“ความสุข” เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  แต่คนเราสามารถแสวงหาความสุขให้กับตัวเองได้ไม่ คนรวยต้องการความสุขแบบหนึ่ง คนจนก็ต้องการความสุขอีกแบบหนึ่ง คนรวยมีความสุขกับการมีรถยนต์หรูๆ ราคาแพงๆ ไป shopping เดินซื้อของต่างประเทศ แต่คนจนขอมีบ้านที่มีหลังคากันแดดกันฝน ไม่รั่วก็พอใจแล้ว ความสุขที่ทุกคนแสวงหา ยังมีรูปแบบแตกต่างกันตามจริตของแต่ละคน ซึ่งได้แก่ ความสุขแบบพุทธนิยม เป็นความสุขที่เกิดจากการได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม รักษาศีล เจริญภาวนา ทำให้จิตใจสงบ เยือกเย็น ความสุขแบบธรรมชาตินิยม เป็นความสุขที่เกิดจากการได้สัมผัสธรรมชาติ ได้ท่องเที่ยว ฟังเสียงนกเสียงกา เสียงน้ำตก เสียงคลื่นซัดฝั่ง ดูปะการัง ฯลฯ ความสุขแบบวัตถุนิยม เป็นความสุขที่มีกิเลสเจือปนมาก เป็นความต้องการอยากได้โน่น-อยากได้นี่ พอได้แล้วก็มีความสุขพึงพอใจอยู่ชั่วระยะหนึ่ง นานไปก็หน่าย อยากได้ใหม่อีก ยกตัวอย่างเช่น ได้รถคันใหม่ รุ่นใหม่มาขับก็รู้สึกมีความสุข ขับเช้าขับเย็น ขับกินลมสบายอารมณ์ เห่อไปได้สักพักหนึ่ง พอมีรถรุ่นใหม่ออกมาอีก ใจก็เริ่มอยากจะได้คันใหม่รุ่นใหม่อีก อย่างนี้เป็นต้น นักจิตวิทยาได้เสนอแนววิธีการคิด “คิดอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข” ไว้หลายวิธี แต่จะนำเอาวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมาเสนอ เพื่อเป็นแนวทางในการแสวงหาความสุขให้กับชีวิต ดังนี้

1. ให้คิดในเรื่องปัจจุบัน คนที่มีความทุกข์ส่วนมากแล้วมักเป็นคนที่ชอบย้ำคิดแต่ในเรื่องอดีตที่ทำให้ ทุกข์ระทม ผิดหวัง เศร้าเสียใจ ที่ไม่สามารถแก้ไขหรือเรียกกลับคืนมาได้ และบางคนก็วาดภาพอนาคตมี่ยังมาไม่ถึงไว้สวยหรู สูงส่ง จึงไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องปัจจุบัน คนที่มีความสุขมักจะคิดและทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด ใช้เวลาในปัจจุบันอย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่าให้สำเร็จ ใช้เวลาในอนาคตเป็นเรื่องของการวางแผน วางเป้าหมายแนวทางที่จะก้าวเดินต่อไป และนำเอาอดีตที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน แล้วปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อผลสำเร็จของชีวิตในวันข้างหน้า

2. รู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สำเร็จ ผิดหวัง หรือทุกข์ระทม ให้เอาความผิดพลาด ความล้มเหลวทั้งหลาย วิกฤตที่เกิดขึ้นในชีวิตมาเป็นบทเรียนสอนใจ หาจุดดีของเหตุการณ์นั้นๆ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ๆ ทำใจให้เข้มแข็ง มีสติ มีความรอบคอบมากขึ้น ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ หลายท่านที่ต้องทุกข์กับเหตุการณ์ล้มละลายช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา แล้วรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟื้นพลิกชีวิตกลับมาร่ำรวยประสบความสำเร็จอีกครั้งก็มีมากมาย

3. มองโลกในด้านดี การมองโลก มองผู้คน มองเหตุการณ์ในด้านดีจะทำให้เกิดกำลังใจ กล้าคิด กล้าทำ กล้าลองใหม่ เหตุการณ์ที่เราคิดว่าเลวร้ายนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีผลต่อสุขภาพจิตของเราเลย ถ้าเราไม่ปรุงแต่งคิดเองไปว่าเหตุการณ์นั้นเลวร้ายอย่างมาก ทำให้ต้องทุกข์ระทมขมขื่น หรือประสบกับความผิดหวัง

ถ้าเรารู้จักคิด เลือกคิด ไม่คิดแต่อยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะมี โดยไม่ตั้งอยู่ในหลักของ

ความเป็นจริงของชีวิตแล้ว ใจของเราก็จะรุ่มร้อน โศกเศร้าเมื่อไม่ได้ดั่งใจหวัง โดยธรรมชาติของมนุษย์เรา มีความไม่เท่าเทียมกัน ไม่เหมือนกัน ไม่สมบูรณ์เพรียบพร้อมเหมือนกันไปหมดทุกอย่าง ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ชาติกำเนิด ฐานะทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม แต่มนุษย์ก็มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันในการแสวงหาความสุขให้กับชีวิต โดยไม่ทำให้ตนเองและ/หรือผู้อื่นเดือดร้อน ความสุขจึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเรา อยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน มันอยู่ที่วิธีการคิดของเรา และความรู้จักพอของเรา ถ้าเราไมรู้จักพอ อะไรๆ ก็มาถมกิเลสที่มีอยู่ไม่เต็ม ชีวิตเราก็จะดิ้นรนแสวงหาความสุขที่แท้จริงไม่พบสักที