“จิต และ อาสา”
หลังจากผ่านเรื่องวุ่นๆในช่วงเช้า มารู้สึกตัวอีกครั้ง ผมก็นั่งจิบกาแฟอยู่ที่ร้านทรู คอฟฟี่ ในห้างใหญ่ใจกลางกรุงแห่งนี้แล้ว มันช่างดูขัดกันเหลือเกินกับสิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไป เพราะความตั้งใจหลังจากนี้คือ ตั้งใจเขียนเรื่อง “จิตอาสา” ซึ่งนับวันจะยิ่งหาได้ยากขึ้นจากใจจริงของคนเมืองในทุกวันนี้
นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องยากสำหรับผม ในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับจิตอาสา เพราะงานเขียนที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดของผม ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือประเด็นทางธุรกิจ แต่เมื่อตระหนักดีแล้วว่าต้องเขียน ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นคำๆนี้จากนิยามความหมายก่อน
คำว่า “จิตอาสา” คือคำนาม ซึ่งเกิดจากคำสองคำ กล่าวคือ
“จิต, จิต-[จิด, จิดตะ-] น. ใจ, สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก, (โบ เขียนว่า จิตร),ลักษณนามว่า ดวง. (ป. จิตฺต).”
“อาสา ก. เสนอตัวเข้ารับทำ. น. ความหวัง เช่น นิราสา = ความหวังหมดแล้ว คือ ความหมดหวัง, ความต้องการ, ความอยาก.(ป.; ส. อาศา).”
แต่เมื่อประมวลดูแล้ว ความหมายของทั้งสองคำ ก็ไม่สื่อออกมาอย่างที่ใจของผมนึกไว้แต่ต้น เพราะในส่วนลึกๆของนักกฎหมาย ในมิติสำนักกฎหมายธรรมชาติแล้ว คำๆนี้มันควรจะสื่อออกมา ในประเด้นที่เกี่ยวข้องกับสังคมด้วย ผมจึงตัดสินใจ ถามผู้รู้หลายๆท่าน ทั้งนักกฎหมายและนักภาษาศาสตร์ ผลที่ออกมาตรงกันก็คือ ทุกท่านให้นิยามของคำว่าจิตอาสา ในเชิงการทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นนั้น จึงยิ่งเป็นการยากสำหรับผม ในการค้นหาคำตอบต่อไปว่า...แล้วประโยชน์ของสังคม เข้ามาสอกแทรกอยู่ในความหมายของคำว่าจิตอาสาได้อย่างไร
อาจเนื่องเพราะเป็นวันศุกร์ทำให้มีคนพลุกพล่านในห้าง หรือเพราะกลิ่นของกาแฟที่ร้านนี้ไม่หอมเหมือนบางร้าน หรือด้วยเหตุผลใดๆอีกร้อยแปด กาแฟหมดไปกว่าครึ่งแก้วแล้ว ผมก็ยังคิดไม่ออกว่านัยความหมายทางสังคมนี้ เข้ามาเกี่ยวข้องกับคำว่าจิตอาสาอย่างไร แต่เมื่อลองอ่านย้อนใหม่ตั้งแต่ย่อหน้าแรก ผมก็คิดขึ้นได้ถึงเหตุผลดังกล่าว.....
สำนักกฎหมายธรรมชาติ เป็นหนึ่งในสำนักแนวคิดทางกฎหมายของโลก โดยสำนักนี้เชื่อว่า กฎหมายนั้นมนุษย์มิได้สร้างขึ้นมา แต่เกิดขึ้นจากธรรมชาติโดยตรงเสมอกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่น ๆ หรือเกิดจากพระเจ้าสถาปนาขึ้น หรือเกิดจากความรู้สึกของมนุษย์ที่สามารถแยกผิดชอบชั่วดีได้ กับทั้งเห็นว่ากฎหมายมีลักษณะพิเศษคือใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาไม่มีวันพ้นสมัย และอยู่เหนือรัฐอีกด้วย[1] ประเด็นที่ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ก็คือ เมื่อกฎหมายในทัศนะของสำนักกฎหมายธรรมชาติ คือสิ่งที่มนุษย์ทราบดีอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทราบได้เองว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ดังนั้นมนุษย์ทุกคนโดยแท้จริงแล้ว จึงย่อมทราบได้เองถึงความดี ความชั่ว ไม่ต้องรอให้กฎหมายมากำหนด หรือมีคนมาคอยชี้นำ ซึ่งก็สอดคล้องต้องกันกับนานาทัศนะ ทั้งนักกฎหมายและนักภาษาศาสตร์ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ย่อมทราบได้เองว่าสิ่งใดดี หรือไม่ดี และเมื่อกล่าวถึงการอาสา เสนอตัวเข้าทำสิ่งใดๆภายใต้จิตใจของตนแล้ว ภายใต้หัวจิตหัวใจของมนุษย์ลึกๆแล้วก็คงขาดเสียไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงซึ่งประโยชน์ส่วนร่วม
ดังนั้นโดยความเชื่อมั่นของผมนี้ ผมจึงเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าโดยแท้แล้วมนุษย์ทุกคน ย่อมมีจิตใจในส่วนที่คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง การมีส่วนร่วมของบุคคลใดๆที่มีต่อสังคม ในการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และตั้งมั่นในการปฎิบัติ การพยายามไม่เสนอตัวเข้าทำสิ่งใดๆให้แก่สังคม จึงมิใช่วิสัยโดยปกติของมนุษย์ บุคคลธรรมดาในสังคม การมีจิตอาสา จึงเป็นการมีอยู่อย่างเป็นปกติของมนุษย์ อยู่เพียงที่ว่าจะนำสิ่งดังกล่าวออกมาใช้อย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไร การมีจิตอาสาของมนุษย์ในสังคม จึงไม่ต่างกับจิตของศิษย์พายัพทั้งเก่าและใหม่ ที่ล้วนมีอยู่ซึ่ง “สัจจะและบริการ”.....
[1]http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2#.E0.B8.AA.E0.B8.B3.E0.B8.99.E0.B8.B1.E0.B8.81.E0.B8.81.E0.B8.8E.E0.B8.AB.E0.B8.A1.E0.B8.B2.E0.B8.A2.E0.B8.98.E0.B8.A3.E0.B8.A3.E0.B8.A1.E0.B8.8A.E0.B8.B2.E0.B8.95.E0.B8.B4
มีประสบการณ์ "จิตอาสา"ของเยาวชนและผู้ใหญ่ใจดี มาเล่าสู่กันที่ blog นี้ค่ะ..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/335948
ผมได้ย้ายบันทึกนี้ไปที่บล๊อกใหม่ครับผม ตาม Url ข้างล่างนี้เลยครับ
http://gotoknow.org/blog/tum-jitasa