ต้องขอบคุณน้องปูที่เข้ามา Share ความเห็นเรื่อง  เป็นหัวหน้าคนให้เป็น  และยังได้ยกประเด็นที่น่าสนใจว่า  เราต้องรู้จักการ เป็นลูกน้องให้เป็นด้วย  ประเด็นที่น่าคิดคือ  พวกเราได้รู้กันหรือยังว่า หัวหน้า กับ ลูกน้อง ควรเป็นย่างไร  ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ดี  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง....ต่างคนต่างก็ทำบทบาทหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี...พวกเราควรต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรืออย่างน้อยก็ด้วยความสบายใจใช่มั๊ยครับ...  
           แต่ผมเห็นว่า "เรามีปัญหาการทำงานร่วมกัน...เรามีปัญหาเรื่อง TEAM WORK...เรามีปัญหาเรื่องขวัญกำลังใจในการทำงาน..เรามีปัญหาเรื่องแรงจูงใจของคน...ทั้งๆที่คนของเรามีศักยภาพสูง"  ผมเสนอมาตลอดว่า หัวหน้าฝ่าย/กลุ่มควรได้รับความช่วยเหลือด้วยการพัฒนาเรื่องการบริหารงาน   ผมจึงพยายามคิดว่าจะพูดถึงเรื่องสภาพความเป็นจริงของการเป็น หัวหน้า  กับ ลูกน้อง ใน สคร.6 อย่างไรดี จึงจะเป็นกลางมากที่สุด... แต่คิดว่าไม่พูดถึงดีกว่า เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินไป  จึงขอละเลยไปจะดีกว่า
          
ผมขอยกประเด็นว่า หากมีปัญหาว่า หัวหน้ากับลูกน้อง  ต่างไม่พอใจต่ออีกฝ่ายหนึ่ง  ต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายทำตามบทบาทของตัวเองก่อน   คำถามคือ ใครควรจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน
       
 
สำหรับผมแล้ว...คำตอบของผมมันชัดเจนอยู่แล้วในข้อเสนอที่ผมพยายามพูดมาตลอด  ผมไม่ได้คิดว่าใครบกพร่องนะครับ  แต่ผมคิดว่า ใครควรจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มันชัดเจนอยู่แล้ว...แต่ทำไมเรายังละเลยที่จะพัฒนาคนที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 
         องค์กรเราไม่สามารถเจริญขึ้นได้  เพียงเพราะผู้บริหารคิดและพูดว่า "ขอให้ทุกคนทำตามบทบาทหน้าที่"  แล้วมันจะดีขึ้น...ไม่ง่ายอย่างนั้นแน่นอน..  แต่ต้องผ่านการคิดอย่างละเอียดและอย่างมีส่วนร่วมว่า...เราจะนำเอาแนวคิดที่ว่า "ขอให้ทุกคนทำตามบทบาทหน้าที่แล้วองค์กรจะดีขึ้น"  มาใช้ปฏิบัติได้อย่างไร   และยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน 
          จริงอยู่ว่า ข้าราชการมีวินัย  ลูกน้องจึงต้องเชื่อฟังหัวหน้า แต่ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง  องค์กรใดที่ยัง Conservative อยู่กับระเบียบเดิมๆ โดยไม่ดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็นับวันแต่จะเดินถอยหลังตกยุคไป  ยุคนี้เป็นยุค GOOD GOVERNANCE เป็นยุคที่หัวหน้ากับลูกน้องต้องเป็นเพื่อนร่วมงานกันให้ได้  การทักท้วงหัวหน้าบ้างเมื่อเห็นว่าเดินไม่ถูกทาง  จึงถือเป็นหน้าที่ของลูกน้องในฐานะเพื่อนร่วมงานด้วย  หากละเลยเสียเพราะคิดว่าไม่ใช่บทบาทเราเสียอีกที่ผมเห็นว่า...เราไม่ได้ทำหน้าที่ลูกน้องที่ดี ( เหมือนเราเห็นคนตกน้ำแต่ไม่ช่วยนั่นแหล่ะครับ) ...อย่าลืมว่าลูกน้องมีมากกว่าหัวหน้าความเห็นย่อมมีหลากหลายมากกว่า...อย่าลืมว่าหัวหน้าก็มีโอกาสคิดและตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นเดียวกับเรา... ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า ลูกน้องกับหัวหน้า จะแยกกันแสดงบทบาทอย่างขาดจากกันเลยไม่ได้  แต่ต้องต่างฝ่ายต่างท้วงติงกันได้  จึงจะเรียกว่าการมีส่วนร่วม.

"การได้แสดงออกด้วยการพูดและเขียน เพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำ"   คือวัฒนธรรมที่ต้องเร่งสร้างใน องค์กรยุคใหม่..องค์กรแห่งการเรียนรู้..  แม้การพูดและเขียนนั้นจะเป็นไปในทางที่ขัดแย้งกับนโยบายของผู้บริหาร ก็ต้องให้เป็นไปอย่างอิสระ  แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดและเขียนเอง ด้วยเงื่อนไขนี้จะบังคับให้แต่ละคนพูดและเขียนโดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการพูดและเขียน  องค์กรนั้นๆ ก็จะถูกพัฒนาไปด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องแก่กันและกัน  กลายเป็นองค์กรที่มีการบริหารแบบ ธรรมาภิบาล ในที่สุด   เมื่อ "ความปองดอง(หรือการยอมตาม)" มันทำหน้าที่ของมันในการพัฒนาองค์กรได้ "ความขัดแย้ง" ก็สามารถทำงานเพื่อพัฒนาองค์กรได้เช่นเดียวกัน

          นี่เป็นตัอย่างหนึ่งของการเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ  ลองเข้าไปดูนะครับ  http://gotoknow.org/blog/sarinya/33015