๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
สวัสดีตอนเช้าค่ะครู
เช้านี้หนูมาถึงหอพักประมาณตีสี่ หลังจากได้ให้โอกาสตนเองได้ดูแลร่างกายและสิ่งต่าง ๆในห้อง จึงมานั่งหน้าโน๊ตบุ๊คเพื่อ เล่าชีวิตเมื่อสองวันที่ผ่านมา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในตอนเช้าหนูไปถึงบ้านเกือบ ๆแปดโมงค่ะครู ซึ่งหนูไปไม่ทันไปวัด พ่อจึงเป็นคนหิ้วตะกร้าไปวัดแทนหนู ตลอดเช้าหนูก็พอได้ช่วยหยิบจับของช่วยที่บ้านตามกำลัง สาย ๆ หน่อยก็มางีบ ที่ห้องพี่สาว ว่าง ๆ ช่วงไม่มีคนเราก็มาจับเข่าคุยกัน พี่สาวดูจะตื่นเต้นกับความกระตือรือล้นในการอ่านหนังสือสอบของลูกชาย เพราะปีนี้น้องตั้มเป็นตัวแทนโรงเรียนไปสอบวัดความรู้ พี่สาวเล่าถึงข้อสอบที่เธอช่วยติวให้ลูกชายอย่างขำ ๆ ว่า “ลืมหมดแล้ว เหมือนต้องมารื้อตำรามาอ่านใหม่” หนูยิ้มอย่างเบิกบาน แล้วบอกว่า “เป็นธรรมดา ดีออกได้มีโอกาสให้เวลากับลูกมากขึ้น เพราะเด็ก ๆ จะคิดว่า พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนเก่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าอยากให้ลูกทำอะไร ตัวเองต้องลุกขึ้นมาทำให้ลูกดู เขาเห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็จะทำเอง โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญ” พอหลานชายกลับมา ช่วงนี้เขากำลังสนใจเรื่องพญานาค และการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นหนูจึงให้เขาลองค้นข้อมูลอ่านเองในอินเตอร์เน็ต เห็นความอยากรู้อยากเห็น ตั้งใจอ่านและซักถาม หนูก็รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของเจ้าตัวเล็กทีเดียวค่ะครู ขณะนอนเฝ้าน้องตั้มอ่านอะไรในอินเตอร์เน็ตแล้วหนูก็หลับไป ตื่นมาบ่าย ๆ พ่อมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ที่วัดเมื่อเช้าว่า ทั้งหลวงปู่และพระลูกชายแปลกใจที่พ่อมาวัด ทั้ง ๆ ที่บอกไว้แล้วว่าไม่ได้มา “ไม่ได้โกหกครับหลวงปู่ แต่พอดีลูกสาวมาไม่ทัน ของเตรียมแล้วเลยมาแทน” หลังรับฟังเรื่องดี ๆ จากพ่อ เราจึงชวนกันไปร่วมภาวนาตอนเย็น พ่อจึงเอ่ยว่าถ้าไปก็ต้องชวนเพื่อนไปด้วย หนูรู้สึกยินดีมาก ๆ ไม่นานรถขนมก็มาส่งของ ครูขา รถสิบล้อทั้งคัน มันมิใช่น้อย ตอนขนของเข้ามีคนมาขนให้ค่ะ แต่ว่าของมาใหม่ ๆ เราต้องช่วยกันจัดขนมขึ้นชั้นเพราะว่าเริ่มจะบางลง หนูช่วยพ่อแม่ จัดขนมตรงแผงที่ตลาด อืม.......ไม่ใช่งานเบาค่ะครู แต่ก็เป็นการทำงานกับลมหายใจที่คมชัด พ่อสงสัยท่านจะเพลียจึงงีบหลับไป หนูจึงอาสาไปรับน้าผู้หญิงกับน้องน้ำตาลอีกหมู่บ้านหนึ่ง แทนพ่อ แล้วก็กลับมาจัดของช่วยแม่ต่อ ประมาณห้าโมงเย็น จึงเก็บของปิดร้าน ห้าโมงกว่า ๆเราก็เก็บเสร็จหมด แม่ทานข้าวเย็นก่อน แต่พ่อและหนู ขอเพียงผลไม้นิดหน่อย แล้วพ่อ แม่และหนูก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวไปวัด บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะครู ภาพของพ่อ แม่ ที่กำลังไปภาวนาที่วัดเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยมาก ๆ เหมือนเป็นธรรมชาติที่เราไปกันบ่อย ๆ เหมือนไปตลาดยังไงอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นครั้งแรกที่เราไปด้วยกัน แวะไปรับเพื่อนพ่อ รวมแล้วรอบนี้ไปกันทั้งหมดห้าคน ไปถึงศาลาหลวงปู่เมตตาให้พ่อและเพื่อนของท่านไปนั่งใกล้ ๆ หลวงปู่พูดคุยกับญาติโยมอย่างเป็นกันเอง และเล่าถึงพระที่มาใหม่ท่านมาจากอินโดนีเซีย มาเองมาคนเดียว มาด้วยศรัทธา ญาติโยมอยู่ในศาลาก็ไม่มากนักค่ะ มีประมาณสองสามครอบครัว นอกนั้นก็เป็น พ่อออก แม่ออกที่อยู่ในวัด หลวงปู่เมตตาคุยกับหนูว่า “เป็นพี่สาว รึน้องสาวพระ” หนูยิ้มแล้วตอบว่า “น้องสาวเจ้าค่ะ” “ภาวนาดีนะ ไม่ใช่ว่าจะดีกว่าผู้บวชอีกเบาะ ไปเรียนภาวนามาจากไหน” “เรียนมาจากครูที่ท่านเป็นโยมเหมือนกันค่ะ ท่านเป็นคนยโสธร” หนูระลึกถึงครูด้วยความอิ่มในใจ สำรวจไปที่ใจตนเอง ไม่ได้เป็นความลิงโลดแต่เป็นความรู้สึกรักและเคารพในพระคุณครูค่ะ หนูรู้สึกรักและสำนึกในพระคุณครูมากยิ่งขึ้น ครูขาบางครั้งหนูก็มีความรู้สึกเหนื่อยกับความล้มลุกคลุกคลานของตนเอง และหนูก็รู้ว่าครูเหนื่อย ที่ต้องสอนลูกศิษย์ดื้อ ๆ แบบหนู คำพูดของหลวงปู่เป็นเหมือน “กำลังใจ ให้หนู ก้าวเดินตามวิถีที่ดำเนินนี้ต่อไป และให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูมากขึ้น” แล้วก็มีอีกเสียงที่ปรากฏขึ้นมาในใจว่า “เห็นไหม ขนาดแกทำตามครูแบบล้มลุกคลุกคลาน ได้บ้างไม่ได้บ้าง หลวงปู่ท่านยังบอกว่า ภาวนาดี ถ้าแกตั้งใจมากกว่านี้ ทำตามคำสั่งสอนของครูอย่างเคร่งครัดจะเห็นผลได้มากขนาดไหน อ้าวสู้เอา” แล้วหลวงปู่ท่านก็เทศน์สอนว่า “พระที่เคยมาอยู่วัด ไปไหนมาไหน ไม่บอกครูบาอาจารย์ สอนสั่งอะไร ห้ามอะไรก็ไม่ฟัง ถ้าห้ามไม่ฟังแล้ว เราก็ปล่อยไป ไปตามบุญตามกรรมที่เขาทำมานั่นแหละ แต่ถ้าใครบอกแล้วฟัง เราก็บอก เป็นลูกศิษย์เราเราก็รัก ก็เมตตา บอกแล้วไม่ฟัง คนบอกก็เหนื่อยเปล่า” หนูฟังแล้วระลึกถึงครูขึ้นมา ขอบพระคุณนะคะคุณครู ที่อดทนสั่งสอนพอให้หนูได้พยุงตนเองได้
แล้วหลวงปู่ก็พาสวดมนต์ทำวัตรเย็นแล้ว ภาวนา
เรากลับลงมาจากวัดกันประมาณสี่ทุ่มค่ะ แม่เล่าว่า “วันนี้นิ่งดี มาแบบนี้บ่อย ๆ ก็ดี” หนูจึงเชียร์ให้มากันทุกวันพระ พอไปส่งเพื่อนของพ่อท่านจึงบอกว่า “ถ้ามาแบบนี้อีก อย่าลืมชวนนะ” แล้วคืนนี้หนูก็เข้านอนกับพ่อแม่ค่ะ
ตื่นเช้ามาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ น้าสาวและพี่เขยไปวัดที่จังหวัดหนองคายตั้งแต่ตีสี่ แม่เตรียมของไปวัด ส่วนพ่ออาสาอยู่เฝ้าตลาด หลังแม่เตรียมของเรียบร้อย น้องตั้มขอร่วมไปวัดกับหนูด้วย ซึ่งมีความตั้งใจอยากรู้เรื่องพญานาคว่าเป็นอย่างไร พอไปถึงวัด เพียงหนูได้มองเห็นพี่ชายอยู่ในชุดผ้าเหลืองเป็นความประทับใจหล่อเลี้ยงให้ใจอิ่มเอมและเป็นสุข ใส่บาตรเสร็จแล้ว ยกสำรับถวายพระ เราทั้งสามคนจึงลงไปทานข้าวก้นบาตรที่ในครัว กลับขึ้นมาหลวงปู่ท่านลงมารับแขกพอดี เราทั้งสามคนจึงเข้าไปกราบฟังเทศน์หลวงปู่ ท่านเมตตาสอนให้หนูอดทน ฝึกตนเองทำตนเองให้เป็นมาตรฐาน ตั้งใจทำหน้าที่ หลวงปู่ให้กำลังใจอยู่ แม่รู้สึกเบิกบานมาก หลังจากกราบลาหลวงปู่ ว่าจะไปกราบลาหลวงพี่แต่ทราบว่าท่านปฏิบัติภาวนาอยู่ จึงตัดสินใจลากลับบ้าน
