การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการหาคำตอบที่เกิดขึ้นในการจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนนั้นให้ดีขึ้น คำว่าดีขึ้นนี้จะต้องพุ่งเป้าไปที่ตัวนักเรียนหรือลูกศิษย์ซึ่งมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น สามารถนำวิชาความรู้ไปใช้ได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทั้งประสิทธิภาพของครูและประสิทธิภาพของลูกศิษย์
ประสิทธิภาพของครูคือ สามารถใช้เวลา สถานที่ และทรัพยากรในสถาบันการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การวิจัยในชั้นเรียนจะช่วยให้ครูสามารถประยุกต์ใช้สิ่งรอบกาย สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องเรียน อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ พัฒนาให้เป็น "เครื่องมือช่วยสอน" ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้หลักการของ "การวิจัยแบบมีส่วนร่วม" คือ ให้เด็กนักเรียน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไข ร่วมพัฒนาปรับปรุง โดยมีส่วนสำคัญก็คือ "ร่วมกันเรียนรู้" ในทุก ๆ กระบวนการที่เกิดขึ้น
การวิจัยในชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วมนั้น (Participatory Action Classroom Research) จักต้องเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในทุก ๆ กิจกรรม
ตั้งแต่การเริ่มตั้งโจทย์ ซึ่งสามารถประยุกต์หลักการของ "การจัดการความรู้ (Knowledge Management)" เข้าไปจัดการข้อสงสัย ข้อติดใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองคือ จุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้
การนำกระบวนการจัดการความรู้เข้าไปจัดการความสงสัยในแววตาของนักเรียน นักศึกษาเป็นสามารถตั้งชุดโจทย์วิจัยในชั้นเรียนได้อย่างหลากหลาย เพราะความสงสัยของนักเรียนแต่ละคนนั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นฐานแลประสบการณ์ทางครอบครัวและสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นโจทย์การวิจัยจะกว้างกว่าการตั้งโจทย์โดยอาจารย์ผู้สอนแต่เพียงคนเดียว
การจัดเวทีและการทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยในชั้นเรียนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ตัวอาจารย์เองจะต้องใช้คำถามแบบเปิด และไม่ละเลยคำถามของนักเรียนที่ส่วนใหญ่เรา (อาจารย์) มักมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
การทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนี้เราสามารถตั้งทีมงานโดยให้นักเรียนจัดการได้ทั้งหมด แนวคิดนี้เป็นส่วนสำคัญ เพราะเราไม่ควรที่จะทำอะไรแต่เพียงผู้เดียว ทั้งการเขียน mind map การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การจัดเก็บ สรุปข้อมูล การถอดเทป ถอดความ การเตรียมงานในครั้งหน้า เราต้องแจกจ่ายงานให้เด็กตามความถนัดหรือ "แวว" ของเด็กแต่ละคน
อาจารย์ต้องพยายามใช้การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยการปฏิบัติให้มาก ให้เขาทดลองทำไปเรื่อย โดยพยายามจัดกระบวนการเรียนรู้ให้อยู่นอกเหนือจากคำว่า "ผิดหรือถูก"
คำว่าผิดหรือถูกมักจะเป็นตัวผิดกั้นกระบวนการเรียนรู้
เราต้องพยายามให้นักศึกษาทำไปเรื่อย ๆ เพราะทุก ๆ ครั้งที่เขาได้ลงมือทำนั่นคือการเรียนรู้
อาทิเช่นการเขียน mind map เราก็พยายามให้นักเรียนผลัดเปลี่ยนกันออกมาเขียน ให้เขาได้ทดลอง ซึ่งอาจจะมีนักเรียนที่เคยเขียนอยู่ก่อนคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ ให้เขาได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน เพราะเขาเป็นคนวัยเดียวกัน เขาคุยกันได้ง่ายกว่าเรา
พยายามให้นักเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้ของเขาเองด้วยตัวของเขาเองให้มากที่สุด แล้วการวิจัยในชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วมจะดำเนินไปถึงจุดที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง