก คือ ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของเราในปัจจุบันนั้นดีอยู่แล้ว แต่เราต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ดังนั้น เมื่อยังไม่มีอยู่ก็ดีก็ควรสร้างให้เกิดให้มี หรือเมื่อเห็นจุดที่ด้อยประสิทธิภาพก็อุดรูรั่วของจุดนั้น อีกทั้งเมื่อขาดก็ดี ก็ต้องเติมให้เต็ม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดีอยู่แล้วมีความปรารถนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เมื่อเรามีความคิดทั้ง 4 ดังกล่าวนี้ก็จัดได้ว่าเป็นครูดี "ครูเพื่อศิษย์" เป็นครูที่มีจิตวิญญาณในการ "พัฒนาคน" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ตนเอง"

หลุมพรางที่มักจะพาใครหลาย ๆ คนตกลงไปในวังวนของการพัฒนาก็คือ การตั้งเป้าหมายไว้ว่ากิจกรรมการวิจัยนี้จะนำพามาซึ่ง "ผลงานทางวิชาการ" KPI ก็ดี การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งหรือรายได้ก็ดี เป็นหลุมพรางที่กั้นไม่ให้ประสิทธิภาพในตัวครูแสดงออกมาได้อย่างสูงสุด

 

แต่ถ้าหากเราเริ่มต้นด้วยแนวคิดในการมองเห็นปัญหา ประกอบกับแรงปรารถนาที่จะแก้ไขและพัฒนา เราก็จะสามารถดึงศักยภาพในตัวเราที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์มาช่วยพัฒนาการศึกษาไทยให้ยั่งยืน

ปัญหานั้นอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แต่ถ้าผนวกด้วยความสนใจ ความเอาใจใส่ การไม่ละเลยเศษเสี้ยวแห่งปัญหา โดยนำปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาร่างเป็น "สมมติฐานเล็ก ๆ" ไว้ในใจ หรือจดลงไว้สู่กระดาษ จากนั้นก็ค่อย ๆ คิด ไตร่ตรอง ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาคิด วิเคราะห์ แก้ไข ซึ่งอาจจะใช้การสนทนาเพื่อซักถามกับเพื่อนร่วมอาชีพ หรือค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา หรือผลงานวิจัยต่าง ๆ เพิ่มเติม จากนั้นก็ตั้งเป็นโจทย์เพื่อทดลองง่าย ๆ ในชั้นเรียน เมื่อทดลองแล้วครั้งหนึ่ง สรุปผล แล้วจากนั้นเขียนรายงานฉบับน้อย ๆ สักสี่ห้าบรรทัดจดไว้ในไดอารี่ จากนั้นก็ย้อนกระบวนการตั้งสมมติฐานใหม่ ทำใหม่ ทำซ้ำ ๆ วนไป วนมา โดยเริ่มจากการร่างโครงร่างในหัวสมอง แล้วกระทำการทดลองในชั้นเรียน นำข้อมูลหรือผลการวิจัยที่ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ๆ ในสภากาแฟ (World cafe) คุยกันบนโต๊ะอาหารในเวลาพักกลางวัน จากนั้นสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรสักนิด เก็บไว้ รวบรวมไว้ (Knowledge Assets) เพื่อใช้ในการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนของตนเอง 

เมื่อเราทำได้เช่นนี้เราจะสามารถอุดรูรั่วของปัญหา เติมเต็มรอยขาดในการจัดการเรียนการสอน อีกทั้งสามารถพัฒนาประสิทธิการทำงานของตนเองให้ก้าวหน้า แล้ววันนั้นลูกศิษย์ก็จะสามารถ "พึ่งพา" กระบวนการเรียนการสอนของเรา (ครู) ได้อย่างแท้จริง...