พอมาถึงบ้าน หนูช่วยพี่สาวจัดของในบ้าน ทำไปเรื่อย ๆ ค่ะครูทำงานกับลมหายใจ ทำคนเดียวก็ทำ ไม่ได้อิดออด รู้สึกว่าเป็นโอกาสในการแทนคุณ โอกาสในการภาวนา จนบ่าย ๆ พ่อ เดินมาทานข้าวเที่ยง หนูจึงวางมือมาร่วมทานด้วยกัน มีลูกค้ามาซื้อของเรื่อย ๆ บ่าย ๆ หนูเป็นอาการง่วง ๆ เพลีย ๆ พี่สาวจึงไล่ให้หนูไปอาบน้ำ เหมือนกับไล่ลูกคนหนึ่งไปอาบน้ำเลยทีเดียวค่ะครู เป็นความน่ารักของพี่สาวคนโต พออาบน้ำเสร็จหนูเข้าไปสอนน้ำตั้มบีบอัดไฟล์ให้เล็กลง ปัญหาของน้องตั้มคือ อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก หนูจึงสอนให้เขาสังเกตพร้อม ๆ กับฝึกอ่านไปด้วย แอร์ในห้องค่อนข้างเย็นสบาย ๆ ไม่นานพี่เขยกลับมาจากวัด หนูจึงหลบออกมาเพื่อให้ท่านได้พักผ่อน แต่หนูก็เป็นง่วง ๆ หนูตั้งใจให้ตนเองไม่นอน จึงคอยดึงลมหายใจแรง ๆ กระตุ้นสติ ประมาณหกโมงเย็นหนูจึงไปอาบน้ำ เตรียมตัวขึ้นรถกลับนนทบุรี
กลับบ้านรอบนี้ประทับใจที่พ่อกับแม่ได้ไปปฏิบัติภาวนาเป็นจุดเริ่มต้นที่เบิกบานมากค่ะครู แม้กายหนูจะอ่อนแรงบ้าง ถ้าได้พักความเหนื่อยล้านี้ก็หาย แต่ความเบิกบานและอิ่มเอมในใจนี่เป็นอะไรที่ประเมินค่าไม่ได้เลยเจ้าค่ะ หนูกลับบ้านแบบที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นช่วงวันตรุษจีน วันแห่งความรัก หรือว่ามันคือวันวาเลนไทน์ ใจมันไม่ได้ดีดดิ้นแบบนั้นเลยค่ะครู แต่กลับรู้สึกว่า การได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัวแล้วได้พากันไปภาวนานี่แหละ คือสิ่งที่สุดยอดที่สุดในการเกิดเป็นคนแล้วค่ะ
ศีล
ข้อ ๑ เพ่งโทษตนเอง ยังพอมีบ้างค่ะครูแต่สั้น ๆ เพ่งโทษคนอื่นก็เช่นกัน แต่ก็พลิกมุมในการมองได้เร็วขึ้น เช่นรู้สึกว่ารถมาถึงบ้านล่าช้า แต่ก็มีความงดงามคือ พ่อได้ไปแทน แถมตอนเย็น ๆได้ไปร่วมกันภาวนา หรือตอนที่คิดว่าจะขึ้นไปวัดก่อนพ่อแม่ พอพิจารณาว่าเป็นการเห็นแก่ตัว จึงปรับใหม่ทันทีโดยช่วยงานจนไปวัดพร้อม ๆ กัน
ข้อ ๒ พออยู่บ้านเหมือนหยิบจับอะไรสะดวกขึ้นค่ะครู บางทีก็รู้สึก ตะหงิด ๆ ว่า เอ....ควรจะบอกกล่าวก่อนนะ ความยับยั้งช่างใจ ในการหยิบกิน หยิบใช้ของในบ้านมีน้อยค่ะครู
ข้อ ๓ อืม ข้อนี้ไม่ค่อยมีเวลาได้ดิ้นรนนักค่ะ เหมือนกับว่า อยู่กับงานตลอด แล้วก็เลยไม่ค่อย คิดถึงใครค่ะครู
ข้อ ๔ รวม ๆ หนูพูดน้อยลงค่ะครู ฟังมากขึ้น แต่ก็มีบางคราที่ยังเผลอพูดไหล ๆ แต่ก็เห็นว่าไหล แบบสั้นลง แล้วดูจะพูดจามีสติมากขึ้นกว่าที่ผ่าน ๆมาค่ะ
ข้อ ๕ หนูรู้สึกว่าหนูอยู่กับลมหายใจได้บ่อยขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้นค่ะ ตั้งแต่เห็นลมหายใจตนเองชัดขึ้นตอนที่วิ่งครั้งล่าสุด เหมือนหนูไม่ได้หายใจเอาเบา หรือ สบายเหมือนเมื่อก่อน พอไม่ได้แล้วจะหงุดหงิด แต่ตอนนี้เหมือนหายใจไปเรื่อย ๆ จะแน่นก็ได้ จะสบายก็ได้ จะอึดอัดก็ได้ ตามแต่มันจะเป็น หลง ๆ เผลอไปก็เอาใหม่ แต่ไม่ละเลย หนูพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะครู
กราบขอบพระคุณค่ะ